วงการอุตสาหกรรมรถอีวีจับตา “บีวายดี” ( BYD) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแดนมังกร หลังจากทำยอดขายแซงหน้าเจ้าของยอดขายดีอันดับหนึ่งในโลกอย่าง "เทสลา" ค่ายรถอีวีของอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566
ตามรายงานที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ บีวายดีขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้จำนวน 525,409 คัน ซึ่งรวมถึงรถอีวีแบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (BEV) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.2566 ในขณะที่เทสลาขายได้ 484,507 คัน ตามการแถลงของบริษัทเมื่อวันอังคาร (2 ม.ค.)
แม้ในภาพรวมยอดขายตลอดทั้งปี 2566 เทสลายังคงนำหน้าบีวายดี แต่มีแนวโน้มว่าบีวายดีอาจวิ่งตามทันในอีกไม่ช้า โดยเทสลาขายได้ 1 ล้าน 8 แสนคัน ส่วนบีวายดี 1 ล้าน 5 แสน 7 หมื่นคัน ช่องว่างห่างกันราว 2 แสน 3 หมื่นคัน ซึ่งหดแคบลงอย่างมากจากช่องว่าง 4 แสนคันเมื่อปี 2565
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ สาเหตุที่บีวายดีทำยอดขายแซงหน้าในไตรมาสที่ 4 เนื่องจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนมีเพิ่มขึ้น และบริษัทมีการลดราคาให้ผู้ซื้อภายในประเทศ โดยรถของบีวายดีขายในสนนราคาประมาณ 1 แสนหยวน ขณะทื่รถทั้ง 4 รุ่นของเทสลาจัดอยู่ในประเภทอีวีระดับพรีเมียม ราคาเริ่มต้นที่ 259,900 หยวนในตลาดแผ่นดินใหญ่
นอกจากนั้น การโตวันโตคืนของบีวายดียังถือเป็นสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรมรถอีวีที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของจีน จากการสนับสนุนอย่างแข็งขันของภาครัฐ ซึ่งทำให้จีนเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว
ภายใต้การนำของนายหวัง ฉวนฝู มหาเศรษฐีพันล้าน และได้รับการสนับสนุนจากนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ แห่งบริษัท เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ บีวายดี ซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองเซินเจิ้น สามารถโค่นบัลลังก์ของเทสลาในฐานะผู้ผลิตรถอีวีรายใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จเมื่อปี 2565 โดยในปีนั้น บีวายดีได้ส่งมอบรถอีวีทั้งสิ้น 1 ล้าน 8 แสน 6 หมื่นคัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ แซงหน้าเทสลา ซึ่งมีการส่งมอบ 1 ล้าน 3 แสน 1 หมื่นคัน
อย่างไรก็ตาม บีวายดีกลายเป็นผู้ผลิตรถอีวีรายใหญ่สุดได้จากการขายรถแบบไฮบริดปลั๊กอินได้มากที่สุด ในขณะที่เทสลาผลิตแต่รถไฟฟ้าแบบพันธุ์แท้เท่านั้น คือไม่มีเครื่องยนต์ แต่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ดังนั้น ยอดขายเฉพาะในส่วนรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ของเทสลาจึงยังคงมากกว่าของบีวายดีในปีนั้น
จนกระทั่งปรากฏยอดขายในไตรมาสที่ 4 ดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่า บีวายดีแซงหน้าในส่วนของรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ด้วย
ปัจจุบันรถยนต์ที่ขายในจีนแผ่นดินใหญ่เป็นรถอีวีในสัดส่วน 2 ต่อ 5 คัน นอกจากนั้น ยอดขายรถอีวีในจีนซึ่งเป็นตลาดรถอีวีแห่งใหญ่ที่สุดในโลก มีสัดส่วนราวร้อยละ 60 ของยอดรวมทั่วโลก
ภายใต้ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม “เมดอินไชน่า 2025” รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายว่า รถคันใหม่ที่ขายในประเทศแต่ละปีต้องเป็นรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle: NEV) อย่างน้อยร้อยละ 20 ภายในปี 2568 ซึ่งรวมถึงรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ รถไฮบริดปลั๊กอิน และรถไฟฟ้าจากพลังงานไฮโดรเจน (fuel cell electric vehicles - FCEV) โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่า บีวายดีคือ 1 ใน 2 ผู้ผลิตรถอีวีชั้นนำของจีน ที่รัฐบาลจีนต้องการให้สร้างยอดขายของบริษัทในต่างประเทศให้ได้ร้อยละ 10 ภายในปี 2568
นอกจากนั้น รัฐบาลจีนยังกำหนดให้ภายในปี 2578 รถพลังงานใหม่ควรเป็น “กระแสหลัก” ของการขายรถยนต์คันใหม่ในจีน
ด้านธนาคารยูบีเอสของสวิตเซอร์แลนด์คาดการณ์ว่า รถ “เมดอินไชน่า” จะครองส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17 ในปี 2565 เป็นร้อยละ 33 ภายในปี 2573
ที่มา : เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ / ซีเอ็นเอ็น


