เอเจนซีส์--– ณ เมืองกว่างอัน มณฑลเสฉวน บ้านเกิดของบุรุษผู้พลิกโฉมแผ่นดินมังกรนามเติ้งเสี่ยวผิง ในวันนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองร้างที่เงียบเหงา เมื่อเทียบกับ เมืองเสาซาน มณฑลหูหนัน บ้านเกิดของเหมาเจ๋อตงที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ
“เติ้งเสี่ยวผิงเป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เขาฉุดชาวจีนพ้นจากความกลัว ทว่า สำหรับพวกเราแล้ว เติ้งยังไม่ได้ช่วยเรามากเท่าไหร่นัก” เหยียนเจิ้ง นักธุรกิจท้องถิ่นกล่าวขณะเดินเล่นอย่างสบายใจผ่านอนุสรณ์สถานเติ้งเสี่ยวผิงที่ออกแบบอย่างยิ่งใหญ่สวยงาม ทว่า ไร้ซึ่งผู้คน
ทุกวันนี้ ผู้คนต่างยกย่องเติ้งเสี่ยวผิงในฐานะนักปฏิรูปผู้ฉุดจีนจากความล้าหลังยากจนด้วยนโยบายเปิดประเทศ รับเศรษฐกิจระบบตลาดเข้ามาอัดฉีดการเติบโตของประเทศในปีค.ศ. 1978 ผู้ที่ได้ลั่นประโยคทอง “ไม่ว่าแมวขาว แมวดำ ขอให้จับหนูได้…” ประชากรแดนมังกรนับพันล้านคนต่างได้รับอานิสงค์จากวิสัยทัศน์ของเติ้ง
ทว่า สำหรับบ้านเกิดของเติ้งแล้ว พวกเขากลับได้รับมรดกจากการปฏิรูปของเติ้งเพียงน้อยนิด แต่ละปีมีเพียงนักท่องเที่ยวจำนวนไม่มากที่ปรี่มายัง เมืองกว่างอัน มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) เพื่อเยี่ยมชมถิ่นกำเนิดของเติ้ง ปีที่แล้วอนุสรณ์สถานเติ้งเสี่ยวผิงมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมเพียง 750,000 คน
ภาพดังกล่าวช่างตรงข้ามกับ เมืองเสาซาน มณฑลหูหนัน บ้านเกิดของเหมายิ่งนัก เฉพาะปีที่แล้ว ภูมิลำเนาของเหมามีผู้เยี่ยมชมถึง 3,100,000 คน สำหรับผู้นำเหมาเจ๋อตงนั้น เป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ โค่นล้มระบอบศักดินา และพิชิตการปฏิวัติจีนใหม่ในปี ค.ศ. 1949 แต่ก็พาจีนถลำสู่หุบเหวใหญ่ในนโยบายก้าวกระโดด และการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นเวลานับสิบ-สิบปี ทำให้ผู้คนล้มตายถึง 30 ล้านคน
เผิงซินเจี้ยน ผู้อำนวยการอนุสรณ์สถานเติ้งเสี่ยวผิงระบุ “สถิติผู้เข้าชมอนุสรณ์สถานฯในปีนี้น่าจะลดลงเหลือประมาณ 600,000 คน” ปัจจุบัน ชาวจีนจำนวนมากนิยมและศรัทธาสหายเติ้งเสี่ยวผิงมากกว่าประธานเหมา ทว่า ภาพลักษณ์ความเด็ดขาด, อิทธิพลของเหมาที่มีต่อจีน และกระบวนการเปลี่ยนประธานเหมาให้กลายเป็นสินค้ากลับเป็นตัวดึงดูดให้ชาวจีนจำนวนมากเข้าเยี่ยมชมสถานที่ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประธานเหมา
อย่างไรก็ตาม กระแสท่องเที่ยวบูมหลายปีที่ผ่านมาได้ช่วยฉุดสภาพชาวเมืองกว่างอันสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ถนน 4 เลนส์ประดับประดาด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์ , จัตุรัส และทางเท้าที่สะอาดสวยงามถูกสร้างขึ้น ชาวบ้านที่ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างอนุสรณ์สถานก็ได้รับการย้ายไปอยู่ ณ หมู่บ้านแบบสมัยใหม่ไม่ห่างจากอนุสรณ์สถาน
“เมื่อก่อนเราไม่มีโทรศัพท์ใช้ ขาดน้ำประปาบริโภค แต่ตอนนี้เรามีแล้ว นี่เป็นเพราะสหายเติ้ง” หวังซิวเฝิง ชายชราวัย 61 ปี แห่งเมืองกว่างอันกล่าว
แม้สหายเติ้งจะนำความเจริญมากมายมาสู่บ้านเกิด ทว่า กว่างอันในวันนี้กลับเงียบเหงา ถนนหนทางที่สร้างเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลับว่างเปล่าไร้วิญญาณ เส้นทางที่สร้างเพื่อต้อนรับคนต่างถิ่นในวันนี้กลับเป็นทางที่คนท้องถิ่นใช้ก้าวออกไปแสวงโชคในมณฑลอื่น
หวงหู โชเฟอร์แท็กซี่รายหนึ่งกล่าวว่า “ประชากรกว่า 20% เดินทางออกไปแสวงโชคต่างเมือง โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งตะวันออก ที่เกิดจากการสรรสร้างของเติ้ง กว่างอันจึงเงียบเหงาอย่างที่เห็น แต่ก็ต้องขอบคุณพวกที่ออกไป อย่างน้อยพวกเขาก็ส่งเงินกลับมาบ้านยังเกิด ขอบคุณเติ้งเสี่ยวผิง ที่สร้างโอกาสให้มวลชนชาวจีน”
ทั้งนี้ ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2007 จะเป็นวันครบรอบ 10 ปี มรณกรรมของสหายเติ้งเสี่ยวผิง “ลูกชายของมวลชนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน”


