ปฏิบัติการทางทหารสายฟ้าแลบบุกเข้าจับกุมตัว นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ณ กรุงคารากัส เมื่อเช้ามืดของวันที่ 3 มกราคม 2569 ของสหรัฐฯ สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก ไม่เพียงเพราะความอุกอาจของสหรัฐฯ แต่ยังเป็นเพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทูตพิเศษของจีนเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมร่วมกับมาดูโรเพื่อยืนยันการสนับสนุนจากปักกิ่ง โดยความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ท้าทายยุทธศาสตร์การทูตและนโยบาย "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" ของจีนอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ภารกิจลับทูตพิเศษจีน: การพบปะครั้งสุดท้ายก่อนถูกควบคุมตัว
ตามรายงานระบุว่า เมื่อช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569 คณะผู้แทนระดับสูงจากปักกิ่งนำโดย ชิว เสี่ยวฉี ทูตพิเศษด้านกิจการละตินอเมริกาและแคริบเบียน ได้เข้าพบมาดูโร ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเพื่อทบทวนข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีร่วมกันกว่า 600 ฉบับ
มาดูโรได้เผยแพร่ข้อความสุดท้ายผ่านทางเทเลแกรม (Telegram) เมื่อเวลา 19.30 น. ยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเวเนซุเอลาว่าเป็น "สายสัมพันธ์พี่น้องที่ยืนยงเหนือกาลเวลา" พร้อมวิดีโอที่แสดงภาพการต้อนรับคณะทูตจีนอย่างสมเกียรติ
ทว่าเพียง 6 ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้น กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินทหารกว่า 150 ลำเข้าปิดล้อมและสกัดจับมาดูโรพร้อมภรรยา นำตัวบินออกนอกประเทศไปยังกรุงนิวยอร์กเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในข้อหาค้ายาเสพติด การที่ปฏิบัติการเกิดขึ้นทันทีหลังจากทูตจีนเดินทางกลับได้สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้แก่ทางการจีน โดยเจ้าหน้าที่ทูตรายหนึ่งระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ "น่าตกใจอย่างยิ่ง"
วาทกรรมดุเดือดจากปักกิ่ง: "สหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ตัดสินโลก"
หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่าไม่มีประเทศใดมีสิทธิ์ทำตัวเป็น "ตำรวจโลก" หรือ "ผู้ตัดสินโลก" ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นตามอำเภอใจ
จีนมองว่าการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและคุกคามเสถียรภาพในละตินอเมริกา นอกจากนี้ จีนยังได้ร่วมกับรัสเซียในการสนับสนุนโคลอมเบียเพื่อเปิดอภิปรายเร่งด่วนในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อท้าทายความชอบธรรมทางกฎหมายในการบุกจับกุมครั้งนี้
นักวิเคราะห์มองว่าภาษาที่ปักกิ่งใช้ในแถลงการณ์ครั้งนี้มีความรุนแรงและเด็ดขาดในระดับที่มักจะสงวนไว้ใช้สำหรับเหตุการณ์ลอบสังหารทางการเมืองเท่านั้น
การที่สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการบุกจับกุมตัวนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ไม่เพียงแต่เป็นการโค่นล้มผู้นำประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการสั่นคลอนผลประโยชน์มหาศาลของจีนที่วางเดิมพันไว้ในภูมิภาคละตินอเมริกามานานกว่าสองทศวรรษ โดยสามารถวิเคราะห์ผลกระทบสำคัญที่มีต่อจีนได้ใน 4 มิติหลัก ดังนี้:
1. วิกฤตความมั่นคงทางพลังงานและการสูญเสียแหล่งทรัพยากรหลัก
เวเนซุเอลาคือแหล่งพลังงานสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยปักกิ่งเป็นผู้รับซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลมาดูโร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมดของประเทศ ปัจจุบันบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีนอย่าง ซีเอ็นพีซี (CNPC) และ ซิโนเปค (Sinopec) ได้เข้าไปถือครองสิทธิสำรองน้ำมันมหาศาลรวมกันกว่า 4.4 พันล้านบาร์เรล การก้าวเข้ามาแทรกแซงของสหรัฐฯ และการประกาศของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าสหรัฐฯ จะเข้าไป "บริหาร" เวเนซุเอลาด้วยตนเอง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าสัญญาพลังงานเดิมที่จีนทำไว้จะถูกยกเลิกหรือถูกจัดสรรใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทพลังงานของสหรัฐฯ แทนหรือไม่
2. ความเสี่ยงในหนี้สินค้างชำระมูลค่ากว่า 3.4 แสนล้านบาท
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนทำหน้าที่เป็น "เส้นเลือดใหญ่" ทางการเงินที่ช่วยพยุงรัฐบาลมาดูโรผ่านการปล่อยกู้และข้อตกลงแลกเปลี่ยนน้ำมัน นักวิเคราะห์ประเมินว่าเวเนซุเอลามียอดหนี้สะสมที่ค้างชำระต่อจีนสูงกว่า 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.4 แสนล้านบาท) ซึ่งการที่มาดูโรถูกโค่นล้มอำนาจอย่างกะทันหันทำให้ปักกิ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงที่หนี้สินจำนวนมหาศาลนี้อาจกลายเป็น "หนี้สูญ" หากรัฐบาลชุดใหม่ที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนปฏิเสธที่จะยอมรับภาระผูกพันทางการเงินที่ทำไว้โดยรัฐบาลชุดก่อน
3. ความเชื่อมั่นต่อ "ริเริ่มความมั่นคงโลก" ของ สี จิ้นผิง
ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เวเนซุเอลาถูกวางสถานะเป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกสภาวการณ์" และเป็นฐานอำนาจสำคัญของจีนในการคานอิทธิพลกับสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบความล้มเหลวของแนวคิด "ริเริ่มความมั่นคงโลก" (Global Security Initiative) ที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง พยายามนำเสนอว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่เน้นการเคารพอธิปไตยโดยไม่ใช้กำลังทหาร การที่จีนไม่สามารถปกป้องพันธมิตรที่ใกล้ชิดจากการถูกบุกจับถึงทำเนียบประธานาธิบดีได้ อาจส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเกิดความลังเลที่จะพึ่งพาจีนในฐานะผู้รับประกันความมั่นคงทางเลือกแทนที่วอชิงตัน
4. การปรับกระบวนท่าทางการทูตและนัยต่อกรณีไต้หวัน
แม้จีนจะใช้ถ้อยคำประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรงในระดับที่เคยใช้เฉพาะเหตุลอบสังหารทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติ ปักกิ่งกำลังใช้เหตุการณ์นี้เป็น "อาวุธทางวาทกรรม" เพื่อโจมตีความชอบธรรมของสหรัฐฯ ในเวทีโลก จีนพยายามชี้ให้เห็นว่า "ระเบียบโลกที่อ้างอิงกฎเกณฑ์" (Rules-based Order) ของสหรัฐฯ แท้จริงแล้วคืออำนาจนิยมที่พร้อมจะละเมิดอธิปไตยของใครก็ได้ตามผลประโยชน์ของตน ซึ่งข้ออ้างนี้อาจจะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่จีนในการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ในประเด็นไต้หวันและทะเลจีนใต้ โดยปักกิ่งจะนำกรณีเวเนซุเอลามาเป็นตัวอย่างเพื่อเตือนพันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชียถึงความไม่แน่นอนของการพึ่งพาอำนาจจากวอชิงตัน
วิลเลียม หยาง นักวิเคราะห์จากอินเตอร์เนชันแนล ไครซิส กรุ๊ป (International Crisis Group) ระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ กำลังทำลายน้ำหนักของข้อโต้แย้งเดิมที่วอชิงตันมักใช้โจมตีจีนว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนการมอบ "กระสุนราคาถูก" ให้จีนนำไปใช้โต้กลับสหรัฐฯ ได้ในอนาคต
ขณะที่สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนได้ออกมาประณามปฏิบัติการดังกล่าวว่าเป็น "พฤติกรรมความเป็นเจ้าโลกที่เปลือยเปล่า" และชี้ให้เห็นว่าระเบียบโลกที่อ้างอิงกฎเกณฑ์ตามแบบฉบับของสหรัฐฯ แท้จริงแล้วคือระเบียบแบบนักล่าที่คำนึงถึงเพียงผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เท่านั้น
นักวิเคราะห์มองว่าปฏิบัติการในเวเนซุเอลาจะไม่เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการบุกโจมตีไต้หวันในเร็ววัน สื่อ อิ๋นหง ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินในปักกิ่ง ชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจยึดครองไต้หวันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขึ้นอยู่กับการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของจีนที่ยังไม่เพียงพอในปัจจุบัน มากกว่าจะพิจารณาจากสิ่งที่ทรัมป์ทำในทวีปที่ห่างไกล
ทางฝั่งไต้หวันซึ่งเพิ่งเผชิญกับแรงกดดันจากการซ้อมรบ "ภารกิจยุติธรรม 2568" (Justice Mission 2568) ของจีนเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 ยังคงแสดงท่าทีที่มั่นคง โดยหวัง ติ้งอวี่ สมาชิกรัฐสภาจากพรรครัฐบาลไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความระบุว่าจีนยังคงขาดวิธีการที่ทำได้จริงในการบุกโจมตี และเน้นย้ำว่า "ไต้หวันไม่ใช่เวเนซุเอลา" หากจีนสามารถทำได้จริงอย่างที่สหรัฐฯ ทำ ก็คงลงมือไปนานแล้ว
ทว่าในโลกโซเชียลมีเดียอย่างเวยปั๋ว (Weibo) กลับพบว่าประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยผู้ใช้งานบางส่วนแสดงความเห็นว่าปักกิ่งควรเรียนรู้จากความเด็ดขาดของทรัมป์ในครั้งนี้เพื่อนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการจัดการประเด็นไต้หวันในอนาคต
ภาพการบุกจับกุมมาดูโรเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการหารือกับทูตจีน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการทูตแบบ "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยุทธศาสตร์ "ตำรวจโลก" ของสหรัฐฯ ที่พร้อมจะฉีกทุกกฎเกณฑ์เพื่อผลประโยชน์ของตน สำหรับปักกิ่ง วาทกรรมเรื่องระเบียบโลกที่อ้างอิงกฎเกณฑ์ของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ในเชิงอิทธิพลเหนือเวเนซุเอลาในครั้งนี้ อาจเป็นแรงผลักดันให้จีนเร่งเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารและอิทธิพลในเอเชียให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ความอัปยศในละตินอเมริกาต้องซ้ำรอยเดิมในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ใกล้ตัวอย่างไต้หวัน
โดย นายวิธวินห์ โตเกียรติรุ่งเรือง


