xs
xsm
sm
md
lg

ฮ่องกงนองเลือด 1967 ย้อนอดีต ประท้วง-จลาจลครั้งร้ายแรงที่สุดของฮ่องกง

เผยแพร่:   โดย: เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล

เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกง ชูป้ายเตือนใช้แก๊สน้ำตา กับผู้ชุมนุมประท้วงแรงงานฯ ในปี 1967 (ภาพเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์)
กว่า 11 สัปดาห์แล้ว ที่ชาวฮ่องกงนับล้านคนพากันเดินออกไปที่ถนนเพื่อประท้วงร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอันเป็นชนวนจุดติดให้ประชาชนคนหนุ่มสาวฮ่องกงจำนวนมากลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลฮ่องกงที่พวกเขาเชื่อว่าอยู่ใต้เงาปักกิ่ง เพราะมองว่ากฎหมายนี้เป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อความเป็นอิสระของฮ่องกง และหัวหน้าผู้บริหาร แคร์รี่ ลัม ก็เป็นตัวแทนของปักกิ่งมากกว่าชาวฮ่องกง

แล้ว ฮ่องกงจะก้าวต่อไปจากจุดนี้ได้อย่างไรกัน บางทีช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ของฮ่องกงเอง อาจจะเสนอสิ่งที่พอเทียบเคียงให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ขบคิด

ชาวฮ่องกงผู้มีอายุเกินกว่า 60 ปี หรือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพว่ายน้ำข้ามฝั่งมา ต่างเคยได้รู้ - เห็นและบ้างเคยมีส่วนร่วม ไม่มีวันลืมเหตุการณ์ประท้วงที่บานปลายกลายเป็นการจลาจลครั้งรุนแรงที่สุดของฮ่องกง เมื่อ 52 ปีก่อน (1967)

ข้อมูลทางการเผยการประท้วงครั้งนั้น ยืดเยื้อนานกว่า 6 เดือน ประชาชนเสียชีวิต 51 คน บาดเจ็บ 832 คน ถูกจับกุม 4,979 คน และศาลพิพากษาต้องโทษจำคุก 1,936 คน

จลาจลฮ่องกง 1967

การจลาจลของฮ่องกง ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1967 เกิดจากความไม่พอใจในท้องถิ่นและปัจจัยความขัดแย้งข้อพิพาทแรงงาน และกระแสการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตงที่เริ่มขึ้นเมื่อปีก่อนหน้า แพร่ขยายเข้ามาสู่คนหนุ่มสาวฮ่องกงอย่างรวดเร็ว อาจเรียกว่าเป็นการจลาจลใหญ่ระหว่าง กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ และรัฐบาลฮ่องกงใต้อาณัติอังกฤษ

ในเดือนพฤษภาคม 1967 คนงานจำนวนหนึ่งได้ก่อหวอดประท้วงหลายแห่ง ทั้งที่โรงงานสิ่งทอ โรงงานปูน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน โรงงานฮ่องกงดอกไม้ประดิษฐ์ ที่ซานโปกง หลังจากคนงานจำนวนหนึ่งถูกไล่ออกฯ ก่อให้เกิดการประท้วงฯ เรียกร้องความเป็นธรรม แต่ทางการไม่ตอบรับดูแล กลับนำกำลังเข้าจับกุมพวกเขา

ผู้ประท้วงเพิ่มแรงกดดันด้วยการรวมตัวชุมนุมนัดหยุดงาน การเคลื่อนไหวตามท้องถนนเพื่อทำให้ฮ่องกงเป็นอัมพาต ก่อนจะทวีความรุนแรงหนักขึ้นเพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลฮ่องกงใต้อาณัติอังกฤษ ยอมรับข้อเสนอฯ
ผู้ประท้วงใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร ด้วยการก่อกวน ปิดถนน ปิดกั้นยานพาหนะที่ผ่านไปมา เมื่อตำรวจมาก็จะวิ่งหนีถอยกลับเข้าไปใน ฐานที่มั่น ของฝ่ายซ้าย ได้แก่ สำนักงานหนังสือพิมพ์ หรือธนาคารจีน (ภาพเซาท์ไชน่า มอร์นิงโพสต์)
6 - 21 พฤษภาคม - ประท้วงที่ โรงงานดอกไม้ประดิษฐ์

โรงงานฮ่องกงดอกไม้ประดิษฐ์ นี้มีคนงานที่มีแนวคิดสนับสนุนคอมมิวนิสต์ 174 คน รวมตัวกันก่อตั้งสหภาพแรงงาน สมาชิกทุกคนขึ้นอยู่กับสหพันธ์การค้าฮ่องกง มีความผูกพันโดยตรงกับปักกิ่ง

การประท้วงครั้งแรกเริ่มนี้ ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์ท้องถิ่น ได้แก่ คณะกรรมาธิการฮ่องกงและเกาลูนซึ่งเป็นกลุ่มนำในการประท้วง และปะทะกันอย่างดุเดือดกับตำรวจ มีคนงานถูกจับกุม 21 คน อีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ แม้ผู้แทนจากสหภาพไปประท้วงให้ปล่อยตัวที่สถานีตำรวจ แต่ก็ถูกจับเช่นกัน

วันถัดมา การประท้วงจึงขยายตัวเป็นการชุมนุมใหญ่ตามท้องถนนของฮ่องกง ผู้ประท้วงที่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนถือ สมุดปกแดง คติพจน์ประธานเหมาฯ ไว้ในมือซ้ายและตะโกนคำขวัญคอมมิวนิสต์ ผู้ประท้วงถูกจับกุมเพิ่มอีก 127 คน รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวและระดมกองกำลังตำรวจเข้าคุมสถานการณ์

ในเขตเซ็นทรัลของฮ่องกง ผู้ประท้วงใช้ลำโพงขนาดใหญ่วางอยู่บนหลังคาของอาคารธนาคารแห่งประเทศจีน ออกอากาศเสียงถ้อยคำวาทะของเหมาเจ๋อตง และการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์ อาคารยังแขวนป้ายผ้าคำขวัญ เช่น "เลือดเพื่อเลือด" "หมูผิวขาว" "สุนัขรับใช้เหลือง" "โค่นล้มลัทธิจักรวรรดินิยมของอังกฤษ" และ "แขวนคอ เดวิด เทรนช์"

16 พฤษภาคม - ฝ่ายซ้ายจัดตั้ง คณะกรรมการการต่อสู้เพื่อต่อต้านการกดขี่ข่มเหงของอังกฤษ นำประชาชน-นักศึกษาเดินขบวนเข้าทำเนียบรัฐบาล

การประท้วงเป็นการชุมนุมที่มีการจัดตั้งอย่างดี โดยฝ่ายซ้ายจัดตั้งคณะกรรมการฮ่องกงและเกาลูน จัดและประสานงานการประท้วงใหญ่ มีผู้สนับสนุนหลายร้อยคนจาก 17 องค์กรฝ่ายซ้าย ในเวลาเดียวกันคนงานจำนวนมาก นัดหยุดงาน และขัดขวางบริการขนส่งจนฮ่องกงกลายเป็นอัมพาต

เมื่อใดที่ตำรวจจับผู้ประท้วงเพิ่ม ผู้ประท้วงก็จะตอบโต้และเริ่มใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ยุทธวิธีแบบกองโจร ขว้างก้อนหินใส่ตำรวจหรือยานพาหนะที่ผ่านไปมา เมื่อตำรวจมาก็จะวิ่งหนีถอยกลับเข้าไปใน "ฐานที่มั่น" ของฝ่ายซ้าย ได้แก่ สำนักงานหนังสือพิมพ์ หรือธนาคารจีน

ในเวลานั้นกระแสการปฏิวัติวัฒนธรรมบนแผ่นดินใหญ่ซึ่งดำเนินไปอย่างรุนแรง ได้แพร่มาที่ฮ่องกง หนุ่มสาวฮ่องกงในเวลานั้นเริ่มรับเอาความคิดขับเคลื่อนสังคม จากกระแสปฏิวัติวัฒนธรรมบนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป้าหมายของกระแสการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเมืองนี้ ได้แพร่เข้าสู่ฮ่องกงอย่างรวดเร็ว สนองความรู้สึกของคนหนุ่มสาวที่กำลังแสวงหาความหมายและเปลี่ยนแปลงสังคม พวกเขากลายเป็นพลังสำคัญของการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมมวลชนใหม่ มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมพ้นการกดขี่จากชนชั้นปกครอง - นายทุน
ผู้ชุมนุมประท้วง ถือสมุดปกแดง คติพจน์ประธานเหมาเจ๋อตง ปลุกประชาชนลุกขึ้นต่อต้านนายทุน (ภาพเอเจนซี)
“การปฏิวัติวัฒนธรรม” เป็นขบวนการทางสังคม-การเมืองซึ่งเกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี 1966 เป็นผลพวงมาจากการเสื่อมอำนาจของเหมาเจ๋อตง หลังการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าที่ล้มเหลว ในช่วงปี 1958-1962 ซึ่งสั่นคลอนสถานะของเหมาในพรรคคอมมิวนิสต์ จึงต้องการรักษาอำนาจและบทบาทของตนไว้ โดยเหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน เริ่มขับเคลื่อนกำหนดแนวทางแบบเหมาภายในพรรค เพื่อบังคับใช้ลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศ กำจัดศัตรูทางการเมือง โค่นชนชั้นนายทุน มีหน่วยสนับสนุนที่สำคัญ คือ พวกกองทัพพิทักษ์แดง (Red Guard) ซึ่งก็คือเยาวชนที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในระบบคอมมูน ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อลัทธิใหม่นี้ แม้จะต้องตัดพ่อ-แม่ แห่ประจานและลงโทษทางสังคมที่รุนแรงก็ตาม

เหมากล่าวว่า “เดี๋ยวนี้ เนื้อหมูสามกิโลกับบุหรี่ไม่กี่ซอง คนก็ยอมขายอุดมการณ์ได้แล้ว” เหมือนจะพาดพิงถึงใครบางคนในพรรคฯ เหมาเชื่อว่าระบบการให้รางวัลแก่ชาวนา ตามแนวทางปรับปรุงและฟื้นฟูของเติ้ง เสี่ยวผิง เป็นวิธีการฉ้อราษฏร์บังหลวงและต่อต้านอุดมการณ์ปฏิวัติ ขณะที่เติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งเป็นนักปฏิบัติ ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดสุดโต่งของเหมา มองว่าอุดมการณ์ที่ไม่อยู่บนพื้นฐานปฏิบัตินั้นยากจะสำเร็จ

เหมาเจ๋อตงประเมินว่า ประธานาธิบดีหลิวส้าวฉี และเติ้งเสี่ยวผิง หันไปยึดกุมแนวทาง"ทุนนิยม" ทั้งสองถูกตราหน้าเป็น “พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ” และโดนกำจัดตกจากอำนาจ ในเดือนสิงหาคม 1966

โจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีเอง ก็แทบเอาตัวไม่รอด ลำดับชั้นในพรรคยังเป็นรองหลินเปียว ผู้นำหมายเลข 2 และเป็นบุคคลที่ถูกวางตัวเป็นทายาททางการเมืองของ เหมา เจ๋อตุง โจวเอินไหล ถูกลดบทบาทบริหารกิจการภายในหลายส่วน ตั้งแต่ยุควิปโยคแห่งทศวรรษก้าวกระโดดไกล ตามด้วยกลียุคขบวนการกวาดล้างปฏิวัติวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ในกรณีของฮ่องกงนั้น โจวเอินไหล คือผู้สั่งห้ามปรามคณะกรรมการฮ่องกงและเกาลูน สมาชิกสหภาพแรงงาน สหพันธ์การค้าฮ่องกง ไม่ให้ใช้ความรุนแรงแบบพวกเรดการ์ด
เมื่อใดที่ตำรวจจับผู้ประท้วงเพิ่ม ผู้ประท้วงก็จะตอบโต้และเริ่มใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ในจำนวนที่มากขึ้น (ภาพเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์)
22 พฤษภาคม - เหตุปะทะกันระหว่างฝ่ายซ้ายและตำรวจนอกทำเนียบรัฐบาล

หลังจากเหตุผู้ประท้วงปะทะกับตำรวจ บนถนนการ์เด้นโร้ด ขณะเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลฮ่องกง โจวเอินไหล ได้ทราบเหตุการณ์ สั่งเรียกแกนนำผู้เกี่ยวข้องฯ มาประชุมที่ปักกิ่งและว่าสถานการณ์ในฮ่องกงนั้นไม่เหมือนแผ่นดินใหญ่ ไม่ควรให้มีการเคลื่อนไหวปฏิวัติวัฒนธรรมแบบที่เป็นอยู่บนแผ่นดินใหญ่เกิดขึ้นที่ฮ่องกง ในการนี้โจวเอินไหล ยังย้ำว่าการเคลื่อนไหวควรมีความเหมาะสมในพื้นที่เฉพาะไม่ควรใช้ความรุนแรงและปิดถนน ไม่ควรเลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินใหญ่ไปใช้กับฮ่องกง

24 มิถุนายน - ฝ่ายซ้ายขยายผลการประท้วงกดดัน นัดหยุดงาน พ่อค้าเร่และผู้ประกอบการตลาดหยุดค้าขาย

ในเดือนมิถุนายน การประท้วงในฮ่องกงเป็นไปอย่างสงบ แต่รัฐบาลฮ่องกงก็ยังไม่ตอบรับข้อเรียกร้องใดๆ ของผู้ประท้วงเช่นกัน จนทำให้ผู้ประท้วงเชื่อว่าการเคลื่อนไหวอย่างสงบนั้นไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้เลย

อย่างไรก็ตาม การประท้วงไม่เพียงเกิดขึ้นในเขตเมือง แต่ยังที่ชายแดนด้วย ในวันที่ 8 กรกฎาคมผู้ประท้วงหลายร้อยคนจากฝั่งจีน ซึ่งในจำนวนนั้นมีสมาชิกกองกำลังติดอาวุธจีน ได้ข้ามชายแดนที่ซาเถาก็อก (Sha Tau Kok) และต่อสู้เป็นเหตุให้ตำรวจฮ่องกงเสียชีวิต 5 คน และบาดเจ็บ 11 คน

กลางเดือนกรกฎาคม - เหตุลอบวางระเบิดทั่วเมือง

การตอบโต้อย่างแข็งกร้าวนี้ทำให้ผู้ประท้วงฝ่ายซ้ายใช้ความรุนแรง ลอบวางระเบิดทั้งจริงและปลอมทั่วเมือง จำนวนผู้เสียชีวิตเริ่มสูงขึ้น รวมถึงชีวิตสองพี่น้อง เด็กหญิงหว่องยีแมน อายุ 8 ขวบ และน้องชายอายุ 2 ขวบ

สำหรับจำนวนระเบิดนี้ ตลอดการจลาจลมีข้อมูลเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยเก็บกู้ระเบิดทั้งจากตำรวจและกองทัพอังกฤษ ได้กู้ระเบิดมากถึง 8,000 ลูก ในจำนวนนั้นเป็นระเบิดจริง 1,600 ลูก

9 สิงหาคม - บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายถูกจับกุมข้อหาปลุกระดมมวลชนฯ

รัฐบาลฮ่องกงซึ่งรอดูท่าทีของรัฐบาลจีนอยู่นาน หลังประเมินสถานการณ์แล้วว่าการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงนี้ ไม่ได้เป็นเจตนาหรือคำสั่งโดยตรงของรัฐบาลกลางจีน อีกทั้งรัฐบาลกลางยังไม่ได้ให้ความสนับสนุนด้วย แต่เป็นการกระทำโดยพลการของคอมมิวนิสต์ท้องถิ่น รัฐบาลฮ่องกง จึงประกาศกฎอัยการศึก และให้อำนาจพิเศษแก่ตำรวจในการปราบปรามเหตุการณ์ความไม่สงบ ปิดหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนการก่อการร้าย ปิดโรงเรียนฝ่ายซ้าย จับกุมผู้นำฝ่ายซ้ายจำนวนมาก และบางคนก็ถูกส่งตัวกลับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ตำรวจฮ่องกงยังใช้ยุทธวิธีเชิงรุก ด้วยการล้อมและบุกเข้าไปในฐานที่มั่นฝ่ายซ้ายรวมถึงจู่โจมแมนชั่นกิ่วกวาน (Kiu Kwan) อันเป็นฐานที่อยู่ของฝ่ายซ้าย จับตัวแกนนำหลายสิบคน และค้นพบอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดกับอาวุธจำนวนมาก

ประชาชนฮ่องกงจากตอนแรกที่เห็นใจผู้ชุมนุมประท้วง แต่เมื่ออ่านข่าวชีวิตบริสุทธิ์ต้องสูญเสียไปกับความรุนแรงของการตอบโต้รายวัน ประชาชนจึงเริ่มไม่เห็นด้วยและคล้อยตามสื่อฝั่งขวามากขึ้น


22 สิงหาคม - กลุ่มเรดการ์ด เผาสถานทูตอังกฤษ ในกรุงปักกิ่ง


หลังจากการจับกุมบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จีน รัฐบาลจีนได้เรียกร้องให้อังกฤษปล่อยตัว แต่รัฐบาลอังกฤษปฏิเสธ

กลุ่มเรดการ์ดในปักกิ่งแสดงความไม่พอใจกับรัฐบาลฮ่องกงอย่างรุนแรง บุกเผาสถานทุตอังกฤษ ในกรุงปักกิ่ง
แลมบัน ถูกล้อมขวางไม่ให้ออกจากรถยนต์ โดนราดน้ำมันและเผาทั้งเป็นจนเสียชีวิตพร้อมลูกพี่ลูกน้องในรถยนต์ (ภาพ ejinsight)
24 สิงหาคม - แลม บัน ผู้จัดรายการวิทยุ ถูกสังหารจุดไฟเผาทั้งเป็น

ฝ่ายซ้ายในฮ่องกง เปลี่ยนกลยุทธ์หนักขึ้นไปอีก เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม แลมบัน นักจัดรายการวิทยุ สื่อต่อต้านการประท้วงซึ่งได้รับความนิยมมาก ถูกสังหารกลางถนน โดยกลุ่มคนที่ปลอมตัวเป็นพนักงานซ่อมบำรุงทาง ดักหยุดรถยนต์ของเขา ขณะขับไปทำงานกับลูกพี่ลูกน้อง แลมบัน ถูกล้อมขวางไม่ให้ออกจากรถยนต์ และถูกเผาทั้งเป็นจนเสียชีวิตพร้อมลูกพี่ลูกน้องในรถยนต์

หลุยส์ชา (กิมย้ง) ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์หมิงเป้า ก็ถูกหมายหัวไล่ล่า เพราะตีพิมพ์บทความต่อต้านการก่อการร้าย จนต้องหนีจากฮ่องกงเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี

31 ตุลาคม - จัดงาน Hong Kong Week 1967 ท่ามกลางระเบิดทั่วเมือง

อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงพยายามฟื้นเศรษฐกิจ คืนความเชื่อมั่นนานาชาติ ริเริ่มจัดงาน Hong Kong Week 1967 เป็นปีแรก ออกข่าววันเปิดงาน 30 ตุลาคม ไปทั่วโลก ว่าเป็นสัปดาห์แฟชั่นครั้งแรกของฮ่องกง เป็นความสำเร็จที่ดึงดูดบรรณาธิการแฟชั่นจากต่างประเทศกว่า 300 คนผู้ซื้อทั่วทุกมุมโลกและนักธุรกิจในท้องถิ่นจำนวนมากเข้าร่วมงาน แต่วันที่เปิดตัวก็เป็นวันที่ผู้เชี่ยวชาญการเก็บกู้ระเบิดต้องทำงานหนักตลอดทั้งวัน ปลดชนวนระเบิดที่ถูกลอบวางได้ถึง 75 จุด (41 จุดบนเกาะฮ่องกง และ 34 จุดในเกาลูน)

Vogue สื่อแฟชั่นตะวันตก ถึงกับพาดหัวถึง "ฮ่องกง - ปารีสแห่งตะวันออก" ว่า “มั่นใจได้ว่า Hong Kong Week 1967 จะเป็นงานแฟชั่นที่น่าตื่นเต้นที่สุดตลอดกาล"

การลอบวางระเบิดรายวันไม่ได้ลดลงเลย ตลอดช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน
วันที่เปิดงานฮ่องกงวีค 1967 เป็นวันที่ผู้เชี่ยวชาญการเก็บกู้ระเบิดต้องทำงานหนักตลอดทั้งวัน ปลดชนวนระเบิดที่ถูกลอบวางได้ถึง 75 จุด (41 จุดบนเกาะฮ่องกง และ 34 จุดในเกาลูน) (ภาพเดอะโพสต์)
สิ้นเดือนธันวาคม - คืนสู่ความสงบ

หลังความวุ่นวายดำเนินมานานกว่า 6 เดือน จนในเดือนธันวาคม โจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน ผู้เฝ้าดูสถานการณ์มาแต่แรกจนถึงวันที่ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไปนี้ ได้รายงานและขออำนาจสูงสุดจากเหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ สั่งเด็ดขาดให้กลุ่มฝ่ายซ้ายในฮ่องกงทั้งหมดหยุดการก่อการร้ายทุกรูปแบบ เหมาเจ๋อตงเห็นด้วยกับโจวเอินไหล
การจลาจลก่อการร้ายในฮ่องกง ซึ่งก่อการเพียงลำพังโดยคอมมิวนิสต์ฝั่งซ้ายจัดในฮ่องกง จึงยุติลงอย่างสิ้นเชิงในเดือนธันวาคม 1967
ฮ่องกงหลังจากจลาจล 1967 ได้ผู้ว่าการคนใหม่ คือ เมอรเรย์ แม็คเลอโฮส (Murray MacLehose) ซึ่งเข้ามาปฏิรูปและนำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายๆ อย่าง ซึ่งยังคงเป็นรากฐานใช้ถึงทุกวันนี้ (ภาพเอเจนซี)
ฮ่องกงหลังจลาจล 1967

มีบันทึกฯ บางแหล่งบอกเล่ารายละเอียดในหลายปีต่อมาว่า ในช่วงจลาจลปี 1967 นี้ หวง หย่งเซิง ผู้บัญชาการของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ประจำกวางโจว ซึ่งเป็นทหารผู้ใกล้ชิดกับหลินเปียว ได้แนะนำให้ส่งกองทัพปลดปล่อยฯ บุกและยึดครองฮ่องกง แต่แผนการของเขาถูกคัดค้านโดยนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล

ข้อมูลทางการระบุว่า การจลาจลฮ่องกง ในปี 1967 มีผู้เสียชีวิต 51 ราย (ในจำนวนนี้ 15 ราย เสียชีวิตจากเหตุวางระเบิด) มีผู้บาดเจ็บ 832 คน มีผู้ถูกจับกุม 4,979 คนและศาลพิพากษาต้องโทษจำคุก 1,936 คน

นับเป็นการจลาจลที่ร้ายแรงที่สุดของฮ่องกง ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นในอนาคตของฮ่องกง ประชากรและผู้อยู่อาศัยจำนวนมากขายทรัพย์สินอพยพไปต่างประเทศ

ฮ่องกงหลังจากจลาจล 1967 ได้ผู้ว่าการคนใหม่ คือ เมอรเรย์ แม็คเลอโฮส (Murray MacLehose) ซึ่งเข้ามาปฏิรูปและนำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายๆ อย่าง อาทิ การใช้ภาษาจีน (กวางตุ้ง) เป็นหนึ่งในภาษาทางการฮ่องกง เปิดสำนักงานสภาตำบล สื่อสารระหว่างรัฐบาลและประชาชน จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อต่อต้านการทุจริต วางระบบศึกษาขั้นพื้นฐานและระบบสาธารณสุขพื้นฐาน รวมถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่อยู่อาศัยของประชาชน ขยายการขนส่งมวลชน เปิดระบบขนส่งมวลชนหรือรถไฟฟ้าใต้ดิน เครือข่ายรถไฟใต้ดินของฮ่องกง สิ่งใหม่ๆ หลายอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากการจลาจลในปี 1967 ยังคงเป็นรากฐาน มาถึงวันนี้

จลาจลในปี 1967 ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางเคลื่อนไหวแรงงานของฮ่องกง กลุ่มคนหนุ่มสาวในยุคนั้นกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมในยุค 70 โดยเรียนรู้จากเหตุการณ์จลาจลในปี 1966 และ 1967 ขณะที่รัฐบาลฮ่องกง ก็จัดสถานที่ในวิคตอเรียปาร์ค เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นสาธารณะ รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ก่อตั้งสำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊า เพื่อบริหารนโยบายของสองเกาะนี้โดยเฉพาะ

โหลวมานเส่ง อดีตสมาชิกใต้ดินคอมมิวนิสต์ฮ่องกง หนึ่งในคณะกรรมการต่อต้านการกดขี่ข่มเหงของอังกฤษ (Anti-British Struggle Committee) และเป็นสมาชิกระดับนำของสหภาพแรงงาน ซึ่งก่อเหตุจลาจลฮ่องกง ในปี 1967 จนต้องโทษจำคุกนาน 13 เดือน ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อฮ่องกง เมื่อวัย 86 ปี (ค.ศ.2015) ย้อนรำลึกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า

"เราทุกฝ่ายควรใช้ความคิดโดยไม่มีอคติ ตั้งคำถามกับความผิด ชอบ ชั่ว ดี ต่างๆ จากบทเรียนอดีต ทุกวันนี้ ทุกคนอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสาร ควรจะศึกษาให้มาก เรียนรู้ให้มาก เพื่อจะไม่ทำสิ่งใดผิดพลาดซ้ำแบบที่พวกเราเคยทำในอดีต"