xs
xsm
sm
md
lg

วิสัยทัศน์ผู้นำไทยมองการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตอนที่ 1

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

นายกรัฐมตรีไทย พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา (ซ้าย) และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จับมือกัน ในการประชุมสุดยอดบริกส์ นครซย่าเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน  (ภาพ เอเจนซี)
MRG ONLINE--จีนจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มเศรษฐกิจ BRICS ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย. ณ นครซย่าเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน พร้อมกับขยายวงความร่วมมือ “บริกส์ พลัส” (BRICS PLUS) โดยดึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเข้ามาเป็นคู่หุ้นส่วนเพิ่ม เพื่อขยายความร่วมมือสู่โลกใต้ (South-South Cooperation)

สำหรับกลุ่มเศรษฐกิจ BRICS ประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ นับเป็นตลาดใหญ่มหึมา และมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ กลุ่มสมาชิก BRICS มีประชากรรวมกัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 44 เปอร์เซ็นต์ของโลก และขนาดการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) คิดเป็น 23 เปอร์เซ็นต์ สูงจากระดับ 12 เปอร์เซ็นต์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ปีนี้จีนเป็นประธานบลิกส์ซึ่งเป็นวาระหมุนเวียนทุกปี และเป็นเจ้าภาพจัดซัมมิต ที่นครซย่าเหมินได้เชิญประเทศกำลังพัฒนาจากภูมิภาคต่างๆทั่วโลก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อียิปต์ กินี เม็กซิโก และทาจิกิสถาน ผนึกกำลังเป็น บริกส์ พลัส เพื่อเป็นเวทีขยายวงความร่วมมือสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้เส้นศูนย์สูตร โดยมีเป้าหมายขยายบทบาทอิทธิพลการพัฒนาและธรรมาภิบาลเศรษฐกิจโลก

ไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ได้รับเชิญมาปรึกษาหารือการขยายความร่วมมือบริกส์ พลัส ในรอบ “การเจรจากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา” ที่จัดในวันที่ 5 ก.ย. นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุม พร้อมกับบรรลุภารกิจลงนามสัญญาความร่วมมือและความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ถือเป็นแบบอย่างความร่วมมือการเชื่อมโยงระหว่างกัน (connectivity) ที่จีนกำลังผลักดันภายใต้ความริเริ่ม หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road)

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้พบปะกับนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ในวันจันทร์ (4 ก.ย.) สีกล่าวชื่นชมการเข้าร่วมความริเริ่ม หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง และเรียกร้องขยายความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายในภาคต่างๆ การลงทุน เส้นทางรถไฟ การเงินอินเทอร์เน็ต เศรษฐกิจดิจิตัล และอี-คอมเมิร์ช เป็นต้น

ฝ่ายจีนยังแสดงความหวังอีกว่า ไทยจะช่วยผลักดันความร่วมมือแม่โขง-หลันชาง (หลันชาง คือ แม่น้ำโขงตอนบนที่ไหลผ่านจีน) และพัฒนาความความสัมพันธ์จีน-อาเซียน ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ฝ่ายไทยรับรองสนับสนุนและเข้าร่วมผลักดัน ความริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง และความร่วมมือแม่โขง-หลันชาง อย่างขันแข็ง
เอกอัครราชทูตไทยประเทศกรุงปักกิ่ง นาย พิริยะ เข็มพล (ภาพMGR ONLINE)
สัญญาพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนยุคหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง

เอกอัครราชทูตไทยประเทศกรุงปักกิ่ง นาย พิริยะ เข็มพล ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างไทย-จีนของรัฐบาลไทย ว่าระหว่างการประชุมสุดยอด บริกส์ ไทยและจีนได้ร่วมลงนามสัญญาความร่วมมือฉบับต่างๆ ได้แก่ แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทยจีน ระยะเวลา 5 ปี (2560-64) ซึ่งจะเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan )สำหรับดำเนินความสัมพันธ์ไทย-จีน วางกรอบความร่วมมือกัน

สัญญาฉบับที่สอง คือ การลงนามสัญญาโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยสัญญาที่ลงนามนี้เป็นสัญญาการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างฯเฟสแรกคือช่วงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร อัตราความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2021

การก่อสร้างเส้นทางรถไฟฯเฟสสองจากนคราราชสีมาถึงหนองคาย จะเริ่มทันทีหลังเฟสแรกแล้วเสร็จ ในอนาคตเส้นทางรถไฟกรุงเทพฯ-หนองคาย จะไปเชื่อมกับเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ที่เชื่อมระหว่างนครคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนัน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และกรุงเวียงจันทน์ในลาว

เส้นรถไฟความเร็วสูงสายนี้เป็นสัญลักษณ์ความคืบหน้าของนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ร่วมกับไทยในการสร้างความเชื่อมโยง จีนต้องการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคทั่วโลก แต่ไม่มีเส้นทางไหนที่สร้างเป็นรูปธรรมเท่ากับเส้นทางนี้ โดยเป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูงขนส่งผู้โดยสารเส้นทางแรก ส่วนเส้นทางรถไฟสายๆอื่นล้วนเป็นเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้า ผู้นำจีนจึงให้ความสำคัญมาก และยกเป็นตัวอย่างความร่วมมือในการประชุม บริกส์ พลัส
ผู้นำไทย-จีน ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือในกรอบเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมทางบก และเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21

"ฝ่ายจีนต้องการบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศ เพื่อสร้างความชัดเจนว่าความร่วมมือในนโยบาย หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง จะมีอะไรบ้าง และสร้างความชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาที่ยั่งยืน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เอ็มโอยูฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับไทย ไทยมีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และการเชื่อมโยงกับจีน ทำให้เกิดความชัดเจน ความเชื่อมั่นในการร่วมมือพัฒนา ถ้าไม่มีเอ็มโอยู ก็จะเป็นแค่คำพูด” นาย พิริยะ กล่าว

เส้นทางรถไฟความเร็วสูง “สร้างก่อน ได้เปรียบกว่า”

นายพิริยะกล่าวถึงการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในตอนนี้ “ขณะที่ประเทศอื่นๆมีแผนสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเช่นกัน หากเส้นทางรถไฟความเร็วสูงอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เกิดขึ้นก่อน สถานการณ์ก็จะบีบให้ไทยต้องสร้างเส้นทางรถไฟขึ้น การพัฒนาไปก่อนทำให้ไทยได้เปรียบมากกว่าที่จะเป็นผู้ตาม ถือเป็นจังหวะเวลาที่ถูกต้องในการพัฒนา”

“ถ้าเส้นทางฯนี้ ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี เกิดขึ้นจริง กลุ่มนักลงทุนจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ จะรีบเข้ามาลงทุนค้าขาย มาตั้งสำนักงานใหญ่ ถ้าเรารอให้ประเทศอื่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตรงนี้ไปก่อน กลุ่มนักลงทุนก็จะไปที่อื่นก่อน”

“นอกจากนี้ เรายังสามารถกระจายความร่วมมือไปยัง CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) ขณะนี้กลุ่ม CLMV ก็มีแผนสร้างรถไฟคามเร็วสูงเช่นกัน เส้นทางไทยเป็นจุดเริ่มต้นและเส้นทางหลักที่จะเชื่อมไปยังกัมพูชา โดยเฉพาะด้านตะวันออก ด้านตะวันตกก็อาจเชื่อมไปเมียนมาร์ อินเดีย”

“ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เส้นทางอื่นๆจะต้องตัดผ่าน ถ้าเวียดนามจะค้าขายกับอินเดีย ก็ต้องหาทางเจรจาความร่วมมือ ถ้าเส้นทางนี้เกิด ชาติอื่นจะวิ่งมาเชื่อมกับเรา มิใช่รอให้คนอื่นทำสำเร็จแล้ว ไทยวิ่งแจ้นไปเชื่อมกับคนอื่นซึ่งจะสูญเสียความได้เปรียบ”

“ไทยมีจุดยุทธศาสตร์ที่โดดเด่น แต่ไม่มีเส้นทางรถไฟ ก็ไม่เสริมประโยชน์ให้จุดยุทธศาสตร์ เหมือนกับเรามีจุดยุทธศาสตร์ที่จะมีคนเดินทางผ่านมากมาย แต่ไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ไม่สามารถรองรับคน 40 ล้านคนได้ เศรษฐกิจก็ขยายตัวไม่ออก”

“ขณะนี้นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย 8-9 ล้านคน ถ้ามีเส้นทางรถไฟจากคุนหมิง นักท่องเที่ยวจีนก็จะเดินทางมาไทยง่ายขึ้น คุนหมิง ยูนนานมีประชากรเกือบ 50 ล้านคน เกือบเท่ากับไทย นอกจากนี้ เส้นทางรถไฟคุนหมิงยังเชื่อมไปถึงนครเซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว

“ดังนั้น การพัฒนาความเชื่อมโยงนี้ เป็นผลประโยชน์แก่ไทย ไทยเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการเชื่อมโยง หรือ connectivity สมัยนั้นเรายังพูดถึงเรื่องการสร้างถนน อาเซียนก็เห็นพ้องแผนการเชื่อมโยงนี้ แต่ไม่เกิดเสียที จนเข้าสู่ยุคเส้นทางรถไฟความเร็วสูงแล้ว หากไทยพัฒนาไปก่อน มีกระแสลงทุนเข้ามายังไทย อีอีซี ก็จะเกิดขึ้น”

“ความคุ้มทุนในการสร้างเส้นทางรถไฟ หากคิดแค่จำนวนประชากร 30-40 ล้านคนที่อยู่รอบๆทางรถไฟ ก็ไม่คุ้ม แต่ยังมีประชาชนจากคุนหมิง สิงคโปร์ มาเลเซีย กระแสคนเดินทางจำนวนมากที่จะใช้เส้นทางนี้ สถานีรถไฟขอนแก่นจะเปลี่ยนโฉมไป รวมทั้งสถานีที่เป็นจุดจอดพักรถแห่งหลักอย่างโคราช ก็จะกลายเป็นศูนย์กลางค้าขาย การติดต่อระหว่างกัน ซึ่งจะนำกำลังซื้อไหลเข้ามา สร้างตลาดที่ใหญ่ขึ้น เศรษฐกิจหนองคายจะเปลี่ยนไป ในเชิงธุรกิจมีพัฒนาการสูงขึ้น”


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...