xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อจีน “ลุกขึ้นมา” พัฒนาประเทศอย่างมหัศจรรย์ 70 ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (คนกลางจากด้านซ้าย) และอดีตประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน (คนกลางจากด้านขวา) อดีตประธานาธิบดีหูจิ่นเทา (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง (ขวา) เข้าร่วมพิธีฉลองวาระ 70 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2019 ณ พลับพลาจัตุรัสเทียนอันเหมิน (ภาพ เอพี)
ผู้เขียนได้ไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันชาติจีน (1 ต.ค.) ซึ่งปีนี้เป็นวาระครบรอบ 70 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ในงานฉลอง “แซยิดใหญ่” นี้จีนได้จัดขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่สุดโดยมีผู้เข้าร่วมเดินสวนสนามครั้งนี้ถึงแสนคนเพื่อประกาศให้ชาวโลกเห็นและตระหนักถึงความสำเร็จในการพัฒนาประเทศภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ และแน่นอน...เป็นฤกษ์งามยามดีในการประกาศถึงพละกำลังพลังอันกล้าแกร่งของจีนที่กำลังเข้าสู่ยุค“แข็งแกร่งขึ้นมา”

สี จิ้นผิง ซึ่งนั่งตำแหน่งสูงสุดของประเทศสามตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานาธิบดี และเลขาธิการทหารส่วนกลาง ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์อย่างสั้นๆ ผู้เขียนขอหยิบยกเนื้อหาสุนทรพจน์ท่อนที่จะเชื่อมโยงกับประเด็นในบทความชิ้นนี้

“ในวันที่ 1 ต.ค. เมื่อ 70 ปีที่แล้ว เหมาเจ๋อตงได้ยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ประกาศสถาปนา” สาธารณรัฐประชาชนจีน ปิดฉากชะตากรรมแห่งความทุกข์ ยากจน อ่อนแอ ที่ประชาชนจีนต้องเผชิญมายาวนานกว่า 100 ปี ประชากรจีนทุกชนชาติได้ลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคพัฒนาประเทศจนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างสูงจากทั่วโลก และกำลังก้าวสู่การฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่”

“วันนี้จีนภายใต้ระบอบสังคมนิยมผงาดอย่างภาคภูมิ ณ ซีกโลกตะวันออก ไม่มีอำนาจใดอาจสั่นคลอนสถานภาพยิ่งใหญ่แห่งมาตุภูมิของเราได้ ไม่มีอำนาจใดหยุดประชาชนจีน และประเทศจีนที่กำลังก้าวไปข้างหน้า”

หลังจากนั้น ขบวนพาเหรดของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (พีแอลเอ) ออกมาเดินสวนสนามเป็นขบวนแรก ผู้นำทหารและนายทหาร 15,000 นาย เข้าร่วมขบวนแห่อาวุธยุทโธปกรณ์ 580 ชุด ขีปนาวุธเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดของประเทศก็ถูกนำมาโชว์ด้วยนี้ คือ DF-14 ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลข้ามทวีปพุ่งได้ไกล 15,000 กิโลเมตรด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 30,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง ติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึง 10 ลูก รหัสชื่อ DF ย่อมาจาก Dongfeng (东风) อ่านว่า “ตงเฟิง” หมายถึง “วายุแห่งตะวันออก”

การแสดงแสนยานุภาพกองทัพครั้งนี้เป็นการประกาศพละกำลังที่ทันสมัยสามารถดุลอำนาจทางยุทธศาสตร์และต่อกรกับปฏิปักษ์ที่คิดจะมาขัดขวางจีนก้าวไปข้างหน้า

ลำดับต่อมา...เป็นชุดขบวนพาเหรดแสดงการพัฒนาประเทศช่วง 70 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแบ่งเป็นสามช่วงสมัย คือ ลุกขึ้นมา(站起来)ร่ำรวยขึ้นมา(富起来)และแข็งแกร่งขึ้นมา(强起来)

ในยุค “ลุกขึ้นมา” วันที่ 1 ต.ค. ปีค.ศ. 1949 (พ.ศ.2492) เหมา เจ๋อตง ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เสมือนวันที่จีนได้เกิดใหม่ เพราะกว่าที่จีน“ลุกขึ้นมา” ได้นี้ ผ่านสงครามความทุกข์ยากกว่าร้อยปีที่เหล่าผู้นำและประชาชนจีนไม่อาจลืมเลือนโดยถือเป็นบทเรียนยิ่งใหญ่และเป็นพลังในการก้าวเดินไปข้างหน้าฟื้นฟูกอบกู้เกียรติภูมิประเทศชาติ

ยุคอ่อนแอถูกย่ำยี
จากสงครามฝิ่นครั้งแรก (1839-1842) ตรงกับยุคสมัยราชวงศ์ชิง มูลเหตุมาจากจักรวรรดินิยมแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่แผ่ขยายอิทธิพลทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมในแผ่นดินจีน และนำฝิ่นเข้ามาจนเป็นที่กล่าวขานกันว่าชาวจีนครึ่งค่อนประเทศติดฝิ่นงอมแงม จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต้องลงนามในสนธิสัญญาคนานกิง (Treaty of Nanking) ที่บังคับให้เปิดเมืองท่าชายทะเล 5 แห่ง (เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว ซย่าเหมิน ฝูโจว หนิงปัว) ให้ต่างชาติเข้าไปค้าขายอย่างเสรี และยังถูกบีบให้ยกเกาะฮ่องกงให้เป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ จีนชี้ว่ามันเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เป็นความอัปยศแห่งชาติ แต่อังกฤษยังไม่พอบีบกดขี่จีนจนสงครามฝิ่นครั้งที่สองระเบิดขึ้น (1856-1860) ฝรั่งเศสเข้าร่วมกับอังกฤษทวีแรงกดดันราชวงศ์ชิงที่อ่อนแอลงๆ และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจีนอีกเช่นเคย

ท่ามกลางความอ่อนแอของราชสำนักชิง ความวุ่นวายภายในจากกบฏนักมวย พันธมิตรแปดชาติ (Eight-Nation Alliance) ได้แก่ กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น จักรวรรดิเยอรมนี จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ และฝรั่งเศส ก็บุกยึดกรุงปักกิ่งในปี 1900 ปล้นสะดมทรัพย์สมบัติจีน เผาพระราชวังฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่ (หยวนหมิงหยวน) อีกครั้งหลังจากที่ถูกเผาครั้งแรกสามวันสามคืนในสงครามฝิ่นครั้งที่สอง กองทัพแปดชาติทำลายหยวนหมิงหยวนจนราพณาสูร ถือเป็นการทำลายย่ำยีที่รวดร้าวใจที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่จีน

สำหรับวังหยวนหมิงหยวนนี้มีฉายา “พระราชวังแวร์ซายแห่งตะวันออก” ภายในมีวังตำหนักกว่า 1,000 หลัง จุดชมวิว 100 แห่ง ทรัพย์สมบัติหลายพันชิ้น อยู่ในบริเวณพื้นที่กว่าสองพันไร่

สิบปีต่อมา แม้การปฏิวัติซินไฮ่ (Xinhai Revolution/辛亥革命) ได้ปิดฉากยุคราชวงศ์จีนที่สืบทอดมากกว่าสองพันปีในปีค.ศ. 1911 และสถาปนาสาธารณรัฐจีน(1912-1949) โดยมีซุนยัตเซนเป็นประธานาธิบดีคนแรก หากแต่สภาพการเมือง สังคม จารีตประเพณีแบบแผนเก่าๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาประเทศไปสู่ยุคสมัยใหม่ ประเทศจีนยังอ่อนแอไร้ซึ่งพลังอำนาจที่จะต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม อีกทั้งระบบอำนาจขุนศึกที่รบราฆ่าล้างกันไม่จบสิ้น

...แปดปีต่อมา 1919 ข้อตกลงในการประชุมสันติภาพ ณ กรุงปารีส ซึ่งยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เหล่าจักรวรรดินิยมรุมบีบจีนอีกครั้งโดยให้ยกเมืองท่าเจียวโจว และชิงเต่าให้จักรวรรดิญี่ปุ่น ชาวจีนต่างโกรธแค้นประณามข้อตกลงอัปยศ และเกิดการประท้วงใหญ่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 4 พ.ค. ปี 1919 จากนั้นกลุ่มปัญญาชน นักคิด นักเขียน และประชาชนทั่วประเทศได้ออกเดินขบวนประท้วงจนกลายเป็นการเคลื่อนไหว “ขบวนการวันที่สี่พฤษภาคม” (May Fourth Movement/五四 运动) ที่ส่งแรงกระเพื่อมอย่างกว้างขวางและยาวนานเพื่อแสวงหาอัตลักษณ์สมัยใหม่และสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่จะนำพาจีนสู่ความเจริญรุ่งเรืองเข้มแข็งขึ้นมาอย่างแท้จริง

ปีนี้เป็นวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของ “ขบวนการสี่พฤษภาคม” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวฯในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่จีนที่น่าสนใจและน่าศึกษามากช่วงหนึ่ง

ผู้นำหลายคนใน “ขบวนการสี่พฤษภาคม” ได้ร่วมเคลื่อนไหวก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1921 หนทางที่ประชาชาติจีนจะได้ลุกขึ้นมานั้นลำบากยากเย็นเต็มไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ปฏิวัติและสงคราม หลังอสัญกรรมของซุนยัตเซ็นแห่งพรรคก๊กมินตั๋งในปี 1925 พรรคก๊กมินตั๋งภายใต้การนำของเจียงไคเช็คก็ได้กวาดล้างและไล่ล่าสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน

พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง โจวเอินไหล จูเต๋อ เป็นต้น ไปตั้งหลักกันที่เมืองหนันชังก่อตั้งกองทัพประชาชนซึ่งก็คือกองทัพปลดแอกประชาชน(พีแอลเอ) ในวันที่ 1 สิหาคม 1927 และย้ายฐานการปฏิวัติมาที่จิ่งกังซันในปีเดียวกันต่อสู้กับก๊กมินตั๋ง สองฝ่ายสู้รบห่ำหั่นกันอย่างหฤโหดที่สุด

...อีกสองสามปีต่อมา ปี 1931 กองทัพพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเริ่มรุกรานจีนจากทางภาคอิสานหรือแมนจูเรีย และบุกยึดเมืองนานกิงอย่างโหดเหี้ยมในปี 1937 จนพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ต้องหันมาจับมือกันชั่วคราวเพื่อลุยศึกต่อต้านญี่ปุ่น เมื่อพระจักรพรรดิแดนอาทิตย์อุทัยประกาศยอมแพ้สงครามโลกที่สองในปี 1945 พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ก็หันมาขับเคี่ยวสงครามกลางเมืองกันต่อ ในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์พิชิตชัยชนะ...และเสียงประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนของเหมาเจ๋อตงก็ดังกึกก้องจัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่งในเช้าวันที่ 1 ต.ค. 1949
ภาพขบวนพาเหรดกองทัพปลดแอประชาชนจีนฉลองวาระครบรอบ 70 ของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ภาพเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2019  (ภาพ รอยเตอร์ส)
“ลุกขึ้นมา”
เมื่อจีนลุกขึ้นมาแล้ว เส้นทางสร้างชาติก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในขวบปีแรกๆของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประสบวิกฤตใหญ่จากการดำเนินนโยบายก้าวกระโดดใหญ่ (Great Leap Forward) ระหว่างปี 1958-1962 ที่มุ่งเปลี่ยนถ่ายการพัฒนาสู่สังคมนิยมอย่างฉับพลัน เป็นผลให้ชาวจีนอดอยากล้มตายนับสิบล้าน

ไม่กี่ปีต่อมา การปฏิวัติวัฒนธรรมได้อุบัติขึ้นนานถึง 10 ปี (1966-1976) ทำลายประเทศชาติแทบอับปาง

“ร่ำรวยขึ้นมา”
แต่จีนก็สามารถลุกขึ้นมาอีกครั้ง หลังอสัญกรรมเหมาเจ๋อตง และการปฏิวัติวัฒนธรรมได้สิ้นสุดลง ผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง ได้พลิกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของประเทศโดยประกาศนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศ ลั่นคำคมก้องโลก “ไม่ว่าแมวเหลืองหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี” (不管黄猫黑猫,只要捉住老鼠就是好猫)

ภายใต้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างปรากฏการณ์ “มหัศจรรย์จีน” (China Miracle)

จากยุคผู้นำเติ้งเสี่ยวผิง...สู่ยุคเจียงเจ๋อหมิน ผู้รังสรรค์ทฤษฎีสามตัวแทน...สู่ยุคหูจิ่นเทา ผู้รังสรรค์ทัศนะการพัฒนาวิทยาศาสตร์

จนถึงวันที่จีนเรืองอำนาจผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลกในปี 2010 ในปีนั้นการวิเคราะห์บางสำนักเก็งว่าจีนจะแซงสหรัฐฯในปี 2020

“แข็งแกร่งขึ้นมา”
สี จิ้นผิง ซึ่งขึ้นกุมอำนาจใหญ่ในปี 2012 และได้ผลักดันความคิดลัทธิสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนยุคสมัยใหม่จากการผสมผสานทุกความคิด หลักทฤษฎี ของผู้นำก่อนหน้า เพื่อพาประเทศจีนสู่การฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ (Great Rejuvenation of the Chinese Nation) โดยจะบรรลุเป้าหมาย “สองความฝันจีน” ในสองวาระครบรอบร้อยปี” ได้แก่ การสร้างสังคมกินดีอยู่ดีถ้วนหน้าในวาระครบรอบร้อยปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่กำลังมาถึงในปี 2021 และบรรลุฝันชาติสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนยุคสมัยใหม่ในวาระครบรอบร้อยปีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2049 ซึ่งจีนจะผงาดขึ้นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสมบูรณ์

นี่คือสารที่จีนแสดงแก่ชาวโลกผ่านการจัดขบวนพาเหรดฉลองครบรอบ 70 ปีของการพัฒนาประเทศที่มีประชากรต้องดูแลถึงกว่า 1,300 ล้านคน

ยุคที่จีน “ลุกขึ้นมา” สร้างเนื้อสร้างตัวจากสภาพที่บอบช้ำจากสงครามนับร้อยปีจากวันที่ถูกตราหน้าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ในตอนนั้นไทยมีสภาพเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า อาจารย์ชาวจีนท่านหนึ่งที่เดินทางมาศึกษาและทำงานวิจัยในไทยกว่าสิบปี เล่าว่าสมัยที่ท่านมาอยู่เมืองไทยนั้น ไทยมีโทรทัศน์สีดูกันแล้ว ขณะที่จีนยังดูโทรทัศน์ขาว-ดำ เศรษฐกิจรายได้ต่อหัวประชากรไทยสูงกว่าจีน...

มาในวันนี้ จีนได้ประกาศความภาคภูมิต่อความสำเร็จการพัฒนาประเทศ 70 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอมรับว่าประเทศชาติกำลังอยู่บนทางแยกหรือหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาที่จะต้องฝ่าฟันความท้าทายใหญ่ก่อนที่จะบรรลุถึงการฟื้นฟูครั้งใหญ่ โดยจะต้องสะสางปัญหาที่เป็นผลกระทบจากการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว สร้างสมดุลการพัฒนาในภาคเขตต่างๆของประเทศ ลดช่องว่างรายได้ของกลุ่มประชาชน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายย่อยยับ และเข้าสู่การพัฒนาที่มุ่งคุณภาพสูง

“สยามเมืองยิ้ม” ของเราควรได้มองใคร่ครวญ 70 ปี การพัฒนาประเทศจีน จีนได้สร้างระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับเงื่อนไขจีน แล้วไทยล่ะ?!?