โดย พชร ธนภัทรกุล
清明 เช็งเม้ง
割肉奉君盡丹心, ข้าเฉือนเนื้อให้ท่านด้วยใจภัก
但願主公常清明, เพียงหวังจักเห็นท่านมั่นเช็งเม้ง
柳下作鬼終不見, ใต้หลิ่วนี้เป็นผีมิอาจเห็น
強似伴君作諫臣, เสมือนเป็นขุนนางคอยพร่ำเตือน
倘若主公心有我, หากในใจท่านนี้ยังมีข้า
憶我之時常自省, ขอท่านกล้าเตือนตัวเองแทนคิดถึง
臣在九泉心無愧, อยู่เมืองผีไม่อายใจเรื่องที่พึง
勤政清明復清明。 มีเพียรจึ่งมีเช็งเม้งและเช็งเม้ง
介子推 เจี้ยจื่อทุย
กวีนิพนธ์จีนบทนี้มีอายุกว่า ๒,๖๐๐ ปีแล้ว คนประพันธ์ชื่อ เจี้ยจื่อทุย (介子推) ผมไม่ถอดความคำเช็งเม้ง (清明) 3 คำที่ปรากฏอยู่ในวรรคที่สองและวรรคสุดท้าย ยังคงคำเดิมไว้ เพื่อให้เห็นถึงอารมณ์ของกวีที่เล่นคำนี้ เลยจำเป็นต้องอธิบายความหมายของ “เช็งเม้ง” ทั้ง 3 คำดังนี้
เช็งเม้งคำแรก กวีเจตนาพูดถึงการใช้สติ การรู้จักยับยั้งชั่งใจและความเยือกเย็นสุขุม
เช็งเม้งคำที่สอง กวีบอกถึงหลักการครองเมืองว่า ต้องยึดหลักนิติธรรม มีความเที่ยงธรรมและมีระเบียบขั้นตอนที่ตรวจสอบได้ พูดง่ายๆคือต้องโปร่งใสและยุติธรรม
เช็งเม้งคำสุดท้าย กวีพูดตอกย้ำถึงความกระจ่างแจ้งและโปร่งใสในทุกเรื่องที่ผู้มีอำนาจปกครองคิดและทำ
ปัจจุบัน คำว่า เช็งเม้ง มี 4 ความหมาย คือ
1. ปลอดโปร่ง แจ่มใส เช่น ท้องฟ้าปลอดโปร่งในคืนเดือนหงาย (月夜清明)
2. สติสัมปชัญญะ เช่น มีสติรู้ตัวดี (神志清明)
3. การเมืองโปร่งใส มีนิติธรรม เช่น บ้านเมืองมีความยุติธรรมและโปร่งใส (天下清明)
4. เป็นชื่อ 1 ใน 24 คาบฤดู (二十四節氣之一) อยู่ระหว่างวันที่ 4-6 เมษายนของทุกปี เช็งเม้งที่กำลังพูดถึง ก็คือวันนี้แหละ
เอาละ เรากลับมาที่ ที่มาที่ไปของกวีนิพนธ์บทนี้กันต่อ ... เรื่องราวมีว่า เมื่อ 657 ปีก่อนคริสตกาล นางหลีจี (驪姬) เป็นที่โปรดปรานของเจ้าผู้ครองแคว้นจิ้น คือจิ้นเสี้ยนกง (晉獻公) มาก นางจึงคิดการใหญ่อยากให้ลูกชายตัวเอง คือ ซีฉี (奚齊) ได้เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นต่อจากจิ้นเสี้ยนกง วางแผนฆ่าเซินเซิน (申生) ผู้เป็นทายาท และเป็นพี่ชายคนโตพ่อเดียวกันแต่คนละแม่ของจีฉงเอ่อร์ (姬重耳)
เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น จีฉงเอ่อร์จึงตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ต้องหนีตายโดยมีผู้จงรักภักดีติดตามไปด้วยจำนวนหนึ่ง เจี้ยจื่อทุยก็อยู่ในนั้นด้วย ทั้งหมดหนีมาถึงป่าเขาในเขตแคว้นเว่ย เสบียงที่เอามาด้วยก็หมดพอดี เจี้ยจื่อทุยทนเห็นเจ้านายหิวอดไม่ไหว ตัดสินในเฉือนเนื้อต้นขาตัวเองให้จีฉงเอ่อร์กิน
หลังจากร่อนเร่อยู่ถึง 19 ปี จีฉงเอ่อร์ก็กลับมามีอำนาจ ได้เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นจิ้นนามว่า จิ้นเหวินกง (晉文公) จึงทุกคนที่ร่วมตกระกำลำบากกันมาด้วยกัน ต่างได้รับการตอบแทนความดีความชอบโดยถ้วนหน้า ยกเว้นเจี้ยจื่อทุยคนเดียวที่จีฉงเอ่อร์ลืมเสียสนิท เจี้ยจื่อทุยรู้สึกรังเกียจผู้คนที่อยู่รอบตัวจิ้นเหวินกง ที่ต่างฉกฉวยหาประโยชน์ลาภยศสรรเสริญโดยอ้างคุณงามความดี และรู้สึกผิดหวังมากที่จิ้นเหวินกงพลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย โดยมองข้ามคนอย่างเขาที่ประกาศตัวไม่ใฝ่ในลาภยศสรรเสริญ จึงตัดสินใจพาแม่ผู้ชรากลับบ้านเกิด ไปอยู่บนเขาเหมียนซาน (綿山) ก่อนไปได้เขียนหนังสือทิ้งไว้เตือนสติจิ้นเหวินกงว่า
“มีมังกรผู้องอาจ จักสูญถ้ำที่อยู่ ร่อนเร่ไปทั่วใต้หล้า มีงูใหญ่ตามเคียงข้าง บัดนี้มังกรได้คืนถ้ำ กลับสู่วังของตน งูใหญ่ที่ทุ่มเทแรงใจให้ กลับไม่ได้แม้แต่ฝนชะโลมกาย” (有龍矯矯,將失其所。有蛇從之,周流天下。龍既入深淵,得其安所;蛇脂盡幹,獨不得甘雨。)
ต่อมามีคนเขียนหนังสือไปปิดไว้หน้าประตูวังว่า
“มังกรอยากขึ้นไปบนฟ้า มีงูใหญ่ห้าตัวคอยช่วย มังกรขึ้นฟ้าไปแล้ว งูใหญ่สี่ตัวต่างได้ที่ทางของตน แต่มีงูใหญ่ตัวหนึ่ง กลับไม่มีที่จะไป” (龍欲上天,五蛇為輔。龍已飛雲,四蛇各入其宇,一蛇獨怨,終不見其所。)
จิ้นเหวินกงจึงฉุกนึกถึงเรื่องที่เจี้ยจื่อทุยเฉือนเนื้อให้ตัวเองกินได้ พอรู้ว่าเจี้ยจื่อทุยอยู่ที่เขาเหมียน (綿山) จึงนำกำลังคนออกตามหา แต่หายังไงก็หาไม่เจอ จึงมีคนเสนอให้จุดไฟเผาป่า โดยเปิดทางหนีไฟไว้ เพื่อบีบให้เจี้ยจื่อทุยออกมา
จิ้นเหวินกงเกิดเชื่อความเห็นที่สุดแสนจะสิ้นคิดนี้ สั่งจุดไฟเผาป่า หวังบีบให้เจี้ยจื่อทุยออกมา แต่เขาคิดผิด เจี้ยจื่อทุยตัดสินใจยอมตายในกองไฟป่า ดีกว่าจะออกมาพบและต้องเป็นข้ารับใช้คนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเฉือนเนื้อตัวเองย่างให้กิน แต่บัดนี้เขาคนนี้กลับลืมผู้มีพระคุณ พาตัวจมอยู่กับพวกสอพอ และสิ่งที่จิ้นเหวินกงพบคือ ศพของเจี้ยจื่อทุยที่ถูกเผาดำเป็นตอตะโกอยู่ใต้ต้นหลิ่ว พร้อมเศษเสื้อผ้าที่มีบทกวีนิพนธ์ (ที่กล่าวถึงข้างต้น) เขียนอยู่บนนั้น
จิ้นเหวินกงเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น และเพื่อเป็นการรำลึกถึงเจี้ยจื่อทุย จึงสั่งห้ามทุกคนก่อไฟหุงต้มอาหารในวันที่เจี้ยจื่อทุยเสียชีวิต ให้ทุกคนกินแต่ของแห้งของเย็น เช่น ลูกพลับแห้ง ขนมโก๋ ข้าวเหนียวตุ้บตั้บ และวันนี้คือที่มาของเทศกาล “กินของเย็น” หรือวันหันสือ (寒食節) ถัดไปอีกเพียงวันสองวันก็เป็นวันเช็งเม้ง
ปีถัดมาจิ้นเหวินกงขึ้นเขาไปเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของเจี้ยจื่อทุย พบต้นหลิ่วที่เคยถูกเผา ได้แตกกิ่งผลิใบใหม่อีกครั้ง เขาจึงสั่งตัดกิ่งใหญ่มาทำเกี๊ยะ และทุกครั้งที่เขามองดูเกี๊ยะไม้คู่นี้ ก็มักรำพันว่า “เศร้าหนอ ใต้เท้า” (悲哉足下) เชื่อกันว่าคำ “ใต้เท้า” (足下 จู๋เซี่ย-เสียงจีนกลาง) ที่ผู้น้อยใช้เรียกผู้ใหญ่ด้วยความเคารพนบนอบ ก็มาจากเรื่องนี้ เขายังหักกิ่งหลิ่ว มาขัดเป็นวงกลมสวมบนศีรษะ เรียก ชิงหมิงหลิ่ว (清明柳)
เนื่องจากวันเช็งเม้ง (清明節) อยู่ถัดจากวันหันสือแค่วันสองวัน ชาวจีนสมัยนั้นจึงมักไม่แยกสองวันนี้กันเคร่งครัดนัก ในบางสมัย มีการจัดกิจกรรมวันหันสือกับวันเช็งเม้งต่อเนื่องกันถึง ๑๐๐ วัน จนถึงสมัยสามก๊ก โจโฉจึงได้กำหนดให้เหลือเพียงวันเช็งเม้งวันเดียว
ครั้นถึงสมัยราชอาณาจักรถัง ก็ได้ฟื้นฟูวันหันสือขึ้นอีกครั้ง โดยให้ดับไฟทุกกองก่อนวันเช็งเม้ง ๓ วัน และอนุญาตให้เริ่มก่อไฟได้อีกครั้งในวันเช็งเม้ง และเรียกไฟที่ก่อในวันนี้ว่า “ไฟเช็งเม้ง” (清明火) โดยมีการจัดแข่งขันสีไม้ก่อไฟ และจะนำไฟกองแรกขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งจะพระราชทานกลับลงมาเพื่อจุดต่อๆกันไปทั่วทั้งประเทศ ผู้ที่ก่อไฟติดกองแรก จะได้รับพระราชทานรางวัลอย่างงาม พิธีรับพระราชทาน “ไฟเช็งเม้ง” ถือเป็นราชพิธีสำคัญพิธีหนึ่งในสมัยนั้น กวีเอกอย่างเหวยจวง (韦庄) ต้องจับพู่กันเขียนถึง “ไฟเช็งเม้ง” ว่า
“寒食花开千树雪,วันหันสือผ่านไป บุปผาบานสะพรั่ง หิมะบนพันไม้
清明火出万家烟。ไฟเช็งเม้งมาถึง นับหมื่นบ้าน มีควันโขมง”
เดือนปีผันผ่าน วัน “หันสือ” และ “ไฟเช็งเม้ง” ค่อยๆเลือนหายไป จนทุกวันนี้คนจีนเองก็มีน้อยคนที่รู้ว่า ในอดีตเคยมีเทศกาล “หันสือ” และ “ไฟเช็งเม้ง คงเหลือเพียงวัน “เช็งเม้ง” เท่านั้น


