ผู้จัดการออนไลน์ - จีน มหาอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่อย่างยิ่งในหน้าของประวัติศาสตร์โลก เคยรุ่งเรืองมากกว่ามหาอำนาจของตะวันตกในปัจจุบัน ทว่า ในห้วงประวัติศาสตร์อันยาวนาน ท่ามกลางสงครามภายในประเทศที่แทบไม่ได้ขาดสาย ทำให้ประเทศที่มีวิทยาการก้าวหน้าระดับโลกในอดีต ต้องหยุดการพัฒนาตนเองลงไป จนฐานะมหาอำนาจของโลกในอดีต ต้องสะดุดและหยุดลงในห้วงหนึ่งอย่างน่าเสียดาย
ดังที่ในงานสัมมนา 120 ปี ความสัมพันธ์การทูตไทย ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกกับอุษาคเนย์ อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวานิช ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องจีนและภาษาจีน ได้แจกแจงให้เห็นถึงยุคแห่งความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของจีนไว้เป็น 3 ช่วงว่า “จีนเคยรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์ถังเมื่อราว1,300 กว่าปีก่อน คนจีนทั้งหลายเรียกตัวเองว่าเป็นคนถัง (ตึ่งนั๊ง) หรือย่านคนจีนทั้งหลายอย่างไชน่าทาวน์ หรือเยาวราช ในปัจจุบันก็ยังเรียกว่า ถังเหรินเจีย หรือถนนชาวถัง ความรุ่งเรืองในอดีตนั้น แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็จำเป็นต้องมานำวิทยาการต่างๆจากจีนไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถาปัตยกรรม หรือชุดกิโมโนเป็นต้น ยกเว้นแต่ความคิดของลัทธิขงจื่อ (ขงจื๊อ) ที่ญี่ปุ่นไม่ได้นำไป นี่เรียกว่าเป็นช่วงที่ “มังกรใหญ่ ญี่ปุ่นเล็ก”
ทว่า เมื่อข้ามมาในพันปีให้หลัง หลังเข้าสู่ยุคสงครามโลก ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม มุ่งเน้นพัฒนาการทหาร กลับเป็นยุคที่จีนยังคงปิดประเทศ จนกระทั่งถูกต่างๆชาติต่างๆเข้ารุกราน พญามังกรต้องเซ็นสัญญาเพื่อยกดินแดนต่างๆให้กับต่างชาติ ในช่วงเวลานี้เอง ญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาคว้าไต้หวันเข้าไปอยู่ในการยึดครอง เป็นช่วงที่อาจเรียกได้ว่า “ญี่ปุ่นใหญ่ มังกรหงอ”
และแล้ว เมื่อกาลล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน ในระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีจีดีพีมากกว่า 9% มาเกือบ 30 ปี และมีจีดีพีมากกว่า 10% ต่อเนื่องมาถึง 5 ปี ประเด็นนี้ อาจารย์ จุลชีพ ชินวรรโณ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ระบุว่า การลงทุนอย่างมหาศาลในจีนช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะรัฐบาลจีนได้มองไปในอนาคต ไม่เพียงรัฐเอาเงินมาลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ยังได้เปิดรับนักลงทุนจากที่ต่างๆเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนโพ้นทะเล หรือตะวันตก อาทิ โฟล์กสวาเกน ที่เข้ามาลงทุนตั้งแต่ช่วงแรกๆ จนรถแท็กซี่ส่วนใหญ่ในจีนเป็นโฟล์กเกือบทั้งนั้น อเมริกา ญี่ปุ่น ก็ทุ่มการลงทุนไปที่จีนอย่างมโหฬาร นอกจากนั้นจีนยังมีตัวเลขการส่งออกที่มหาศาล จนในปีที่แล้วได้เปรียบดุลการค้าถึง 177,470 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ในยุคนี้ จีนได้กลับมาผงาดอีกครั้ง นอกจากสาเหตุด้านการลงทุน และปัจจัยด้านการผลิตที่ทำให้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “โรงงานโลก” แล้ว การสืบทอดอำนาจทางการเมืองอย่างเป็นระเบียบก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ยุคสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงที่ได้เล็งเห็นว่าจีนจำเป็นต้องมีการสืบทอดอำนาจอย่างเป็นระบบ จากรุ่นที่ 2 มาจนถึงรุ่นที่ 4 และกำลังจะถ่ายทอดไปถึงรุ่นที่ 5 โดย หนึ่งในนั้นคือการกำหนดให้มีการเกษียณอายุของผู้นำ และให้กำหนดการอยู่ในอำนาจสูงสุดได้ไม่เกิน 2 สมัย
แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมา หลายคนต่างเชื่อว่า สหรัฐฯเป็นมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่โลกขาดไม่ได้ ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ สหรัฐฯมีอิทธิพลอย่างสูง ใช้อำนาจผ่านกองทุนไอเอ็มเอฟ ว่าจะให้ความช่วยเหลือประเทศใดเท่าไหร่ อีกทั้งยังเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยไม่มีใครเคยเชื่อว่าค่าเงินดอลลาร์จะตก
ทว่าทุกวันนี้ มหาอำนาจที่ถือเป็นมังกรยักษ์ของโลก เริ่มไม่ได้มีเพียงแต่สหรัฐฯอีกต่อไป เงินดอลลาร์ในรอบปียังคงตกลงอย่างต่อเนื่อง วิกฤตซับไพรม์ ได้กระทบกระเทือนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจอีกหลายประเทศ นอกจากนั้นความล้มเหลวทางการทหารในอิรัก และอาฟกานิสถาน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของอเมริกา ในเวลาเดียวกันนี้ เศรษฐกิจอันร้อนแรงได้ผลักให้จีนขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่หลายคนได้จับตาว่าสักวันจะขึ้นมาเทียบเท่าสหรัฐฯได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จีนจะไปถึงวันนั้น ก็ยังมีปัญหาหลายอย่างที่จีนจำเป็นจะต้องรับมือจากเศรษฐกิจที่โตแบบติดปีกเช่นนี้ อาทิปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมจีนได้ก่อให้เกิดมลพิษขึ้นมากมาย รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความแตกต่างระหว่างชนบทกับเมือง
มังกรกับเบญมาศในอุษาคเนย์
อุษาคเนย์ได้มีการ ติดต่อกับจีนหลายพันปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นมีการติดต่อกับหลายประเทศ เส้นทางแพรไหมเชื่อมจีนสู่โรมัน เรือสินค้าจีนมุ่งมาอาเซียน จากบันทึกของราชทูต ได้มีการพูดถึงอาณาจักรฟูนัน เจนละ ทวารวดี รวมไปถึงการเดินเรือของเจิ้งเหอ
ในปัจจุบัน จีนได้ประกาศนโยบายความมั่นคงใหม่ กล่าวคือไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร แต่มีบริบททางด้านเศรษฐกิจสังคม และเป็นความร่วมมือระหว่างกัน จนทำให้ได้รับการยอมรับในเอเชียอาคเนย์มากขึ้น นอกจากนั้นคือใช้วิธีการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ มีความร่วมมือแบบพหุภาคีกับอาเซียน กำหนดให้มีการเจรจาโดยสันติวิธีในกรณีมีข้อพิพาท
แต่กับประเทศไทย ญี่ปุ่นกลับจัดเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุด โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศส่องออกอันดับ 2 ของไทย และเป็นประเทศที่ไทยได้นำเข้าสินคาเป็นอันดับหนึ่ง จนขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นในด้านของการลงทุน ญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนไทยสูงสุดมาโดยตลอด จนถึงปี2005 ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีคนมาเที่ยวในประเทศไทยเป็นอันดับ 2 มีการลงทุนกว่าครึ่งของประเทศอื่นรวมกัน อีกทั้งเมื่อพิจารณาดูจากจีดีพีแต่ละปีของไทย ก็จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวพันกับการลงทุนญี่ปุ่น
ล่าสุด เอฟทีเอไทยญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า JTEPA ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เซ็นไปและมีผลบังคับเมื่อ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา เพราะการเซ็นสัญญาดังกล่าว มีความแตกต่างจากการเซ็นเอฟทีเอกับจีน ที่เน้นแต่เพียงเรื่องการค้า ในขณะที่การเซ็นกับญี่ปุ่นนั้นครอบคลุมไปถึงเรื่องการบริการ การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองว่า ในอนาคต JTEPA จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในแง่บวกหรือลบอย่างไร และอิทธิพลของจีนกับญี่ปุ่นที่เข้ามาในอุษาคเนย์จะพัฒนาต่อไปในด้านไหน?


