xs
xsm
sm
md
lg

หนุ่มมังกรฆ่าโหด 6 ศพส่งขายเป็น “เมียผี”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ชายอายุ 53 ชาว เมืองหลินจาง มณฑลเหอเป่ย คิดรวยทางลัด ก่อคดีสะเทือนขวัญ จัดหาศพเจ้าสาวออกจำหน่าย จากการฆาตกรรมหญิงสาวไปทั้งสิ้น 6 ราย แต่สุดท้ายไม่รอดเงื้อมมือผู้รักษากฎหมาย

ข่าวรายงานว่า เนื่องจากฝ่ายครอบครัวของผู้เสียชีวิตชายต้องการหาศพหญิงสาวมาให้เป็นคู่กับผู้ตาย และจ่ายค่าตอบแทนในราคาสูง ในท้องถิ่นจึงเกิดอาชีพขายศพเจ้าสาวขึ้น นอกจากนั้นยังมีผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่ศพเจ้าบ่าว-เจ้าสาวที่เรียกว่า “แม่สื่อผี” อีกด้วย ซึ่งประเพณีการหาคู่ให้กับผู้ที่ตายแล้วนั้น เป็นประเพณีดั้งเดิมของจีนในบางพื้นที่ โดยต้วนเสียว์ลู่ หัวหน้าสันติบาลเมืองหลินจาง ให้ความเห็นว่าพีธีดังกล่าวมีส่วนส่งเสริมให้ศพผู้เสียชีวิต กลายเป็นสินค้า จนกระทั่งทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาดังเช่นคดีที่เกิดขึ้น

ผู้ก่อคดีฆ่าหญิงสาว 6 รายซ้อนผู้นี้มีชื่อว่า ซ่งเทียนถัง(宋天堂)โดยในช่วงของการสอบปากคำ เขาได้หัวเราะให้กับชื่อของตัวเอง เนื่องจาก คำว่าซ่งเทียนถัง ในภาษาจีนกลางนั้น มีคำพ้องเสียงที่แปลว่า “ส่งไปสู่สรวงสวรรค์” เขากล่าวว่าการที่เขาฆาตกรรมหญิงสาวทั้ง 6 รายนั้นก็เป็นเพียงการส่งพวกเธอเหล่านั้นไปยังสรวงสวรรค์ก่อนเวลาอันควรเท่านั้นเอง

ซ่งเทียนถังถูกตำรวจเมืองหลินจาง มณฑลเหอเป่ย จับกุมตัวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในบันทึกคำให้การระบุว่า การฆาตกรรมหญิงสาวรายแรกนั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2549 โดยเมื่อเขาพบสตรีท่าทางสติไม่สมประกอบรายหนึ่ง ก็ออกอุบายให้ซ้อนท้ายจักรยานไปบริเวณที่เป็นป่า แล้วจึงทำการบีบคอเหยื่อจนเสียชีวิต หลังจากนั้นจึงนำศพไปห่อถุงพลาสติกซ่อนไว้อย่างมิดชิดภายในบ้านของตนเพื่อรอการจำหน่าย

จากการสืบสวนพบว่า สตรีที่ถูกฆาตกรรม 4 ใน 6 เป็นผู้มีสติไม่สมประกอบทั้งสิ้น ส่วนอีก 2 รายเป็นหญิงต่างถิ่นที่ต้องการมาหางานเป็นแม่บ้าน ซึ่งศพทั้งหมดถูกซ่งเทียนถังขายออกไปยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อนำไปทำเป็น “เมียผี”

“เมียผี” คือคำเรียกการหาศพเจ้าสาวให้กับชายหนุ่มที่เสียชีวิตแล้วแต่ยังไม่ได้แต่งงาน เพื่อที่จะได้ทำให้ชายหนุ่มเหล่านั้นไม่ต้องเดียวดายอยู่ในปรโลก ซึ่งซ่งเทียนถังได้รับค่าจ้างอยู่ในหลักพันหยวนต่อศพ 1 ราย

ประเพณี “แต่งงานในปรโลก”ของชาวเหอเป่ย

หมู่บ้านในชนบททางตอนใต้ของมณฑลเหอเป่ย นั้น ประเพณี “แต่งงานในปรโลก”หรือหาคู่ให้กับญาติที่ตายไปแล้ว ได้ทำสืบทอดกันมายาวนานกว่า 100 ปี ดังเช่น เซินเหวินถัง นั้น บิดามารดาหย่ากันตั้งแต่เขาอายุ 17 ปี หลังจากนั้นบิดาก็ไม่ได้แต่งงานใหม่

ปี2546 มารดาของเซินเหวินถังเสียชีวิต โดยในตอนแรกเขาวางแผนว่าจะนำศพของมารดากลับมาฝังไว้รวมกับบิดา เพื่อให้ทั้ง 2 ได้อยู่ด้วยกันในโลกหน้า แต่หลังจากเจรจากับทางครอบครัวใหม่ของมารดาแล้ว พบว่าเหตุการณ์ไม่ง่ายดายอย่างที่เขาคิด ดังนั้นเขาจึงเกิดความคิดที่จะหา “เมียผี” ให้บิดาเขาสักคน เพื่อที่จะได้ไปคอยปรนนิบัติบิดาเขาในโลกวิญญาณได้

พ่อตาของเซินเหวินถังเล่าว่า เพื่อที่จะทำตามความตั้งใจ เซิน ผู้ซึ่งมีรายได้เพียงปีละไม่กี่พันหยวนจึงได้ไปยืมเงินเพื่อนมาจำนวน 1000 หยวนรวมกับของเดิมเป็นเงิน 3500 หยวนและซื้อศพมาจากซ่งเทียนถัง โดยศพที่ซื้อมามีอายุราว 40 ปี โดยภายหลังค่อยทราบว่าเป็นศพรายแรกที่ซ่งเทียนถังทำการฆาตกรรมเองกับมือ

หลังจากการจำหน่าย “สินค้า” ชิ้นนั้น ซ่งเทียนถังก็เดินเข้าสู้เส้นทาง “ฆ่าคนขายศพ” อย่างเต็มตัว โดยยอมรับว่ากลุ่มลูกค้าของเขานั้นกระจายอยู่ในหมู่บ้านต่างๆของมณฑลเหอเป่ย เหอหนาน และซานซีบางส่วน

สินค้าศพดังกล่าวมีการแยกประเภทเป็น “ศพแห้ง” และ “ศพสด” โดยศพแห้งจะมีราคาไม่กี่ร้อยหยวน ส่วนศพสดใหม่ ที่เพิ่งตาย ถ้ายิ่งอายุยังน้อยและไม่เคยแต่งงานมาก่อนจะยิ่งมีราคาสูงกว่าพันหยวน

เข้าวงการขายศพ

เมืองหลินจาง เป็นเมืองเล็กๆ ที่ทำการเกษตรกรรมปลูกข้าว-ข้าวโพดเป็นหลัก ซึ่งซ่งเทียนถังเองก็ไม่ได้สนใจทำการเกษตรในพื้นที่มาแต่เดิมอยู่แล้ว โดยเขาให้เหตุผลว่าทำงานเพาะปลูกได้เงินน้อยเกินไป

ปีพ.ศ. 2542 ซ่งเทียนถังได้ยินว่ามีคนขายกระดูกคนตายเพื่อไปประกอบพิธีแต่งงานในปรโลกมีรายได้ดี “โครงกระดูกคนคนเดียวราคาตั้ง 8-9 ร้อยหยวน พอๆ กับขายข้าวสัก 500 กิโลเลยทีเดียว” เขากล่าว

ดังนั้นตั้งแต่เดือน กรกฎาคมในปีดังกล่าว ซ่งได้เดินทางไปขุดศพในที่ต่างๆ มาขาย แต่เนื่องจากการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย เขาจึงโดนจับขังคุกที่หลินจางเป็นเวลา 2 ปี แต่หลังจากที่ออกจากคุก เขาก็ยังเดินหน้าขุดศพต่อไป

ต้นปี 2549 ครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านเมืองหลินจางมีหญิงสาวเสียชีวิตด้วยโรคเลือด แต่เธอไม่เคยแต่งงานมาก่อน พี่ชายบุญธรรมของเธอจึงติดต่อซ่งเทียนถัง เพื่อให้หา “สามี” ให้น้องสาวผู้ล่วงลับ ในตอนนั้นซ่งเทียนถังจึงนึกหญิงผู้หนึ่งซึ่งเขารู้จักเมื่อครั้งช่วยหาคู่ให้ลูกชายของเพื่อนในปีก่อนหน้านั้น ซึ่งผู้หญิงคนดังกล่าวคือ “หลี่เฉี่ยวหลิง”

หลี่เฉี่ยวหลิงตอบรับอย่างยินดี ในการที่จะหาสามีให้น้องสาวบุญธรรมผู้ล่วงลับของชายคนหนึ่ง โดยหลังจากนั้น 1 เดือนเธอก็พบครอบครัวที่ลูกชายเสียชีวิต และต้องการจัดงานแต่งงานในปรโลกให้ผู้ตายเช่นกัน โดยครอบครัวฝ่ายชายมอบเงินให้ครอบครัวฝ่ายหญิงถึง 6000 หยวน เงินจำนวนดังกล่าวทำให้ซ่งเทียนถังถึงกับตาลุกวาว

หลังจากนั้นไม่นาน ในคืนก่อนเทศกาลเชงเม้งปี 2549 ซ่งเทียนถังไปทำการขุดศพแห้ง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองอู่อัน มณฑลเหอเป่ย แต่เกือบถูกจับได้ หลังจากนั้นครอบครัวที่เกือบโดนขโมยศพก็ไปป่าวประกาศ ด่าประจานคนขโมยไปหลายวัน ทำให้หลายครอบครัวก็จัดเวรยามตอนกลางคืนเพื่อมาเฝ้าหลุมศพบรรพชนตัวเอง ส่งผลให้กิจการขโมยศพของซ่งเทียนถังเข้าตาจน และนึกถึงการฆ่าคนเอาศพ ขึ้นมา

แม่สื่อจับคู่ทั้งคนเป็นและคนตาย
 
ปกติ แม่สื่อมักจะเป็นผู้กว้างขวางในหมู่บ้าน หลี่เฉี่ยวหลิงก็เช่นกัน ก่อนหน้าที่เธอจะมาเป็น “แม่สื่อผี” ก็เคยเป็นแม่สื่อคนมาก่อน

หลี่เฉี่ยวหลิง เป็นชาวเหอเป่ย ที่ถนัดในการเป็นแม่สื่อแม่ชักให้กับคนในหมู่บ้าน 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้คนแต่งงานกันมาแล้วถึง 30-40 คู่ แต่แม้ว่าเธอจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ก็มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อย นอกจากปลูกข้าว ข้าวโพดแล้ว บ้านของหลี่ยังปลูกพืชเศรษฐกิจจำพวกถั่วลิสง ฝ้ายและกระเทียมด้วย นอกจากนี้ยังมีแผงขายผลไม้ ดังนั้นบ้านตระกูลหลี่จึงสามารถสร้างฐานะ มีบ้าน 3 ชั้นซึ่งไม่ได้พบเห็นง่ายๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้

หลี่เฉี่ยวหลิงเอง กลายเป็น “แม่สื่อผี” ได้ก็เนื่องจากเข้ามาช่วยซ่งเทียนถังหาคู่ให้กับหญิงสาวที่ป่วยตายครั้งนั้นนั่นเอง

ในครั้งแรก เธอลังเลอยู่บ้างเมื่อรู้ว่าเป็นการหาคู่ให้คนตาย และสุดท้ายเธอก็ตกลงทำ และได้รับค่าตอบแทนเมื่องานสำเร็จเป็นจำนวน 1000 หยวน ซึ่งนอกจากหลี่เฉี่ยวหลิงแล้ว ยังมี หลิวซู ซึ่งเป็นแม่สื่อที่ผันตัวมาทำงาน “แม่สื่อผี” กับพวกเขาในภายหลังหลังด้วย

ซ่ง หลี่ และหลิว เริ่มต้นจากการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ โดยในบันทึกคำให้การของซ่ง นั้นระบุว่า นอกจาก หลี่เฉี่ยงหลิง หลิวซู แล้ว ยังมีเซินลู่ว่างชาวเหอหนาน หนิงเหอฉุนชาวเหอเป่ย และชาวบ้านอีก 3-4 คนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อซื้อขายศพเจ้าสาว โดยบางรายนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่

การหา “เมียผี” สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยหมิง

ในอดีต ประเพณีวิวาห์ของผู้ล่วงลับนั้นต้องมีการไหว้ฟ้าดิน และเมื่อถึงเทศกาลสำคัญต่างๆ บรรดาญาติของทั้ง 2 ครอบครัวก็จะมีการไปมาหาสู่กันด้วย แต่ปัจจุบันนี้ ศพที่นำมาทำพิธีส่วนใหญ่มาจากการขโมย ทำให้พิธีการไม่มีอะไรมากไปกว่าฝังศพคู่บ่าวสาวไว้ด้วยกัน

ซึ่งประเพณีดังกล่าวสามารถสืบย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์หมิง ในรัชสมัยของจักรพรรดิฉงเจิน บริเวณเหนือแม่น้ำหนานจางมีหุบเขาที่เรียกว่า จงหัว ซึ่งเป็นที่ฝังบรรพชนของหมู่บ้าน โดยในบริเวณดังกล่าวมีหินสลักในสมัยหมิงที่สลักถึงเรื่องราวการวิวาห์ในปรโลกของชายผู้มีนามว่า หวังต๋าฉู่ โดยเซินเหวินถัง กล่าวว่า “เพื่อเป็นการรำลึกถึงศพผู้ตาย ครอบครัวหวัง จัดหาเจ้าสาวที่เป็นหญิงสาวเพิ่งตายได้เพียงเดือนเดียวมาเป็นคู่ให้กับหวังต๋าฉู่”

เซินเหวินถังเองนั้น ตั้งแต่เล็กก็พบเห็นพิธีการหา “เมียผี” มาไม่น้อย เขาเล่าว่า เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2529 มีเด็กหนุ่มที่ชื่อ หวังฟางไห่ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต บิดาของเขาจึงอยากหาเจ้าสาวผู้ล่วงลับมาให้เขา โดยรบกวนให้เพื่อนๆ ช่วยกันเสาะหา โดย 10 วันหลังจากนั้น จึงพบเจ้าสาวที่เหมาะสม โดยในวันส่งตัว บ้านตระกูลหวังได้จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนให้กับบรรดาญาติมิตร มีการเลี้ยงสุรามงคล ไม่ต่างจากการแต่งงานธรรมดา รวมทั้งมีการไหว้ฟ้าดินด้วย หลังจากนั้นมา สองครอบครัวก็กลายเป็นเครือญาติ มีการไปมาหาสู่กันจนกระทั่งทุกวันนี้

ในบรรดาประชากรจำนวน 2700 คนของหมู่บ้านซีต๋า เมืองเหอจาง ปัจจุบันมีผู้ชายไม่ถึง 60 คนที่ยังไม่ได้แต่งงาน โดยผู้ที่มีอายุมากที่สุดนั้นเข้าสู่วัยชราอายุ เฉียด 70 ปีแล้ว โดย “แม่สื่อผี” รายหนึ่งกล่าวว่า คนเหล่านี้ หลายรายเป็นผู้ที่ไม่สามารถหาภรรยาได้ในชาตินี้ เมื่อเสียชีวิตไป ลูกหลานจึงต้องการหา “เมียผี”ให้พวกเขาเพื่อให้ตามไปปรนนิบัติพัดวีในปรโลก

เฉินอี้ว์ ชาวบ้านรายหนึ่งเล่าว่ามารดาของเขาเคยกล่าวไว้ว่าคนเราเมื่อตอนมีชีวิตถ้าไม่ได้แต่งงานก็ถือว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อตายไปจึงต้องชดเชย และคนเป็นแม่ก็มีหน้าที่หาเจ้าสาวในปรโลกให้กับลูกชายที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

แต่ปัจจุบันนี้การหาคู่ผู้ล่วงลับไม่ได้มีพิธีการที่ซับซ้อนเหมือนในอดีต โดยเมื่อฝ่ายชายรับตัว “เจ้าสาว” แล้วปกติไม่ถามอายุ ไม่ถามที่มาที่ไปและสาเหตุการตายของฝ่ายหญิง และเวลาส่งตัวนั้นมักจะเป็นกลางคืนหรือเช้าตรู่

“ศพไม่ใช่สินค้า”

ต้วนเสียว์ลู่กล่าวว่า มีบางครอบครัวที่ทำพิธีหาคู่ให้ศพเพียงเพื่อต้องการเงินทองเท่านั้น และบางรายมีถึงขนาดที่ว่าทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ชีวิต

หวังเฉิงสี่ เจ้าของกิจการ ในเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนานยอมรับในเรื่องดังกล่าวว่า ตัวเขาเองปัจจุบันก็มีศพหญิงสาวโสดที่ป่วยตายเมื่ออายุ 37 ปีอยู่ 1 ราย ปัจจุบันเก็บรักษาไว้เนื่องจากญาติของหญิงสาวหวังว่าจะหาคู่ให้เธอได้ โดยตั้งราคาไว้ที่ 3000 หยวนขาดตัว ซึ่งไม่รวมค่านายหน้าที่หวังจะต้องได้อีกจำนวน 1000 หยวน

จางเสี่ยวกวง ประธานหอฌาปณกิจเมืองหานตัน กล่าวว่าแม้ว่าประเพณีดังกล่าวจะไม่สามารถยับยั้งได้ในทันที แต่ก็ไม่ควรให้การยอมรับหรือสนับสนุน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทั้งยังสะท้อนถึงความเชื่องมงายในยุคศักดินาอีกด้วย

พิธีหา “เมียผี” นั้นทำให้ศพกลายเป็นสินค้า ซึ่งต้วนเสียว์ลู่ หัวหน้าสันติบาลเมืองหลินจาง เชื่อว่า ประการแรก อาจจะมีครอบครัวที่หาเงินจากการขายศพของญาติตัวเอง ซึ่งผิดหลักคุณธรรม ประการที่สอง ด้วยความเย้ายวนของผลตอบแทนที่ไม่น้อย อาจทำให้มีผู้ใช้วิธีการผิดๆ เพื่อที่จะได้ศพมา ดังเช่นที่ซ่งเทียนถัง กระทำ ดังนั้นศพ จึงไม่ควรกลายมาเป็นสินค้าด้วยประการทั้งปวง

“ครอบครัวหลายครอบครัวที่มีการหา “เจ้าสาว” ให้ญาติผู้ล่วงลับของตัวเองนั้นไม่ได้มีการสอบถามถึงที่มาที่ไปของศพที่ได้มา ก็ทำการลักลอบฝังลงไปแล้วเนื่องจากถือเคล็ดว่าไม่ควรถาม ส่งผลให้ศพเหล่านั้นถูกฝังไว้ใต้ดินอย่างมิดชิด” สีว์ซินเสียว์ ตำรวจหน่วยสืบคดีของซ่งเทียนถัง กล่าว และว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการช่วยฆาตกร หรือพวกโจรขโมยศพให้ปกปิดความผิดของตัวเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ ซ่งเทียนถัง ก่อการฆาตกรรมอย่างอุกอาจโดยไม่กลัวความผิด

และเนื่องจากว่าพิธีกรรมดังกล่าวเป็นประเพณีดั้งเดิม ส่งผลให้ “แม่สื่อผี” อย่างหลี่เฉี่ยวหลิง และหลิวซู ต่างเข้าใจว่าการกระทำของตัวเองถูกหลักศีลธรรม และเป็นการสืบทอดประเพณีดั้งเดิม ไม่น่าจะมีความผิดแต่อย่างใด

คำต่อคำมือฆ่าโหดสาวทำ “เมียผี”

ผู้สื่อข่าว : ทำไมคุณถึงมีความคิดที่จะฆ่าคนขายศพ?

ซ่งเทียนถัง : “ศพแห้ง” ราคาถูกและไม่ค่อยมีคนต้องการ แถมยังเสี่ยงต่อการถูกจับได้ ส่วน “ศพสด” ราคาดีกว่ามาก และตอนนั้นผมก็เป็นหนี้อยู่เยอะมาก ชีวิตลำบากเลยคิดว่าจะทำเพื่อหาเงิน

ผู้สื่อข่าว : ทำไมคุณขายแต่ศพผู้หญิง?
  
ซ่งเทียนถัง : ศพผู้ชายไม่มีคนซื้อ เพราะเค้าซื้อไปทำ “เมียผี”
  
ผู้สื่อข่าว : ทำไมคุณเลือกเฉพาะเหยื่อที่เป็นผู้หญิงสติไม่สมประกอบ หรือหญิงต่างถิ่น?

ซ่งเทียนถัง : เพราะว่าคนเหล่านี้ไม่มีใครตามหา หากตายไปก็ไม่มีคนรู้ นอกจากนี้เวลาฆ่าพวกเธอก็ไม่อาจต่อสู้อะไรได้มาก และหากไม่ใช่คนในท้องถิ่น ก็ปลอดภัยสำหรับผมมากขึ้น
  
ผู้สื่อข่าว : แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้นสติไม่ดีหรือมาจากต่างถิ่น?

ซ่งเทียนถัง : หญิงพวกนี้ปกติจะผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่งตัวมอซอ บางคนบนศีรษะก็มีดอกไม้ประหลาดๆ หรือไม่ถ้าพวกเธอเอ่ยปากพูด ก็ฟังออกว่าเป็นคนต่างถิ่น
  
ผู้สื่อข่าว : แล้วคุณทำยังไงให้พวกเธอเชื่อใจและยอมไปกับคุณ?

ซ่งเทียนถัง : ถ้าหมายถึงหญิง 4 คนที่สติไม่ดี แค่บอกว่าไปด้วยกันหน่อย ผมจะเลี้ยงข้าว เธอก็มาแล้ว ส่วนหญิงต่างถิ่นส่วนใหญ่จะมาหางานเป็นแม่บ้าน ผมเริ่มต้นจากการให้เงินคนกลางที่จัดหางาน 60 หยวน และบอกว่าจะให้เงินเดือนพวกเธอเดือนละ 650 หยวน โดยทิ้งเบอร์โทรไว้ที่คนกลางเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พวกเธอจึงยอมมากับผม
  
ผู้สื่อข่าว : แล้วเวลาที่หลี่เฉี่ยวหลิงมารับ “สินค้า” ของคุณ คุณบอกเธอว่าอย่างไร?

ซ่งเทียนถัง : แน่นอนว่าผมไม่บอกเธอหรอกว่าศพที่ผมได้มานั้น ผมเป็นคนฆ่าเอง ทุกครั้งผมจะสมมติชื่อให้ศพเหล่านี้ แต่ความจริงเธอก็ไม่ได้สนใจความเป็นมาของศพเหล่านี้อยู่แล้ว แค่ขายได้เงินก็พอ
  
ผู้สื่อข่าว : แล้วหลี่เฉี่ยวหลิงไม่เคยขอดูบัตรประชาชนของผู้ตายเลยหรือ?
  
ซ่งเทียนถัง : เคยขอดู แต่พอผมบอกไม่มี เธอก็ไม่ได้ว่าอะไร

ผู้สื่อข่าว : จากข้อมูลของตำรวจ พบว่าเวลาส่งศพเหล่านี้ ทุกครั้งคุณก็ต้องเป็นคนส่งเอง โดยไม่มีญาติฝ่ายหญิงมาส่งด้วย บางครั้งศพก็เน่าแล้ว หลี่เฉี่ยวหลิง สงสัยบ้างหรือไม่?

ซ่งเทียนถัง : แรกๆ เธอก็สงสัยและถามเหมือนกัน ผมก็จะบอกว่าศพป่วยตาย และเคยฝังมาแล้วเลยขึ้นอืด เธอก็จะไม่ถามอะไรอีก
  
ผู้สื่อข่าว : แล้วทำไมเธอเชื่อว่าศพเหล่านี้ป่วยตาย?
  
ซ่งเทียนถัง : เพราะศพพวกนี้ต่างก็โดนบีบคอตาย หากไม่สังเกตก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ เพราะไม่มีร่องรอยแผล ก็เหมือนคนนอนหลับธรรมดาๆ
 
ผู้สื่อข่าว : คุณไม่คิดว่าการกระทำแบบนี้มันโหดเหี้ยมหรือ?

ซ่งเทียนถัง : ทุกครั้งก่อนที่จะขายศพ ผมก็จะใช้เงิน 60 หยวนซื้อชุดสีแดงใส่ให้พวกเธอ เพื่อหวังว่าพวกเธอจะไปดี ไม่กลับมาอีก ก็เหมือนเป็นการส่งพวกเธอขึ้นสวรรค์ก่อนเวลาเท่านั้น

ที่มา: CCTV
กำลังโหลดความคิดเห็น