'วัฒนธรรมการเมืองจีน' ในวันนี้ คือ ผลต่อเนื่องจากระบบจักรพรรดิในสมัยโบราณและปรัชญาขงจื่อ ซึ่งภายหลังถูกเขย่าผสมกับลัทธิสังคมนิยมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้ความผันแปร ผู้นำจีนแต่ละรุ่นได้กลั่นกรองและสร้างสรรค์ชุดภูมิปัญญาที่แตกต่างกันออกไป เกิดเป็น 'มรดก' ถ่ายโอนให้ตัวแทนรุ่นหลังสานต่อ เพื่อเป็นรากฐานพัฒนาการไปสู่จุดหมายอันยิ่งใหญ่ ทว่า ผู้นำรุ่นปัจจุบันต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ภายหลังการรับ 'มรดก' ที่ไม่เป็นเอกภาพ อันอาจส่งผลต่อการพัฒนาประเทศตามเจตนารมย์ที่ได้ประกาศไว้
สมัยโบราณระบบจักรพรรดิ มุ่งสร้างความชอบธรรมให้ผู้ปกครอง ในฐานะ “โอรสแห่งสวรรค์” (天子) กอปรกับลักษณะการเมืองแบบลำดับชั้นพีระมิด (hierarchical) ในระบบขงจื้อ กำหนดความอาวุโสจากบทบาททางสังคม เช่น ขุนนางต้องภักดีองค์ราชา ลูกต้องกตัญญูพ่อ ภรรยาต้องเคารพสามี ตลอดจนการเน้นอุดมการณ์ทางจริยธรรมผ่านระบบการศึกษา การฝึกระเบียบวินัยอันเข้มงวด และความสูงส่งของบุคคลที่มีความซื่อตรงจากภายใน หรือ “อริยมนุษย์” (圣人) เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญต่อ “วัฒนธรรมการเมืองจีน” ตราบจนถึงปัจจุบัน
"ประชาชนจงเจริญหมื่นปี" (人民万岁!) "มีเพียงประชาชนเท่านั้นที่เป็นพลังขับเคลื่อนประวัติศาสตร์โลก" (人民,只有人民,才是创造世界历史的动力) สองประโยคทองที่ เหมา เจ๋อตง (毛泽东) เคยลั่นวาจาไว้เมื่อครั้งประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2492 ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน ภายหลังโค่นล้ม 'ภูเขา 3 ลูก' ซึ่งได้แก่ ศักดินานิยม ทุนนิยมขุนนาง และจักรพรรดินิยม ท่านประธานฯก็ได้สถาปนาระบอบ ‘เผด็จการประชาธิปไตยประชาชน' (人民民主专政 หรือ the People’s Democratic Dictatorship)ขึ้นแทนที่
นับแต่นั้นมา พรรคคอมมิวนิสต์จีน (中国共产党) ได้นำประชาชนเดินทางอย่างคดเคี้ยว เพื่อสร้างสรรค์ระบอบการปกครองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี มีประชากรมากกว่า 1ใน4 ของโลก และมีอาณาเขตกว้างใหญ่ถึง 1 ใน 15 ของพื้นพิภพ

ช่วงฟื้นฟูบูรณะประเทศกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 1 เหมา เจ๋อตง ประธานแห่งรัฐ (国家主席 หรือ Chairman of State) ได้แสดงเกียรติภูมิผ่าน"สมรภูมิ"ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ กำจัดอิทธิพลศักดินาในสังคมชนบทผ่านการปฏิรูปที่ดินและการยึดกรรมสิทธิ์ปัจจัยการผลิตมาเป็นของรัฐบาล สร้างสรรค์เสรีภาพและความยุติธรรมในสังคมผ่านการออกกฎหมายแต่งงานอย่างอิสระ ส่งเสริมบรรยากาศประชาธิปไตยผ่านโครงการ ‘รณรงค์ร้อยบุปผา’ (百花运动 หรือ Hundred Flowers campaign) ปลูกฝังแนวคิดสังคมนิยมให้กับประชาชน พร้อมกับปฏิรูปความคิดของปัญญาชนผ่านการชำระความรู้ในสถานศึกษา และการจัดตั้งองค์กรมวลชน เช่น สันนิบาตยุวชนประชาธิปไตยใหม่ สหพันธ์สตรีประชาธิปไตยแห่งประเทศจีน สหพันธ์สหภาพการค้าแห่งประเทศจีน ฯลฯ
ช่วงก้าวกระโดดกับแผนพัฒนาพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 2 ประธานเหมา เสนอนโยบายสร้างสรรค์สังคมนิยม ที่เรียกว่า ‘ธงแดง 3 ผืน’ (三面旗 หรือ Three Red Banners) ซึ่งประกอบด้วยการให้ความสำคัญแก่ภาคเกษตรกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ด้วยหลักการสองขาก้าวเดิน (两条腿 走路หรือ Walking on two legs) การมุ่งเน้นพัฒนากำลังการผลิตให้ทะยานไปข้างหน้า ด้วยอัตราเร็วสูงสุด ด้วยนโยบาย ‘ก้าวกระโดดไกล’ (大跃进 หรือ Great Leap Forward) และการสร้างคอมมูนประชาชน (人民公社หรือ People’s Commune) ด้วย‘ระบบจับจ่ายโดยไม่คิดมูลค่า’ ซึ่งกำหนดให้ประชาชนในคอมมูนนำแต้มสะสมภารกิจมาแลกกับเครื่องอุปโภคบริโภค โดยมีหน่วยงานปกครองท้องถิ่นเป็นผู้กำกับดูแล
ทั้งนี้ นอกจากภัยธรรมชาติซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของวิกฤติขาดแคลนอาหารแล้ว การที่พรรคฯ มุ่งใช้ระบบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จ และระบบกรรมสิทธิ์ส่วนรวมเพียงแบบแผนเดียวในการควบคุมโครงสร้างการผลิตทั่วประเทศที่ซับซ้อน ขณะที่ระบบบริหารภายในประเทศยังล้าหลัง กอปรกับระดับการศึกษาที่ต่ำนั้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บางส่วนฉ้อราษฏร์บังหลวง ประชาชนขาดแรงจูงใจในการทำงาน เกิดการปล้นสะดมยุ้งฉางของทางการในบางพื้นที่
แม้ว่า เหมา เจ๋อตง จะแสดงความรับผิดชอบต่อการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานแห่งรัฐ ในปี 2502 โดยให้หลิว เส้าฉี (刘少奇) รองประธานแห่งรัฐดำรงตำแหน่งแทน แต่มาตรการกระตุ้นการผลิตหลายประการของเติ้ง เสี่ยวผิง (邓小平) เลขาธิการพรรคฯ ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 3 กลับถูกอดีตประธานแห่งรัฐมองว่า เป็นผู้ทรยศอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ โดยอ้างว่าดำเนินนโยบายโอนเอียงไปทางทุนนิยม ซึ่งนำไปสู่การจุดชนวนให้กลุ่ม ‘ผู้พิทักษ์แดง’ และ ‘มวลชนปฏิวัติ’ ก่อการยึดอำนาจ ขับไล่ เติ้ง เสี่ยวผิง ออกจากศูนย์กลางอำนาจ ปลดข้าราชการออกจากหน่วยงาน และบีบให้ผู้นำพรรคฯหลายคนปลิดชีพตนเอง ทั้งนี้ ความตึงเครียดได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อ โจว เอินไหล (周恩来) นายกรัฐมนตรีป่วยล้มหมอนนอนเสื่อและ เหมา เจ๋อตง เข้าสู่วัยชราภาพ เติ้ง เสี่ยวผิง จึงได้กลับมารับตำแหน่งตำแหน่งรองนายกฯ

ดร.แฮรี่ ฮาร์ดดิ้ง (Harry Harding) นักวิชาการด้านการเมืองการปกครองชาวอเมริกัน เคยวิเคราะห์ไว้ว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังแตกขบวนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) พวกเคร่งคัมภีร์ เน้นอุดมการณ์ดั้งเดิมและการปฏิวัติ เชื่อมั่นในวิธีปลุกระดมมวลชนเพื่อนำไปสู่สังคมที่เท่าเทียม ผู้นำกลุ่มนี้ ได้แก่ แก๊ง 4 คน (四人帮 หรือ Gang of Four) ประกอบด้วยนางเจียง ชิง (江青) จาง ชุนเฉียว (张春桥) เหยา เหวินหยวน (姚文元) หวาง หงเหวิน (王洪文) 2) พวกปฏิบัติ มุ่งพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ผู้นำกลุ่มนี้ ได้แก่ เติ้ง เสี่ยวผิง หลี่ เซียนเนี่ยน (李先念) เฉิน หยุน (陈云) และ 3) พวกยืนกลาง มิได้เข้าร่วมกับกลุ่มใดชัดเจน เช่น หวา กั๋วเฟิง (华国锋) ขณะที่ เหมา เจ๋อตง และโจว เอินไหล เล่นบทบาทเป็นผู้ประสานอำนาจ

ความขัดแย้งทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อแก๊ง 4 คนส่งกำลังทหารเข้าจับกุมผู้ประท้วงการสั่งเก็บพวงหรีดไว้อาลัยการถึงแก่กรรมของ โจว เอินไหล ในเดือนม.ค. 2519 โดยกล่าวหาว่า เติ้ง เสี่ยวผิง เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นำไปสู่การถูกปลดออกจากตำแหน่งรองนายกฯ และตำแหน่งอื่นๆ ในพรรค พร้อมทั้งแต่งตั้ง หวา กั๋วเฟิง ขึ้นเป็นนายกฯ คนใหม่ ทว่า แก๊ง 4 คน กลับถูกจับตาโดยหวา กั๋วเฟิง ภายใต้การสนับสนุนจากพวกนักปฎิบัติและกองทัพ ภายหลังการถึงแก่กรรมของประธานเหมา เจ๋อตง เพียง 1 เดือน อันถือเป็นการปิดฉาก 'ยุคการเมืองมหาบุรุษ' (伟人时代) ของผู้นำรุ่นแรก

เห็นได้ว่า ผู้นำจีนรุ่นแรกยังคงสืบทอดวัฒนธรรมการเมืองจีนแต่โบราณ ที่มอบอำนาจคัดสรรทายาททางการเมืองให้กับประมุข ทั้งยังถือว่านักปฏิวัติทุกคนต้องรับใช้ประเทศชาติตราบจนชีวาวาย เช่นเดียวกับจักรพรรดิจีนราชวงศ์ต่างๆ ที่หากไม่ถูกโค่นล้มราชบัลลังก์โดยอริราชศัตรูเสียก่อน ก็จะทรงครองราชย์อยู่จนสิ้นพระชนม์ มิพักรวมถึงการยกย่องบูชา เหมา เจ๋อตง ในลักษณะกึ่งศาสดา ตลอดจนการปลุกกระแสแนวร่วม 'ซ้ายจัด' และหยิบยืม 'การปฏิวัติวัฒนธรรมกรรมาชีพอันยิ่งใหญ่' (文化大革命 หรือ The Great Proletarian Cultural Revolution) มาเป็นเครื่องมือกำจัด ‘สัตว์ร้ายหรือผีร้าย’ อันได้แก่ 'ลัทธิแก้' (พวกเอียงขวา) หรือ 'ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค' ด้วยวิธีการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุนี้ ศ.ดร.ลูเชี่ยน ดับเบิ้ลยู. พาย (Lucian W. Pye) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองจีน ชาวอเมริกัน จึงลงความเห็นว่า ความจงรักภักดีต่อประมุขสูงสุดแห่งอาณาจักร ระบบการปกครองแบบรวมอำนาจที่ศูนย์กลาง ระบบอภิสิทธิ์ชนที่สมมุติให้เป็นแบบอย่างทางจริยธรรม และความห่างเหินระหว่าง"บัลลังก์มังกร"กับ"คนเดินตรอก" เหล่านี้ล้วนเป็นผลสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของ กฎุมพี มิได้มีกลิ่น "เหงื่อ" ของชนชั้นกรรมาชีพ การสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์จีนขึ้นมา นั้นไม่ต่างอะไรกับการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระยะแรกนั้นความสำคัญขององค์กรมวลชนซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นช่องทางเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้นำประเทศกับประชาชน วางอยู่บนโครงสร้างอันแข็งแกร่งของพรรคฯ กองทัพ และรัฐบาล
สมัยโบราณระบบจักรพรรดิ มุ่งสร้างความชอบธรรมให้ผู้ปกครอง ในฐานะ “โอรสแห่งสวรรค์” (天子) กอปรกับลักษณะการเมืองแบบลำดับชั้นพีระมิด (hierarchical) ในระบบขงจื้อ กำหนดความอาวุโสจากบทบาททางสังคม เช่น ขุนนางต้องภักดีองค์ราชา ลูกต้องกตัญญูพ่อ ภรรยาต้องเคารพสามี ตลอดจนการเน้นอุดมการณ์ทางจริยธรรมผ่านระบบการศึกษา การฝึกระเบียบวินัยอันเข้มงวด และความสูงส่งของบุคคลที่มีความซื่อตรงจากภายใน หรือ “อริยมนุษย์” (圣人) เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญต่อ “วัฒนธรรมการเมืองจีน” ตราบจนถึงปัจจุบัน
"ประชาชนจงเจริญหมื่นปี" (人民万岁!) "มีเพียงประชาชนเท่านั้นที่เป็นพลังขับเคลื่อนประวัติศาสตร์โลก" (人民,只有人民,才是创造世界历史的动力) สองประโยคทองที่ เหมา เจ๋อตง (毛泽东) เคยลั่นวาจาไว้เมื่อครั้งประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2492 ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน ภายหลังโค่นล้ม 'ภูเขา 3 ลูก' ซึ่งได้แก่ ศักดินานิยม ทุนนิยมขุนนาง และจักรพรรดินิยม ท่านประธานฯก็ได้สถาปนาระบอบ ‘เผด็จการประชาธิปไตยประชาชน' (人民民主专政 หรือ the People’s Democratic Dictatorship)ขึ้นแทนที่
นับแต่นั้นมา พรรคคอมมิวนิสต์จีน (中国共产党) ได้นำประชาชนเดินทางอย่างคดเคี้ยว เพื่อสร้างสรรค์ระบอบการปกครองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี มีประชากรมากกว่า 1ใน4 ของโลก และมีอาณาเขตกว้างใหญ่ถึง 1 ใน 15 ของพื้นพิภพ
ช่วงฟื้นฟูบูรณะประเทศกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 1 เหมา เจ๋อตง ประธานแห่งรัฐ (国家主席 หรือ Chairman of State) ได้แสดงเกียรติภูมิผ่าน"สมรภูมิ"ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ กำจัดอิทธิพลศักดินาในสังคมชนบทผ่านการปฏิรูปที่ดินและการยึดกรรมสิทธิ์ปัจจัยการผลิตมาเป็นของรัฐบาล สร้างสรรค์เสรีภาพและความยุติธรรมในสังคมผ่านการออกกฎหมายแต่งงานอย่างอิสระ ส่งเสริมบรรยากาศประชาธิปไตยผ่านโครงการ ‘รณรงค์ร้อยบุปผา’ (百花运动 หรือ Hundred Flowers campaign) ปลูกฝังแนวคิดสังคมนิยมให้กับประชาชน พร้อมกับปฏิรูปความคิดของปัญญาชนผ่านการชำระความรู้ในสถานศึกษา และการจัดตั้งองค์กรมวลชน เช่น สันนิบาตยุวชนประชาธิปไตยใหม่ สหพันธ์สตรีประชาธิปไตยแห่งประเทศจีน สหพันธ์สหภาพการค้าแห่งประเทศจีน ฯลฯ
ช่วงก้าวกระโดดกับแผนพัฒนาพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 2 ประธานเหมา เสนอนโยบายสร้างสรรค์สังคมนิยม ที่เรียกว่า ‘ธงแดง 3 ผืน’ (三面旗 หรือ Three Red Banners) ซึ่งประกอบด้วยการให้ความสำคัญแก่ภาคเกษตรกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ด้วยหลักการสองขาก้าวเดิน (两条腿 走路หรือ Walking on two legs) การมุ่งเน้นพัฒนากำลังการผลิตให้ทะยานไปข้างหน้า ด้วยอัตราเร็วสูงสุด ด้วยนโยบาย ‘ก้าวกระโดดไกล’ (大跃进 หรือ Great Leap Forward) และการสร้างคอมมูนประชาชน (人民公社หรือ People’s Commune) ด้วย‘ระบบจับจ่ายโดยไม่คิดมูลค่า’ ซึ่งกำหนดให้ประชาชนในคอมมูนนำแต้มสะสมภารกิจมาแลกกับเครื่องอุปโภคบริโภค โดยมีหน่วยงานปกครองท้องถิ่นเป็นผู้กำกับดูแล
ทั้งนี้ นอกจากภัยธรรมชาติซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของวิกฤติขาดแคลนอาหารแล้ว การที่พรรคฯ มุ่งใช้ระบบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จ และระบบกรรมสิทธิ์ส่วนรวมเพียงแบบแผนเดียวในการควบคุมโครงสร้างการผลิตทั่วประเทศที่ซับซ้อน ขณะที่ระบบบริหารภายในประเทศยังล้าหลัง กอปรกับระดับการศึกษาที่ต่ำนั้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บางส่วนฉ้อราษฏร์บังหลวง ประชาชนขาดแรงจูงใจในการทำงาน เกิดการปล้นสะดมยุ้งฉางของทางการในบางพื้นที่
แม้ว่า เหมา เจ๋อตง จะแสดงความรับผิดชอบต่อการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานแห่งรัฐ ในปี 2502 โดยให้หลิว เส้าฉี (刘少奇) รองประธานแห่งรัฐดำรงตำแหน่งแทน แต่มาตรการกระตุ้นการผลิตหลายประการของเติ้ง เสี่ยวผิง (邓小平) เลขาธิการพรรคฯ ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 3 กลับถูกอดีตประธานแห่งรัฐมองว่า เป็นผู้ทรยศอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ โดยอ้างว่าดำเนินนโยบายโอนเอียงไปทางทุนนิยม ซึ่งนำไปสู่การจุดชนวนให้กลุ่ม ‘ผู้พิทักษ์แดง’ และ ‘มวลชนปฏิวัติ’ ก่อการยึดอำนาจ ขับไล่ เติ้ง เสี่ยวผิง ออกจากศูนย์กลางอำนาจ ปลดข้าราชการออกจากหน่วยงาน และบีบให้ผู้นำพรรคฯหลายคนปลิดชีพตนเอง ทั้งนี้ ความตึงเครียดได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อ โจว เอินไหล (周恩来) นายกรัฐมนตรีป่วยล้มหมอนนอนเสื่อและ เหมา เจ๋อตง เข้าสู่วัยชราภาพ เติ้ง เสี่ยวผิง จึงได้กลับมารับตำแหน่งตำแหน่งรองนายกฯ
ดร.แฮรี่ ฮาร์ดดิ้ง (Harry Harding) นักวิชาการด้านการเมืองการปกครองชาวอเมริกัน เคยวิเคราะห์ไว้ว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังแตกขบวนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) พวกเคร่งคัมภีร์ เน้นอุดมการณ์ดั้งเดิมและการปฏิวัติ เชื่อมั่นในวิธีปลุกระดมมวลชนเพื่อนำไปสู่สังคมที่เท่าเทียม ผู้นำกลุ่มนี้ ได้แก่ แก๊ง 4 คน (四人帮 หรือ Gang of Four) ประกอบด้วยนางเจียง ชิง (江青) จาง ชุนเฉียว (张春桥) เหยา เหวินหยวน (姚文元) หวาง หงเหวิน (王洪文) 2) พวกปฏิบัติ มุ่งพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ผู้นำกลุ่มนี้ ได้แก่ เติ้ง เสี่ยวผิง หลี่ เซียนเนี่ยน (李先念) เฉิน หยุน (陈云) และ 3) พวกยืนกลาง มิได้เข้าร่วมกับกลุ่มใดชัดเจน เช่น หวา กั๋วเฟิง (华国锋) ขณะที่ เหมา เจ๋อตง และโจว เอินไหล เล่นบทบาทเป็นผู้ประสานอำนาจ
ความขัดแย้งทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อแก๊ง 4 คนส่งกำลังทหารเข้าจับกุมผู้ประท้วงการสั่งเก็บพวงหรีดไว้อาลัยการถึงแก่กรรมของ โจว เอินไหล ในเดือนม.ค. 2519 โดยกล่าวหาว่า เติ้ง เสี่ยวผิง เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นำไปสู่การถูกปลดออกจากตำแหน่งรองนายกฯ และตำแหน่งอื่นๆ ในพรรค พร้อมทั้งแต่งตั้ง หวา กั๋วเฟิง ขึ้นเป็นนายกฯ คนใหม่ ทว่า แก๊ง 4 คน กลับถูกจับตาโดยหวา กั๋วเฟิง ภายใต้การสนับสนุนจากพวกนักปฎิบัติและกองทัพ ภายหลังการถึงแก่กรรมของประธานเหมา เจ๋อตง เพียง 1 เดือน อันถือเป็นการปิดฉาก 'ยุคการเมืองมหาบุรุษ' (伟人时代) ของผู้นำรุ่นแรก
เห็นได้ว่า ผู้นำจีนรุ่นแรกยังคงสืบทอดวัฒนธรรมการเมืองจีนแต่โบราณ ที่มอบอำนาจคัดสรรทายาททางการเมืองให้กับประมุข ทั้งยังถือว่านักปฏิวัติทุกคนต้องรับใช้ประเทศชาติตราบจนชีวาวาย เช่นเดียวกับจักรพรรดิจีนราชวงศ์ต่างๆ ที่หากไม่ถูกโค่นล้มราชบัลลังก์โดยอริราชศัตรูเสียก่อน ก็จะทรงครองราชย์อยู่จนสิ้นพระชนม์ มิพักรวมถึงการยกย่องบูชา เหมา เจ๋อตง ในลักษณะกึ่งศาสดา ตลอดจนการปลุกกระแสแนวร่วม 'ซ้ายจัด' และหยิบยืม 'การปฏิวัติวัฒนธรรมกรรมาชีพอันยิ่งใหญ่' (文化大革命 หรือ The Great Proletarian Cultural Revolution) มาเป็นเครื่องมือกำจัด ‘สัตว์ร้ายหรือผีร้าย’ อันได้แก่ 'ลัทธิแก้' (พวกเอียงขวา) หรือ 'ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค' ด้วยวิธีการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุนี้ ศ.ดร.ลูเชี่ยน ดับเบิ้ลยู. พาย (Lucian W. Pye) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองจีน ชาวอเมริกัน จึงลงความเห็นว่า ความจงรักภักดีต่อประมุขสูงสุดแห่งอาณาจักร ระบบการปกครองแบบรวมอำนาจที่ศูนย์กลาง ระบบอภิสิทธิ์ชนที่สมมุติให้เป็นแบบอย่างทางจริยธรรม และความห่างเหินระหว่าง"บัลลังก์มังกร"กับ"คนเดินตรอก" เหล่านี้ล้วนเป็นผลสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของ กฎุมพี มิได้มีกลิ่น "เหงื่อ" ของชนชั้นกรรมาชีพ การสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์จีนขึ้นมา นั้นไม่ต่างอะไรกับการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระยะแรกนั้นความสำคัญขององค์กรมวลชนซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นช่องทางเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้นำประเทศกับประชาชน วางอยู่บนโครงสร้างอันแข็งแกร่งของพรรคฯ กองทัพ และรัฐบาล


