xs
xsm
sm
md
lg

อ่านความหมาย “ขบวนการ 4 พฤษภาคม” กับการสร้างชาติจีนยุคสมัยใหม่ จาก A Bitter Revolution (คอลัมน์ หิ้งหนังสือ)

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพปกหนังสือ ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ (A Bitter Revolution)
“เราไม่มีวันเข้าใจจีนสมัยใหม่ ได้ หากไม่ศึกษาเรื่องราวของ “ขบวนการ 4 พฤษภาคม 1919” ขบวนการทางสังคมและวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกความเปลี่ยนแปลงใหญ่ของสังคมจีน ตั้งแต่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ การปฏิวัติวัฒนธรรมแห่งชนชั้นกรรมาชีพ จนถึงการชุมนุมประท้วงของนักศึกษา ณ จัตุรัสเทียนอานเหมิน และการปฏิวัติร่มในฮ่องกง ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณ “ขบวนการ 4 พฤษภาคม” คำโปรยปกหลังของหนังสือ ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ ของ รานา มิตเตอร์
                                                            *****

หลังการปฏิวัติล้มระบบราชวงศ์ชิงและสถาปนาสาธารณรัฐจีนในปีค.ศ.1912... แปดปีต่อมา ได้เกิดการชุมนุมประท้วงครั้งสำคัญที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์สู่ยุคสมัยใหม่ของจีน คือการประท้วงในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1919 โดยกลุ่มนักศึกษาและปัญญาชนรุ่นใหม่นับพันคนได้ชุมนุมกันที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อประท้วงข้อตกลงอัปยศของที่ประชุมสันติภาพ ณ กรุงปารีสซึ่งส่งผลให้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติลงตามข้อกำหนดของสนธิสัญญาแวร์ซายส์

ข้อตกลงอัปยศนี้ได้บังคับให้จีนยอมรับการยกเขตแดนจีนที่เคยตกเป็นอาณานิคมของเยอรมนี ได้แก่ เมืองท่าเจียวโจว เมืองชิงเต่า และพื้นที่บางส่วนในมณฑลซานตง ให้แก่มหาอำนาจจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ทั้งที่จีนได้เข้าร่วมสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครึ่งหนึ่ง โดยส่งแรงงานร่วมแสนคน ไปยังแนวรบตะวันตกในยุโรป แรงงานจีนถึง 2,000 คน ได้เสียชีวิตในสมรภูมิรบที่นั่น

เหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนี้ ได้จุดชนวนให้เกิดการเดินขบวนประท้วงขยายวงไปยังเมืองต่างๆของจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ หังโจว และฮาร์บินและกลายเป็นตำนานที่ได้รับการเรียกขานว่า ขบวนการวันที่ 4 พฤษภาคม (May Fourth Movement) ที่จีนเรียก 五四 运动 อ่านว่า อู่ซื่ออวิ้นต้ง

ขบวนการวันที่ 4 พฤษภาคม ส่งอิทธิพลต่อการปฏิวัติใหญ่ครั้งต่างๆในยุคต่อๆมา ด้วยเหตุเพราะว่าการเคลื่อนไหวนี้มิใช่เพียงการชุมนุมประท้วงข้อตกลงอัปยศของการประชุมสันติภาพ ณ กรุงปารีส หากยังเป็นแรงระเบิดจากความคับแค้นใจต่อสภาพสังคม การเมือง วัฒนธรรมขนบจารีตเก่า แม้ผ่านการปฏิวัติล้มล้างระบอบราชวงศ์ฮ่องเต้ และได้สถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้นมาปกครองแผ่นดินจีนแล้วก็ตาม แต่จีนยังอ่อนแอ ไม่มีพลังต่อต้านอิทธิพลลัทธิจักรวรรดินิยมที่เข้ามาย่ำยีจีน อีกทั้งระบบอำนาจขุนศึกที่สร้างความวุ่นวายในจีนไม่หยุดหย่อน เพราะเหตุใด...

ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ผู้เขียนคำนำเสนอให้แก่หนังสือ A Bitter Revolution ระบุว่า การชุมนุมประท้วงในวันที่ 4 พฤษภาคม 1919 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ จากการตั้งคำถามที่กล้าหาญที่สุดท้าทายที่สุด นั่นคือ คำถามต่อคติความเชื่อแบบขงจื่อเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศจีนหรือไม่

A Bitter Revolution ผู้เขียนคือ รานา มิตเตอร์ (Rana Mitter) ศาตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และการเมืองจีนสมัยใหม่แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ได้รับการแปลฉบับภาษาไทยโดย สุทธิมาน ลิมปนุสรณ์ ในชื่อหนังสือ ประวัติศาสตร์จีน สมัยใหม่ …เนื้อหาในหนังสือบอกเล่าประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 20 ของจีน ผ่านเรื่องราวมรดกความคิด และจิตวิญญาณของ ขบวนการ 4 พฤษภาคม พร้อมสำรวจเส้นทางการต่อสู้ของจีนในโลกสมัยใหม่

หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นภาพโดยสังเขปของสังคมจีนช่วงทศวรรษที่ 1920 1940 1960 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญของจีน

มิตเตอร์ ได้อธิบายคำนิยามมาตรฐานของขบวนการ 4 พฤษภาคม ดังนี้...

“ช่วงเวลาตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1910 ถึงราวๆปลายทศวรรษที่ 1920 นักคิดจีนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่คอยฉุดรั้งประเทศของพวกเขาไว้ไม่ให้สามารถต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายเช่นลัทธิจักรวรรดินิยมหรือระบบอำนาจขุนศึก แม้ระบอบราชวงศ์ดั้งเดิมถูกโค่นล้ม และจีนได้กลายเป็นสาธารณรัฐแล้วก็ตาม นักคิดเหล่านี้มองว่าตัวการใหญ่ที่ถูกกล่าวโทษคือวัฒนธรรมจารีตของจีนซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานปรัชญาขงจื่อ รูปแบบวิธีคิดโบราณซึ่งอ้างอิงอยู่กับลำดับชนชั้นทางสังคมนั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเบียดเบียนย่ำยีคนยากจน การกดขี่สตรีที่ฝังรากลึกตามความเชื่อแบบปิตาธิปไตย และความไร้ศักยภาพที่จะสร้างรัฐชาติสมัยใหม่”

การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆของจีน มักอ้างอิงถึง ขบวนการ 4 พฤษภาคม ทั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1921 ไปการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนักศึกษาที่บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินจนเกิดเหตุการณ์ปราบปรามนองเลือดในปี 1989 ผู้นำการเคลื่อนไหวเหล่านี้ต่างอ้างตัวเป็นผู้สืบทอดเจตนารมย์ของขบวนการสี่พฤษภาคม “ที่แท้จริง”

“ขบวนการ 4 พฤษภาคม กลายมาเป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ยุควัฒนธรรมใหม่ เป็นจุดกำเนิดของทั้งลัทธิชาตินิยมและคอมมิวนิสต์จีน ในสายตาของพรรค ผลพวงอันสมเหตุสมผลของวัฒนธรรมใหม่คือการปฏิวัติโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในอีก 25 ปีต่อมา” มิตเตอร์ ระบุในภาคที่ 1 บทที่ 4 ลาจากขงจื่อ: วัฒนธรรมใหม่ การเมืองใหม่

หนังสือ ประวัติศาสตร์จีน สมัยใหม่ ของมิตเตอร์ได้อธิบายลัทธิขงจื่อและอิทธิพลของลัทธิขงจื่ออย่างะเอียด เพื่อให้เข้าใจขบวนการ 4 พฤษภาคม และกลุ่มคนที่มีบทบาทสร้างวัฒนธรรมใหม่ จนเกิดคำเรียก ขบวนการวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งถูกใช้เป็นคำเรียกควบคู่หรือแทนที่ ขบวนการ 4 พฤษภาคม

อีกทั้งกลุ่มคนรุ่น 4 พฤษภาคมที่โดดเด่น อย่างเช่น โจวเทาเฟิ่น นักหนังสือพิมพ์และเจ้าของธุรกิจสื่อ, ตู้จ้งหย่วน นักหนังสือพิมพ์ นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวการเมือง ติงหลิง นักเขียนหญิงผู้โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 20, หลู่ซวิ่น นักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคจีนสมัยใหม่ กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทในการแสวงหาวัฒนธรรมใหม่ อัตลักษณ์สมัยใหม่ของจีนอย่างไร จนได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จีนยุคสมัยใหม่

ในมุมมองของ ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ผู้เขียนคำนำเสนอให้แก่หนังสือ ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ เล่มนี้ ชี้ว่า “จาก 1919 ถึง 2019 หนึ่งร้อยปีแห่งการปฏิวัติอันขมขื่น บอกเราว่าความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ของสังคมนั้นไม่ได้เกิดจากสงครามและความรุนแรง คนที่จะเปลี่ยนโลกไม่ใช่ทหาร แต่คือปัญญาชน นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ ศิลปิน นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ผู้ผลักโลกแห่งอารยะนี้ให้หมุนไปโดยที่ไม่ต้องใช้กระสุนแม้นัดเดียว”

และ “จาก 2019 สู่อนาคต จีนจะก้าวเดินในโลกใหม่อย่างไร”

ข้อมูลหนังสือ
ชื่อหนังสือ ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่

แปลจาก A Bitter Revolution: China’s Struggle With the Morndern World 
ผู้เขียน รานา มิตเตอร์ (Rana Mitter)

ผู้แปล สุทธิมาน ลิมปนุสรณ์

สำนักพิมพ์ bookscape

พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2562

จำนวนหน้า 512 หน้า

ราคาหน้าปก 450 บาท


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...