โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล
หลายท่านที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอยู่สม่ำเสมอ อาจจะพอทราบว่าในปี 2023 นี้เศรษฐกิจของโลกตะวันตกไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทั้งการล้มของธนาคารที่สหรัฐฯ วิกฤตเงินเฟ้อและวิกฤตพลังงาน สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างยูเครนและรัสเซีย ที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั่วโลก ปัญหาเกาหลีเหนือที่สามวันดีสี่วันไข้ยิงทดสอบอาวุธอยู่บ่อยๆ ทำให้ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีมีเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยงและบั่นทอนความเชื่อมั่นของคนทั้งโลก ในส่วนฟากฝั่งของจีนประเด็นเกาะไต้หวันเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจีนอ้างมาเสมอว่าสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในของจีนมาตลอด และพฤติกรรมท่าทีสนับสนุนไต้หวันของสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจต่อจีนอย่างมากมาหลายครั้ง
ด้านของเศรษฐกิจจีนบอบช้ำมาพอสมควรหลังจากการปิดประเทศเพราะโควิด-19 มากว่า 3 ปี การเปิดประเทศจีนในช่วงปลายปี 2022 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศขึ้นมาในระดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นรัฐบาลจีนยังมองว่า “การใช้จ่ายของคนในประเทศยังไม่เพียงพอ” หลังโควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจภาคประชาชนจีนดูเหมือนว่าความต่างของชนชั้นจะมีช่องว่างมากขึ้น กลุ่มคนที่มีเงินมีโอกาสก็รวยขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันกลุ่มคนที่ตกงานและจนลงก็มีอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามจัดสรรสวัสดิการและช่วยเหลือกลุ่มคนที่ยากลำบาก แต่ผู้เขียนมองว่ายังทำได้ไม่ทั่วถึง ทำให้คนส่วนใหญ่ยังคงต้องปากกัดตีนถีบและตนเป็นที่พึ่งแห่งตนกันต่อไป
หลังจากที่จีนเปิดประเทศเป็นต้นมา ผู้นำจีนเดินทางไปร่วมการประชุมและเยือนหลายประเทศ ในขณะเดียวกัน ผู้นำจากทั่วโลกก็ทยอยกันเดินทางเข้ามาพบผู้นำจีน ผู้เขียนมองว่าช่วงหลังมานี้รัฐบาลจีนรุกหนักในด้านการทูตและการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ในเดือน เม.ย. ผู้นำฝรั่งเศสได้เดินทางมาเยือนจีนพบกับสีจิ้นผิง และไฮไลต์คือฝรั่งเศส “ได้รับคำสั่งซื้อใหญ่จากจีน” โดยจีนได้สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส (Airbus) จากฝรั่งเศส 160 ลำ เป็นมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คำสั่งซื้อในครั้งนี้ประกอบไปด้วย A320 จำนวน 150 ลำ และ A350-900 จำนวน 10 ลำ และทั้ง 2 ประเทศจะร่วมมือกันสร้างโรงงานผลิตและประกอบชิ้นส่วนเครื่องบินที่เทียนจินอีกด้วย จากเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าผู้นำนานาประเทศที่เข้ามาพบปะหารือกับผู้นำจีนในช่วงนี้ ล้วนมีจุดประสงค์ด้านการค้าและการร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ภายใต้การร่วมมือทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
เพราะการถดถอยของเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป การพยายามขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด เพื่อลดเงินเฟ้อทำให้ค่าเงินดอลลาร์แกว่งตัวแรง นักลงทุนจำนวนมากไม่มั่นใจและทยอยเทขายเงินดอลลาร์ โยกไปซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (ขณะนี้ธนาคารทั่วโลกทยอยเก็บทองคำกันมาก จีนก็เช่นเดียวกัน) ด้านเงินหยวนในช่วงปีนี้มีบางช่วงที่แกว่งตัวแรงบ้างตามสถานการณ์ตลาดเงินโลก แต่โดยรวมถือว่าค่อนข้างเสถียรกว่าเงินดอลลาร์มาก รัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะผลักดันเงินสกุลหยวนไปสู่การเป็นสกุลเงินหลักของโลก ซึ่งนโยบายดังกล่าวผลักดันมาหลายปีแล้ว และในปี 2023 นี้ผู้เขียนมองว่าจีนค่อนข้างรุกหนักด้านการผลักดันเงินหยวนให้เป็นที่ยอมรับและผลักดันให้เป็นเงินสกุลหลักของโลก (RMB Globalization) จากความพยายามที่ผ่านมาทำให้เงินหยวนเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติมากขึ้นและมีการใช้เงินหยวนชำระค่าสินค้าและบริการโดยตรงมากขึ้น
มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันอัตราการใช้เงินหยวนเพื่อการชำระสินค้าและบริการโดยตรงระหว่างจีนกับต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2022 เงินหยวนที่ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างประเทศสูงถึง 42 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 3.4 เท่า ตามรายงานของสมาคมเพื่อการโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก หรือสวิฟ ระบุว่าเงินหยวนจีนมีการใช้ในการโอนจ่ายรับระหว่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 2.3 เปอร์เซ็นต์ และปัจจุบันมี 80 กว่าประเทศทั่วโลกกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินตราต่างประเทศเป็นสกุลเงินหยวนมากขึ้น เงินหยวนในตลาดการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น โดยในปี 2022 ต่างชาติมีการถือสินทรัพย์หุ้น/หุ้นกู้ที่เป็นหน่วยเงินหยวนสูงถึง 96 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 1.7 เท่าจากปี 2017
ธนาคารกลางของจีนได้เซ็นสัญญาร่วมกับกลุ่มธนาคารกลางใน 40 ประเทศ/ภูมิภาคทั่วโลก เนื้อหาหลักคือการแลกเปลี่ยนเงินตรากันโดยตรงระหว่าง 2 ประเทศ (โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนเป็นสกุลเงินกลางอย่างดอลลาร์และยูโรก่อน) สัญญาที่จีนได้เซ็นกับนานาประเทศคิดเป็นมูลค่าถึง 4 ล้านล้านหยวน และจีนยังได้ขยายกรอบการร่วมมือกับนานาชาติในด้านธุรกรรมเงินหยวนในต่างประเทศ (Offshore RMB) ปัจจุบันธนาคารในต่างประเทศที่มีบริการธุรกรรมเงินหยวนแล้วมีอยู่ 31 แห่งใน 29 ประเทศและภูมิภาค 29 ประเทศ ครอบคลุมศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศที่สําคัญของโลก
ความมีอิทธิพลบนเวทีสกุลเงินโลก หากเทียบชั้นกับเงินสกุลดอลลาร์และยูโร เงินหยวนของจีนยังอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยปัจจุบันเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลที่มีการใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศมากที่สุด อัตราส่วน 40 เปอร์เซ็นต์ สกุลเงินยูโรมีอัตราส่วน 38 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเงินหยวนมีอัตราส่วนเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถึงแม้ว่าปัจจุบันการค้าขายกับต่างประเทศจะมีมากที่ใช้เงินหยวนคิดคำนวณเพื่อซื้อขาย แต่เมื่อถึงตอนจ่ายเงินชำระค่าสินค้าและบริการจริงๆ มีการใช้เงินหยวนเพียง 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่ผ่านมาพึ่งพิงเงินดอลลาร์มาก และการทำธุรกรรมด้วยเงินหยวนโดยตรงยังมีปัญหาด้านการบริการและระบบรองรับที่ยังไม่ครอบคลุม
ด้านการสนับสนุนเงินหยวนให้ใช้แพร่หลายในต่างประเทศ ในจำนวนภูมิภาคทั้งหมดจีนโฟกัสมาที่อาเซียน เพราะตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน การค้าการลงทุนระหว่างจีนและอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2022 จีนมีปริมาณการค้ากับอาเซียนรวมสูงถึง 6.5 ล้านล้านหยวน เติบโต 14.9 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณการค้ากับอาเซียนคิดเป็น 15.5 เปอร์เซ็นต์ของการค้าจีนกับต่างประเทศทั้งหมด ช่วง 2 ปีนี้ทำให้จีนผลักดันการใช้สกุลเงินหยวนเพื่อการชำระค่าสินค้าและบริการกับอาเซียนเพราะจีนมองว่าอาเซียนกับจีนมีพื้นฐานการร่วมมือที่ดี สร้างความเชื่อมั่นและผลักดันได้ง่าย
สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐฯ และยุโรปทำให้ความเชื่อมั่นถูกบั่นทอน ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกในช่วงนี้ลดการถือเงินดอลลาร์ลง เพื่อลดความเสี่ยงและหันมาสนใจเงินหยวนมากขึ้น ธนาคารกลางหลายประเทศอยากที่จะมาร่วมมือกับจีนมากขึ้นในด้านการเงิน นับเป็นโอกาสของจีนภายใต้วิกฤต อีกประเด็นคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงนี้รวดเร็ว อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนเสถียรและเงินเฟ้อในประเทศของจีนต่ำกว่าหลายประเทศ ระบบธนาคารของจีนยังแข็งแกร่ง เพราะข้อได้เปรียบหลายอย่างทำให้เงินหยวนมีความน่าดึงดูดมากขึ้น
ต่อมาคือจีนมีผลงานการเจรจาเป็นคนกลางให้ประเทศที่ทะเลาะกันให้กลับมาปรองดองกันได้ แสดงศักยภาพของจีนในเวทีโลกได้อัปเกรดขึ้น ตรงนี้ส่งผลทางอ้อมให้สกุลเงินหยวนจีนเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น และการพัฒนาในด้านต่างๆ ของจีนกำลังดำเนินไปข้างหน้า การร่วมมือกับนานาประเทศภายใต้กรอบหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างล้วนส่งผลดีทางอ้อมต่อความเชื่อมั่นในสกุลเงินหยวน โดยปัจจุบันทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ เงินดอลลาร์ เงินยูโร เงินเยน เงินปอนด์ และเงินหยวนคิดเป็น 58.36%, 20.47%, 5.51%, 4.95% และ 2.69% ตามลำดับ
สุดท้ายแล้ว เงินหยวนจีนขณะนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นผ่านการร่วมมือระหว่างประเทศและศักยภาพของจีนในเวทีโลกที่สูงขึ้น ในวิกฤตการเงินโลกขณะนี้กำลังเป็นโอกาสของสกุลเงินหยวนจีนอย่างแท้จริงในด้านทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางทั่วโลก อัตราการถือครองเงินหยวนอาจจะค่อยๆ ไต่อันดับจนมีสัดส่วนที่มากขึ้นในอนาคตก็เป็นไปได้


