วันนี้ผู้เขียนขอหยิบยกเรื่องการต่างประเทศใหม่ในแบบของจีนๆมาเล่าสู่กันฟังเพราะในช่วงนี้เป็นหัวข้อที่ค่อนข้างพูดถึงบ่อยและประชาชนให้ความสนใจ ทุกวันช่อง CCTV เวลาสองทุ่มจะมีรายการ China's Major-Country Diplomacy เพื่อแนะนำและประชาสัมพันธ์การต่างประเทศแบบใหม่ของจีนหลังการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่18ภายใต้แกนนำและการเป็นหัวใจของจีนประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกำลังจะนำพาจีนไปสู่ยุคใหม่ รายการนี้จะกล่าวถึงความเป็นไปของมนุษชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต การเติบโตของประเทศต่างๆ การมี “โชคชะตาร่วมกัน” (Common Destiny)
จีนเองยืนหยัดในเป้าหมาย Two Centenary Goals หมายถึง รอบ100ปีสองครั้ง ครั้งแรกคือพรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้งครบ100ปีซึ่งจะเป็นปี2021 อีก100ปีที่สองคือจีนบรรลุเป้าหมายประชาชนอยู่ดีกินดีทั่วหน้าจะครบรอบเป้าหมายดังกล่าวในปี2049 จีนเห็นว่าการเป็นประเทศใหญ่ต้องมีความรับผิดชอบไม่ใช่แค่รับผิดชอบต่อประชาชนในประเทศแต่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนทั่วโลกตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงขึ่นมารับตำแหน่งกล่าวถีงแนวคิดทางการต่างประเทศว่า “世界要和谐” (ซื่อเจี่ยเย่าเหอเฉีย) หมายถึงโลกต้องมีความสามัคคี จีนยืนยันว่าจะเป็นประเทศใหญ่ที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ จีนต้องการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์การต่างประเทศแบบใหม่ ทันสมัย ตามโลก ไม่เหมือนกับยุคของผู้นำที่ผ่านมา
หากว่าผู้อ่านติดตามเรื่องจีนอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจากการให้ความสำคัญกับสตรีหมายเลขหนึ่ง First Lady และภริยาของผู้นำประเทศคนอื่นๆ ในรัฐบาลสมัยที่ผ่านมาจนถึงหูจิ่นเทา ภริยาของพวกเขาไม่ได้มีบทบาทในสื่อมากนัก การออกงานในประเทศและระดับประเทศจะออกมาน้อยมาก สื่อในจีนไม่มีตีพิมพ์หรือประโคมข่าวกิจกรรมหรือความเป็นมาของภริยาผู้นำประเทศเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นก็ไม่เป็นที่สนใจของคนในประเทศรวมไปถึงคนทั้งโลก
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป จีนภายใต้การนำของสีจิ้นผิง ต้องการปรับภาคลักษณ์ประเทศใหม่ ตามโลกและทันสมัย ทำให้ สตรีหมายเลขหนึ่งและภริยาของผู้นำประเทศคนอื่นๆถูกจับตามองอย่างมากจากสื่อ เพราะพวกเขาออกงานมากขึ้น ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น มีบทบาทในสื่อมากขึ้นนั่นเอง โดยเฉพาะเผิงลี่หยวน ภริยาของประธานาธิบดีสี เมื่อออกงานเป็นครั้งแรกในระดับประเทศและออกไปพบผู้นำระดับโลกเป็นที่ฮือฮาอย่างมาก หนึ่งคือเผิงลี่หยวนมีบุคลิคที่ดีและหน้าตาสวยงาม การออกงานในแต่ละครั้งพิถีพิถันในการแต่งตัว ทุกอย่างถูกจัดมาอย่างดี อีกทั้งตั้งแต่ที่สีจิ้นผิงอยู่ในตำแหน่งที่ผ่านมาจะมีข่าวที่เผิงลี่หยวนทำงานเพื่อสังคมหรือเป็นตัวแทนการประชุมระดับโลกอยู่ตลอด นี่คือสิ่งเปลี่ยนไปของจีนที่เห็นได้ชัด
การต่างประเทศจีนในยุคใหม่นี้เน้น “既迎进来又走出去” (จี้หยิงจิ้นไหลโย่วโจ่วฉู้ฉู่) หมายความว่าการต่างประเทศต้องทั้งต้อนรับและเดินออกไป ในรัฐบาลยุคนี้ทำได้อย่างดีและเป็นจุดโดดเด่นของการต่างประเทศจีน จีนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของจีนในเวทีโลกและให้แต่ละประเทศปรองดองกัน ถึงแม้ว่าจะมีภูมิหลังการเมืองการปกครองที่ต่างกัน ในเรื่องของ“โชคชะตาร่วมกัน” (Common Destiny) ถูกเน้นย้ำอย่างมากใน 4 ปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงจะพูดอยู่ตลอดในการประชุมเวทีโลกที่ว่า ทุกประเทศทั่วโลกไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ใดๆ ต่างมีบุพเพสันนิวาสร่วมกัน จีนพยายามที่จะผลักดันให้ทุกประเทศจับมือร่วมกันอย่างปรองดองและพัฒนาไปด้วยกัน จีนเห็นว่าจีนเป็นประเทศใหญ่ ไม่ใช่แค่ห่วงแต่ตัวเอง แต่ต้องรับผิดชอบต่อทุกประเทศด้วย
นาย หวางอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเคยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV ว่าในปี 2017 จีนได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์การต่างประเทศใหม่สู่สายตาชาวโลก หลังจากการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 19 ที่ผ่านมาการต่างประเทศจีนประสบความสำเร็จสูงสุด จากแนวคิดของ OBOR ใน 3-4 ปีที่ผ่านมา ปี 2017 จีนประสบความสำเร็จในการจัดการประชุม OBOR ระดับโลกครั้งแรก ทำให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญกับเส้นทางสายไหมยุคใหม่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา และ OBOR จะมีเอเชียและยุโรปเป็นศูนย์กลาง การร่วมมือกับ 5 ประเทศ BRICS (รัสเซีย จีน บราซิล อินเดีย แอฟริกาใต้) และประเทศเศรษฐกิจใหม่กำลังไปได้ดี ในภายปี 2017 ผู้นำจีนและสหรัฐอเมริกาประชุมกัน 3 ครั้ง มีการโทรคุยกันหลายครั้ง ถือว่าเป็นยุคแห่งการร่วมมืออย่างปรองดองระหว่างสองประเทศ โดยอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม
การประชุมระหว่างผู้นำจีนและรัสเซียมีบ่อยที่สุด ปี 2017 มีถึง 5 ครั้งที่ประชุมกันต่อหน้าและยังมีการโทรคุยกันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ขณะนี้จีนและรัสเซียเป็นพันธมิตรที่จะมีความร่วมมือรอบด้านกันอย่างเหนี่ยวแน่น ส่วนความร่วมมือระหว่างอาเซียนและยุโรปก็กำลังเติบโตไปได้ดี หลายประเทศจับตามองจีนมากขึ้นและเชื่อมั่นในศักยภาพของจีน
สำหรับประเทศอาเซียนหลังจากประชุมสมัชชาพรรคสีจิ้นผิงเลือกที่จะไปเวียดนามเป็นประเทศแรก ต่อมาคือลาวเพื่อประกาศแนวคิด Common Destiny ที่ต้องร่วมมือกัน และต่อมานายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงได้ร่วมงานประชุมกับอาเซียนและประกาศจุดยืนของจีนที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาไปด้วยกัน ลดความขัดแย้งในภูมิภาค อีกทั้งยังแก้ปัญหาความบาดหมางกับอินเดียและเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับปานามา
ความฝันของจีนในด้านความสัมพันธ์การต่างประเทศกำลังบรรลุไปเป็นอย่างๆ การต่างประเทศใหม่แบบจีนไมเหมือนกับในปี 1949-1979 ช่วงนั้นเป็นยุค 1.0 เพิ่งเริ่มที่จะปฎิวัติ และในปี 1979 - 2009 เป็นยุค 2.0 เป็นช่วงของการพัฒนา ยุคนี้คือยุค 3.0 หากเปรียบเทียบกันแล้ว ยุค 3.0 นี้การต่างประเทศแบบใหม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนกว่า ยุทธศาสตร์ต่างๆเป็นไปได้จริง แนวคิดที่จะ win-win ทั้งสองฝ่ายรอบด้าน เน้นการมีความเท่าเทียมกันในเวทีโลกและรักษาปกป้องประเทศอย่างจริงจัง จีนต้องการกระตุ้นการเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับโลกและต้องการที่จะทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศและโลก
จีนได้เปลี่ยนไป โลกกำลังเปลี่ยนไป ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านอาจจะกำลังติดตามข่าวจีนอยู่ การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการต่างประเทศจีนเป็นสิ่งที่เราจะสามารถเห็นแนวโน้มและวิเคราะห์ได้ว่าแนวทางการเติบโตของจีนในเวทีโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป จากอีกมุมของนโยบายการต่างประเทศไม่มากก็น้อย