โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล
หนึ่งในปัญหากวนใจของคนไทยและคนทั่วโลก คงหนีไม่พ้นการต้องระแวดระวังตัวเองและครอบครัวจากการถูกหลอกลวงโดยแก๊งสแกมเมอร์ โดยในแต่ละปีมีผู้คนจำนวนมากทั่วโลกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ ในไทยเราเองก็มีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะการเป็นเหยื่อจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ส่วนใหญ่มีฐานบัญชาการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านไทย แค่ไทยเองในแต่ละวันมีเหยื่อที่ถูกหลอกมากมาย มูลค่าเสียหายต่อวันหลายสิบล้านบาท แก๊งสแกมเมอร์ที่ตั้งฐานบัญชาการอยู่ประเทศเพื่อนบ้านไทย ผู้เขียนเชื่อว่า 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ มีบอสใหญ่เป็นคนจีน (จากกลุ่มสื่อมากมายที่มีการตีแผ่มาตลอด รวมทั้งสื่อจีนเองก็เปิดโปงฯด้วยเช่นกัน) จนคนไทยเรียกขานจีนกลุ่มนี้ว่า “จีนเทา”
อุตสาหกรรมการฉ้อโกงเหล่านี้ส่วนใหญ่ถือกำเนิดในจีน ต่อมาได้โยกย้ายฐานจากภายในประเทศจีนไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในระยะแรกแหล่งกบดานของแก๊งสแกมเมอร์ก่อตัวขึ้นในมณฑลฝูเจี้ยน มณฑลกวางตุ้ง และพื้นที่อื่นๆ ทางภาคใต้ของจีนก่อน เมื่อการปราบปรามภายในประเทศทวีความเข้มงวดมากขึ้น กลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้จึงค่อยๆ ย้ายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอ เช่น ประเทศเมียนมาและกัมพูชา
การย้ายถิ่นของกลุ่มอาชญากรรมยังคงมีรูปแบบการกระทำผิดกฎหมายแบบเดิม และก่อรูปเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตัวอย่างเช่น อำเภออันซี เมืองฉวนโจว มณฑลฝูเจี้ยน เคยเป็นศูนย์กลางการหลอกลวงผ่าน SMS และระบาดอย่างรุนแรง อาชญากรในพื้นที่นี้ได้นำ “เทคนิคการก่ออาชญากรรม” ก็อปปี้ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดกลุ่มหลอกลวงในรูปแบบเดียวกับแผ่นดินใหญ่ โดยที่ปฏิบัติการหลอกลวงยังเชื่อมโยงกันอยู่ เพราะถึงแม้ฐานสแกมเมอร์ในจีนย้ายออกไปสร้างฐานใหม่ในประเทศเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้แล้วแต่การหลอกลวงยังพุ่งเป้าหมายกลุ่มเหยื่อหลักๆเป็นประชาชนในจีน
บิ๊กบอสชาวจีนคือกลุ่มทุนที่มองว่าธุรกิจสแกมเมอร์หลอกลวงทางออนไลน์มีต้นทุนที่ต่ำแต่สร้างผลตอบแทนสูง! ต้นทุนการจัดตั้งฐานปฏิบัติการในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต่ำกว่าภายในประเทศจีนอย่างมาก ขณะเดียวกันอัตราความสำเร็จในการหลอกลวงกลับมีสูงขึ้นเนื่องจากความใกล้เคียงทางวัฒนธรรมของจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมาก กรณีศึกษาหนึ่งชี้ว่า แก๊งหลอกลวงขนาด 50 คน สามารถสร้างรายได้ผิดกฎหมายเฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 10 ล้านหยวน อีกทั้งการใช้เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศและเครื่องมือสื่อสารช่วยหลีกเลี่ยงการสืบสวนจากจีนแผ่นดินใหญ่ นายทุนจีนบางรายไปถือสัญชาติของประเทศอื่น ทำให้ “การฟอกขาว” ทำได้อย่างสมบูรณ์
จากปรากฎการณ์นี้ต้องยอมรับว่า การบิดเบือนของค่านิยมทางสังคมจีนยังมีอยู่ โดยเฉพาะความผิดเพี้ยนของแนวคิดการประสบความสำเร็จ คนจีนบางกลุ่มมองทักษะการหลอกลวงเทียบเท่ากับ “ความสามารถทางธุรกิจ” จึงเกิดค่านิยมบิดเบือนที่ว่า “โกงเงินมาได้คือความเก่ง” แนวคิดแบบนี้ในบางพื้นที่ไม่เพียงแต่ได้ยอมรับเท่านั้น แต่ยังได้รับการยกย่องอีกด้วย ในจีนพื้นที่ที่การพัฒนาเศรษฐกิจล่าช้า การหลอกลวงกลายเป็นทางเลือกของการรวยเร็ว
จากการสำรวจชุดหนึ่งของจีนพบว่า 30% ของผู้เข้าร่วมขบวนการอาชญากรรม หันเข้าสู่เส้นทางนี้หลังจากล้มเหลวในการหางานที่ถูกกฎหมาย! บางคนมองว่าทำงานถูกกฎหมายทำแทบตายไม่รวย มาทำงานให้กลุ่มสแกมเมอร์สามารถรวยเร็วได้และไม่ได้ไปฆ่าคน ในวงการสแกมเมอร์ชาวจีนมักรับบทบาทเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคและเป็นผู้บริหารจัดการเงินทุนที่หลอกลวงมาได้ ขณะที่ลูกจ้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่รับผิดชอบด้านสถานที่และโลจิสติกส์ เช่น ในเขตเมียวดีของพม่า พนักงานหลักกว่า 90% เป็นชาวจีน แต่ระบบรักษาความปลอดภัยของพื้นที่ดำเนินการโดยกองกำลังท้องถิ่น กลุ่มอาชญากรจีนยังได้นำเทคโนโลยีเอไอ สังเคราะห์เสียง และ “ระบบโทรศัพท์เสมือน” เข้าสู่ฐานสแกมเมอร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการหลอกลวงข้ามชาติเพิ่มขึ้นถึง 300%
ผู้ที่ทำงานในฐานสแกมเมอร์นั้นมีสถานะที่ทับซ้อนโดยเป็นทั้งสถานะเหยื่อและผู้กระทำผิดโดยเจตนา กลุ่มเหยื่อที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมแก๊งฯ เช่น พนักงานโทรศัพท์บางส่วนเป็นผู้ถูกหลอกลวงหรือถูกลักพาตัว พวกเขาต้องทำยอดให้ได้ตามเป้าเพื่อแลกกับอิสรภาพ กลุ่มนี้กลายเป็นผู้ที่มีสถานะผู้กระทำผิดและเหยื่อถูกหลอกลวงในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการหลอกล่อโดยใช้ความไว้วางใจระหว่างคนชาติเดียวกันเป็นเครื่องมือ เช่น แอบอ้างความเป็นคนบ้านเดียวกัน เพื่อลดความระแวงและสุดท้ายถูกหลอกมาทำงานและกักขังในฐานสแกมเมอร์
บางสื่อจีนรายงานว่าปัญหาการว่างงานของจีน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนหันไปเป็นสแกมเมอร์เพิ่มมากขึ้น เยาวชนบางส่วนของจีน ขาดทักษะ และไม่สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้ คนเหล่านี้จะถูกล่อลวงไปทำงานผิดกฎหมายด้วยโฆษณา “เงินเดือนสูง” “รายได้หลักหมื่นหยวน” “มีที่พักและอาหาร” จากการสำรวจของตำรวจในบางมณฑลของจีน พบว่า 30% ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงมีอายุช่วง 18–25 ปี และกว่า 80% ไม่มีงานประจำ เยาวชนจีนบางกลุ่มมองการหลอกลวงเหยื่อได้สำเร็จเป็น “เกมของคนฉลาด” นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมอาชญากรรมภายในกลุ่ม เช่น เรียกเหยื่อว่า “หมู” และเรียกกระบวนการหลอกลวงว่า “การเลี้ยงหมู” (หมายถึงเลี้ยงให้โตแล้วเชือด ให้เหยื่อเชื่อใจแล้วหลอกลวงจนหมดตัว) ค่านิยมดังกล่าวผู้เขียนมองว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง
เพราะแก๊งสแกมเมอร์ที่มีบิ๊กบอสชาวจีนมากมายจนกวาดจับกันไม่หวาดไม่ไหว แถมยังมีกลโกงที่เหนือชั้นออกมาเรื่อยๆ ทำให้รัฐบาลจีนเล็งเห็นความสำคัญของการปราบปรามอย่างจริงจัง เช่น การทลายฐานแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดีในภาคเหนือของเมียนมา รัฐบาลจีนได้ขอความร่วมมือจากรัฐบาลไทยเพื่อดำเนินปฏิบัติการทลายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านด้วย แต่จีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองก็ยังมีช่องโหว่ด้านกฎหมายและการกำกับดูแลอยู่ที่ยังตามไม่ทันความล้ำหน้าของอาชญากรรมรูปแบบใหม่ เช่น ขณะนี้แก๊งสแกมเมอร์ทั้งหลายรีบนำเงินที่หลอกลวงมาได้แลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิตอลเพื่อให้ยากต่อการติดตาม และการฟอกเงินข้ามชาติที่ทำในประเทศที่มีการคอรัปชันสูง ระบบยืนยันตัวตนของระบบโทรคมนาคมและธนาคารยังมีช่องโหว่ การใช้บัตรประชาชนของผู้อื่นเปิดบัญชีธนาคาร และโอนเงินวันละหลายแสนหรือหลักล้านโดยไม่ถูกตรวจจับผลกระทบจากแก๊งสแกมเมอร์ต่อจีนและประชาคมโลกมีมหาศาล เช่น ความเสียหายทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนระบุว่า ในปี 2023 ความเสียหายจากคดีหลอกลวงทั่วประเทศจีนสูงถึง 1.2 ล้านล้านหยวนหรือเฉลี่ยวันละ 330 ล้านหยวน โดยคดีลงทุนปลอมคิดเป็น 40% และคดีที่เสียหายสูงสุดมีมูลค่าถึง 250 ล้านหยวน ก่อให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นทางสังคม ผู้เสียหายในจีน 30% เป็นผู้สูงอายุ และ 15% เป็นนักศึกษา มีกรณีผู้เกษียณสูญเงินบำนาญจนชีวิตครอบครัวพังทลาย และนักศึกษาที่เข้าร่วมขบวนการหลอกลวงต้องโทษจำคุกและขาดโอกาสทางการศึกษา ไทยเองก็มีกรณีลักษณะนี้เช่นกัน แก๊งสแกมเมอร์จีนยังมีร่วมมือกับกลุ่มอาชญากรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา ก่อรูปเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้ามชาติ ตั้งฐานในกัมพูชาและหลอกลวงเหยื่อในจีน สหรัฐฯและออสเตรเลีย สร้างรายได้ที่ผิดกฎหมายมากกว่า 1 หมื่นล้านหยวนต่อปี
กรณีของแก๊งสแกมเมอร์มากมายเป็นชาวจีน ทำให้ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของจีนเสียหาย บางประเทศมองจีนเป็นประเทศต้นทางของแก๊งหลอกลวง ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี ในปี 2023 มีประเทศหนึ่งถึงขั้นระงับความร่วมมือกับตำรวจจีน นอกจากนี้เงินจากการหลอกลวงถูกฟอกผ่านตลาดมืดและตลาดคริปโต สร้างความปั่นป่วนต่อระบบการเงินระหว่างประเทศ บางคดีพบมีการใช้บิตคอยน์ฟอกเงินครั้งละกว่า 50 ล้านหยวน
จะเห็นได้ว่าการแพร่ระบาดของแก๊งสแกมเมอร์จีน เป็นผลจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ปัญหาสังคมและช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในหลายด้าน ปัญหาการเข้ามามีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่สะท้อนความกดดันด้านการจ้างงานและค่านิยมที่บิดเบือน ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่าโปรแกรมเมอร์ชาวจีนระดับหัวกะทิเป็นแนวร่วมกับแก๊งสแกมเมอร์เพื่อสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งโดยตัวเขาเองหากไปเป็นพนักงานบริษัทไอทีระดับท็อปของจีนแต่ละปีอาจจะทำเงินได้ 5-6 ล้านบาทแต่แก๊งสแกมเมอร์สามารถให้รายได้เขาหลัก 100 ล้านบาทต่อปี สำหรับเขาถือเป็นแรงจูงใจที่ไม่เลวเลยทีเดียว!
ในอนาคตจีนจึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการด้านกฎหมาย ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างความตระหนักรู้ของสังคมภายในประเทศให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างแนวป้องกันและคุ้มครองความปลอดภัยใน ทรัพย์สินของประชาชน และไม่ทำให้ชาวประชาคมโลกเสียหายจากแก๊งสแกมเมอร์จีนไปมากกว่าที่เป็นอยู่!


