เป็นข่าวดังที่ได้รับความสนใจทั้งในไทยและทั่วโลกทีเดียว สำหรับข่าวสมาร์ทโฟนหัวเว่ย P10 และ P10 Plus สอดไส้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละเครื่อง ไม่ตรงตามรายละเอียดที่โฆษณาไว้แต่แรก เสมือนว่า ผู้ซื้อกำลังเสี่ยงดวงซื้อหวย ว่าจะถูกมากถูกน้อย เสียมากเสียน้อยเท่าใด
ต้นเรื่องของเหตุการณ์นี้ เริ่มต้นขึ้นจาก 17 เม.ย. “กิสโมไชน่า Gizmochina” เว็บไซต์ไอทีชื่อดังที่รวมเรื่องราวไอที เทคโนโลยีจากฝั่งจีน ปล่อยบทความที่มีเนื้อหาตั้งข้อสังเกตประสิทธิภาพหน่วยความจำ ในรุ่น P10 และ P10 Plus ที่เพิ่งออกมาล่าสุดของทางหัวเว่ย ไม่ตรงตามสเปคที่ได้ระบุไว้ โดยได้โชว์ผลการตรวจสอบ และพบว่า แต่ละเครื่องมีประสิทธิภาพหน่วยความจำไม่เท่ากันจริงๆ บางเครื่องจะมีความเร็วตามมาตรฐานหน่วยความจำตรงตามโฆษณา แต่บางเครื่องค่อนข้างช้ากว่ามาก
บทความของ Gizmochina ข้างต้น ถูกแชร์ต่อเป็นจำนวนมากทั่วโลก รวมทั้งในไทย จนกลายเป็นกระแสดัง ซึ่งในที่สุดทางหัวเว่ย ได้แถลงผ่านทางบัญชีเวยป๋อทางการของบริษัท ในนาม 华为终端公司 เมื่อวันที่ 19 เม.ย. โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้
“ทางหัวเว่ยไม่นิ่งนอนใจต่อกระแสเรื่องหน่วยความจำที่แตกต่างกันในแต่ละเครื่องของ P10 และ P10 Plus โดยทางหัวเว่ยขอยืนยันว่า ทางเรายึดมั่นในคุณภาพของสินค้าและการให้บริการ
ในส่วนของหน่วยความจำหลัก หรือรอม ทางเราเลือกใช้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า แต่ในการผลิตจำนวนมาก จึงต้องใช้รอมหลายชนิดร่วมกัน ทั้ง UFS และ EMMC โดยทางหัวเว่ยไม่เคยระบุไว้ในสเปคว่าจะใช้มาตรฐานแบบใด”
มีรายงานข่าวจาก Gizmochina ออกมาอีกว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. หลังจากหัวเว่ยแถลงผ่านเวยป๋อทางการของบริษัทเพียง 1 วัน Richard Yu หรือ ยวี๋เฉิงตง ซีอีโอหัวเว่ย ได้โพสต์ผ่านเวยป๋อส่วนตัวของเขา ในรูปแบบภาษาอังกฤษ โดยมีใจความว่า “ขอยอมรับว่าหน่วยความจำในสมาร์ทโฟนซีรี่ย์ P10 ในแต่ละเครื่อง แตกต่างกันจริง เนื่องมาจากซีรี่ย์ P10 เป็นที่ต้องการของตลาดมาก จึงต้องเร่งผลิตให้ทัน โดยในแต่ละเครื่องมีหน่วยความจำรอม ROM ทั้งแบบ UFS ที่เป็นมาตรฐานเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และ EMMC มาตรฐานเก่า แต่ทางเขา ซึ่งได้ใช้ P10 Plus ที่ใช้หน่วยความจำแบบ EMMC กับ Mate 9 ที่ใช้ UFS พบว่า ไม่ต่างกัน โดยยืนยันว่า ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย มาจากซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ทำงานร่วมกัน ซึ่งทางหัวเว่ยออกแบบมาอย่างดี จึงทำให้ไม่ว่าจะใช้ UFS หรือ EMMC ก็ไม่มีผลกระทบ”
มีการตั้งข้อสังเกตว่า เวยป๋อดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่? ผู้เขียนจึงได้เข้าไปดูในเวยป๋อ พบว่าบัญชีเวยป๋อต้นฉบับ ใช้ชื่อว่า 余承东 มีผู้ติดตาม หกล้านหกหมื่นคน ทั้งจำนวนผู้ติดตาม และดูจากเนื้อหาที่โพสต์ก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นบัญชีที่ใช้งานจริงของผู้บริหารท่านนี้
หลังจากมีการเผยแพร่โพสต์ของหัวเว่ย และ ยวี๋เฉิงตง ผู้บริหารหัวเว่ย กระแสในเชิงลบยิ่งโหมกระหน่ำขึ้น เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่มองว่า หัวเว่ยไม่มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ไม่ใช่มาบอกว่า ไม่เคยบอกว่า P10 จะใช้รอมแบบไหน และหน่วยความจำแบบไหนก็เหมือนกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเหมือนกัน ดูได้ง่ายๆ จากผลการทดสอบความเร็วในการอ่านและเขียนของหน่วยความจำ ที่แบบ UFS 2.1 เร็วที่สุด รองลงมาคือ UFS 2.0 และ EMMC ต่ำสุด
นอกจากนี้ในเรื่องของหน่วยความจำสำรอง หรือ แรม (RAM) ที่ใช้ในซีรี่ย์ P10 ถูกระบุว่าใช้แบบ LPDDR4 สื่อและกลุ่มผู้ใช้งานในต่างประเทศรวมทั้งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า น่าจะมีการนำ LDDR3 มาสอดไส้ในบางเครื่องเช่นกัน เพราะผลการตรวจสอบประสิทธิภาพหน่วยความจำสำรองของแต่ละเครื่องในซีรี่ย์ P10 แตกต่างกัน
และเริ่มมีผู้ทดสอบในซีรี่ย์ Mate 9 ทั้งประเด็นหน่วยความจำหลัก รอม และ หน่วยความจำสำรอง แรม โดยพบว่าแตกต่างกันในแต่ละเครื่องเช่นกัน
ทาง Android Authority (androidauthority.com) สื่อออนไลน์ชื่อดังเกี่ยวกับเทคโนโลยีมือถือ รายงานว่า หัวเว่ย นำข้อมูล UFS ซึ่งระบุชัดเจนในหน้าเว็บโฆษณารุ่น Mate 9 ก่อนหน้านี้ แต่ได้นำข้อมูลส่วนนี้ออกไปแล้ว จึงทำให้กระแสเรื่องนี้ยังคงอยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลกในวงกว้าง
จากการตรวจสอบกระแสเรื่องนี้ในเวยป๋อ สังคมออนไลน์ชื่อดังของจีน พบว่า ผู้ใช้งานหัวเว่ยในเมืองจีน ต่างเข้าไปเรียกร้องและแสดงความคิดเห็นจำนวนมากในเวยป๋อทางการของหัวเว่ย และของซีอีโอ ยวี๋เฉิงตง โดยส่วนใหญ่เรียกร้องให้มีการเรียกสินค้าคืน พร้อมชดเชย เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
สำหรับที่เมืองไทย ทางทีมงานผู้จัดการออนไลน์ ได้นำเสนอข่าวก่อนหน้านี้แล้วว่า ผู้ใช้งานหัวเว่ย Mate 9 ในไทย จะรวมตัวกันยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. สำนักงานใหญ่แจ้งวัฒนะ ในวันพุธที่ 26 เมษายน แต่ล่าสุดในช่วงเช้าของวันที่ 25 เม.ย. ทางหัวเว่ยประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยสรุปสั้นๆได้ว่า “UFS 2.1 และ UFS 2.0 มีประสิทธิภาพเท่ากัน รวมถึงทางบริษัทขอยืนยันว่า ทั้งในซีรี่ย์ P10 และ Mate 9 ต่างใช้หน่วยความจำสำรอง แรม LPDDR4”
หลังจากแถลงการณ์ของหัวเว่ยประเทศไทยออกมา ดูเหมือนว่าเหตุการณ์กลับร้ายแรงกว่าเดิม ไม่ต่างจากคราวที่หัวเว่ยจีน และ ยวี๋เฉิงตง ออกมาแถลงผ่านเวยป๋อ เพราะถ้อยคำแถลงของหัวเว่ยประเทศไทย กล่าวอ้างว่า UFS 2.1 และ UFS 2.0 มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน ซึ่งชาวเน็ตไทยต่างพากันกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "มองอย่างชาวบ้านตาสีตาสายังดูออกเลยว่า มันไม่มีทางที่จะมีประสิทธิภาพเท่ากัน ถ้าเท่ากัน เขาจะออกมาตรฐาน 2.1 มาทำไม?"
ด้าน นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีการร้องเรียนจากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหัวเว่ย เกี่ยวกับหน่วยความจำของหัวเว่ย รุ่น Mate 9 และ P 10 สเปกไม่ตรงกับที่วางจำหน่าย เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ว่า "โดยอำนาจของ กสทช.มีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะคลื่นความถี่ที่ตัวเครื่องส่งสัญญาณ ซึ่งจะมีการเช็กกับแลปในต่างประเทศว่า การส่งสัญญาณของเครื่องตรงตามที่ระบุว่า ในใบขออนุญาตหรือไม่ โดยการตรวจสอบก็เพื่อไม่ให้คลื่นความถี่รบกวนกัน โดยในกรณีดังกล่าว หากผู้บริโภคไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ถือเป็นสิทธิของผู้บริโภค โดยแนวทางของ สคบ.ก็จะเชิญตัวแทนของสำนักงาน กสทช.ไปให้ข้อมูล"
ทั้งนี้ ทางเว็บไซต์ Techxcite.com ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานหน่วยความจำหลัก UFS EMMC และ หน่วยความจำสำรอง LPDDR4 LPDDR3 อย่างน่าสนใจ ดังนี้
ปัจจุบันหน่วยความจำหลัก หรือรอม บนสมาร์ทโฟน ใช้อยู่ 2 ประเภทหลัก คือ eMMC และ UFS โดย eMMC รุ่นปัจจุบันคือ eMMC 5.1 เปิดตัวเมื่อปี 2015 มีความเร็วโดยเฉลี่ยที่ 250/125MBps (ความเร็วอ่านและเขียน) ส่วน UFS 2.0 เปิดตัวก่อนหน้า eMMC5.1 หนึ่งปี แต่ทำความเร็วได้ดีกว่า โดยความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 350/150MBps
eMMC และ UFS แตกต่างกันหลักๆคือ eMMC จะทำงานได้อย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละครั้ง กล่าวคือ ถ้าจะเขียนข้อมูลก็ต้องเขียนให้เสร็จก่อน ถึงจะอ่านได้ แต่ UFS สามารถอ่านและเขียนได้พร้อมกัน ซึ่ง UFS ได้พัฒนามาจนถึงรุ่น 2.1 ความเร็วในการอ่านสามารถพุ่งสูงถึง 700-800 MBps แตกต่างจาก UFS 2.0 ชัดเจน
สำหรับหน่วยความจำสำรอง หรือ แรม Techxcite อธิบายเพิ่มเติมว่า LPDDR4 และ LPDDR3 เป็นมาตรฐานของแรมที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยมีประสิทธิภาพแตกต่างกันอย่างชัดเจน LPDDR4 นั้นจะมีความเร็วกว่าตัว LPDDR3 ถึง 50% และประหยัดพลังงานกว่าด้วยถึง 40% ทีเดียว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์จีนประสบกับปัญหากับกระแสเชิงลบทั่วโลกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทย เพราะก่อนหน้านี้ “ไป๋ตู้ Baidu” ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในจีน แต่มาตกม้าตายที่ไทย ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หัวเว่ย จะก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร จะพลิกวิกฤติให้กลับมาเป็นโอกาส หรือจะต้องดับจนยากจะกอบกู้ เหมือนที่หลายคนยังมองไป๋ตู้ ทำให้คอมพิวเตอร์เสียหายจนถึงทุกวันนี้


