xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? (14)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ทฤษฏีชี้นำการปฏิบัติ อันเกิดจากการรับรู้ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลชน คือ “กุญแจ”ดอกใหญ่ของการไขประตูไปสู่ความสำเร็จของการสร้างชาติจีน
คนจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการสร้างชาติได้อย่างแท้จริง แม้จะเป็น “ผู้มาทีหลัง”ของการสร้างชาติยุคใหม่ มุ่งสู่ความทันสมัย อุดมสมบูรณ์มั่งคั่งดังที่เป็นอยู่ในบรรดาประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้ว แต่ด้วยความเป็นสังคมนิยม มีแนวคิดทฤษฎีมาร์กซิสม์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ชี้นำการปฏิบัติ สามารถจับกฎเกณฑ์การขับเคลื่อนของสังคมโลกได้อย่างถูกต้อง มีการสรุปองค์ความรู้ที่สะท้อนกฎเกณฑ์ในแต่ละห้วงของการขับเคลื่อนออกมาเป็นชุดความคิดทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติ ประกอบด้วยภารกิจหลักที่จะต้องไปบรรลุ และการพัฒนาบุคลากรที่จำเป็นสำหรับการบรรลุภารกิจนั้น จึงทำให้คนจีนสร้างชาติได้อย่างยิ่งใหญ่ ค่อยๆสร้างความพร้อมให้แก่ตนเอง ในการ “นำร่อง”การพัฒนาของสังคมโลกไปสู่ยุคใหม่หรือ ยุค “หลังทุนนิยม” ในอนาคตได้
เมื่อนั้น ในฐานะรัฐสังคมนิยมก้าวหน้า จีนจะพัฒนา “ต้นแบบ”ของการพัฒนาประเทศยุคใหม่ได้ สำหรับให้ประเทศอื่นๆนำไปปรับใช้กับสภาพเป็นจริงของตนเอง เช่นวัฒนธรรมการบริหารประเทศ ที่ว่าจะต้องมีแนวทางความคิดที่ถูกต้อง (ทุกอย่างเริ่มจากความเป็นจริง หาสัจจะจากความเป็นจริง ทฤษฎีประสานกับการปฏิบัติ ใช้การปฏิบัติวัดความถูกต้องของทฤษฎี) แนวทางการเมืองที่ถูกต้อง ( กำหนดภารกิจหลักได้อย่างสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของประเทศชาติและประชาชน สอดคล้องกับลักษณะของยุคสมัย) และแนวทางจัดตั้งที่ถูกต้อง ( คัดสรรแกนนำและจัดตั้งกำลังคนให้สามารถปฏิบัติภารกิจหลักจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี)
บนฐานความเข้าใจดังกล่าว การมีทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติ จึงเป็นเหตุปัจจัยพื้นฐานของการสร้างชาติจีน โดยประชาชนชาวจีน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ผู้ซึ่งรับบทบาทการ “นวัตกรรม”ทฤษฎีใหม่ๆขึ้นมาชี้นำการปฏิบัติของประชาชนชาวจีน ในกระบวนการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย เจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ
ทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติ เป็นระบบวิทยาศาสตร์ สะท้อนกฎเกณฑ์การขับเคลื่อนของสังคมในแต่ละห้วงประวัติศาสตร์ ให้คำตอบได้ในทุกขั้นตอนว่า จำเป็นจะต้องทำอะไรจึงจะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งหลักๆก็คือสนองตอบความต้องการของปวงประชามหาชน จึงจำเป็นที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนจะต้องทำความเข้าใจ ยึดถือและนำไปประสานเข้ากับการปฏิบัติ ซึ่งในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติภายใต้การชี้นำของแนวคิดทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นๆ ผู้ปฏิบัติงานก็จะยิ่ง “เข้าถึง”กฎเกณฑ์การขับเคลื่อนของสังคมที่เป็นจริงในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่จะประกอบเข้าเป็นฐานของการนวัตกรรมทางทฤษฎี ที่สะท้อนกฎเกณฑ์การขับเคลื่อนของสังคมในขั้นใหม่ต่อไป
โดยนัยนี้ ทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์จึงเป็นผลิตผลของการเคลื่อนไหวปฏิบัติ และแสดงบทบาทชี้นำการเคลื่อนไหวปฏิบัติ เป็นหนึ่งเดียวกับการเคลื่อนปฏิบัติ ซึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมก็คือการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลประชามหาชน ในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ บนฐานของการพัฒนาพลังการผลิต สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี เหมาะแก่การพัฒนาคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์มากขึ้นเป็นลำดับ
เมื่อกระบวนการประสานเชื่อมทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติดำเนินไปได้สักระยะหนึ่ง ก็จะถักทอกันเข้าเป็นวัฒนธรรมใหม่ๆ และค่านิยมแบบใหม่ สืบไปอย่างไม่สิ้นสุด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สังคมใดพัฒนาไปตามกระบวนการ “ปฏิบัติ → ทฤษฎี → วัฒนธรรม” ดังที่กำลังเป็นไปในประเทศจีน จะมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม มีความเป็นพลวัตสูงในตัว ต่างไปจากประเทศโลกทุนนิยมที่ถือเอาผลประโยชน์กลุ่มตนเป็นองค์นำ ซึ่งหลักๆก็คือผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศนั่นเอง การพัฒนาของประเทศดำเนินไปภายใต้วัฒนธรรมอำนาจนิยม หลักๆก็คืออำนาจทุน ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม มีความขัดแย้งกัน แก่งแย่งอำนาจกัน ประชาชนถูกกีดกัน หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ได้เสวยประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเน้นความสำคัญของทฤษฎีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาหรือ “นวัตกรรม”ทางทฤษฎีใหม่ๆ ทำการเผยแพร่ทฤษฎีอย่างเป็นระบบสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ผู้ปฏิบัติงานของพรรคหรือเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องสามารถใช้หลักทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติ ประสานกับการปฏิบัติ และยกระดับองค์ความรู้ทางทฤษฎีของตนเองในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติ เกิดเป็นแนวคิดทฤษฎีเฉพาะที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของปัญหารูปธรรมที่ตนรับผิดชอบอยู่
ผู้นำที่ดี จึงต้องเก่งในเรื่องการพัฒนาแนวคิดทฤษฎีในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลชน โดยนัยนี้ ผู้ที่เก่งในการพัฒนาแนวคิดทฤษฎี เก่งในการค้นพบและรวมศูนย์อัจฉริยภาพของมวลชนในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลชน จึงจะเป็นผู้นำที่ดี เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน มีโอกาสก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำหรือแกนนำรุ่นใหม่ๆในพรรคคอมมิวนิสต์จีน แสดงบทบาททางประวัติศาสตร์ นำพาประชาชนชาวจีนสร้างชาติได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นหลักประกันเบื้องต้นของความสำเร็จ ในกระบวนการพัฒนาของประเทศจีนยุคใหม่อย่างแท้จริง
จึงไม่แปลกที่พวกเขาถือเอาการสร้างพรรคทางความคิด ติดอาวุธด้วยทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นวิทยาศาสตร์เป็น “หัวใจ”ของการสร้างพรรค และเป็นคำตอบว่า ทำไมเหล่าชาวคอมมิวนิสต์จึงคิดและปฏิบัติไปในทางเดียวกัน มีความเป็นเอกภาพกันในแต่ละห้วงของการปฏิวัติและพัฒนา
เพราะหากคุณไม่ยึดมั่นในแนวคิดทฤษฎี การปฏิบัติของคุณก็จะไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การขับเคลื่อนของสังคม เป็นการ “ทำตามใจ” ตามความต้องการเฉพาะตน ตามความคิดเห็นของตนเอง ซึ่งในที่สุดจะกลายเป็น “ต่างคนต่างทำ” ทำงานใหญ่ไม่สำเร็จ ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ การยึดมั่นในทฤษฎีจึงแยกไม่ออกจากการเคลื่อนไหวปฏิบัติ แยกไม่ออกจากการพัฒนาทฤษฎี
ทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติ มีความเป็นวิทยาศาสตร์ก็อยู่ตรงนี้ เพราะสามารถพิสูจน์ความถูกต้องในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลชน สามารถพัฒนาหรือ “นวัตกรรม”ใหม่ๆได้อย่างไม่ขาดสาย ตามการขับเคลื่อนของกระบวนการพัฒนาของสังคม
กระนั้น ทฤษฎีก็แบ่งออกเป็นทฤษฎีหลักและทฤษฎีย่อย ทฤษฎีหลักสะท้อนกฎเกณฑ์ทั่วไป มีความเป็น “สากล” ดำรงความถูกต้อง มีความเป็นสัจธรรมหรือ “ธรรมะ” ตั้งแต่ต้นจนปลาย เช่นทฤษฎีพลังการผลิตเป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องต้นที่สุดของกระบวนการพัฒนาของสังคมมนุษย์ ทฤษฎีย่อยสะท้อนกฎเกณฑ์เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งหรือเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคสงครามและปฏิวัติ สามารถทำได้ด้วยการปฏิวัติ อาจด้วยวิธีการลุกขึ้นสู้ในเมือง(การปฏิวัติรัสเซีย) หรือการทำสงครามประชาชน (การปฏิวัติจีน)
ในระหว่างทฤษฎีหลักและทฤษฎีย่อย เราจะไม่ยกขึ้นมาอธิบายขัดแย้งกันเอง เช่น ไม่เอาทฤษฎีปฏิวัติมาขัดแย้งกับทฤษฎีพลังการผลิตในกระบวนการพัฒนาสังคมมนุษย์ เพราะการปฏิวัติเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของกระบวนการพัฒนาสังคมมนุษย์ ซึ่งเมื่อการปฏิวัติผ่านไปแล้ว ก็ต้องดำเนินการพัฒนาพลังการผลิต เราทำการปฏิวัติก็เพื่อกรุยทางไปสู่การพัฒนาพลังการผลิต หากมิใช่ดำเนินการปฏิวัติเพื่อการปฏิวัติ
มองในภาพรวม การปฏิวัติจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาพลังการผลิต นั่นคือใช้วิธีการปฏิวัติสังคม ปลดปล่อยพลังการผลิตทั้งหลายทั้งปวง ให้หลุดพ้นจากการปิดกั้น ผูกมัดของอำนาจหรือระบอบเดิมๆ เป็นรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาของสังคมมนุษย์ สามารถทำได้ในสภาวะหนึ่งๆเท่านั้น ขณะที่การพัฒนาพลังการผลิต สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง หากมีการปฏิรูประบบ กลไก โครงสร้าง ที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการปฏิวัติด้วยความรุนแรงได้เสมอ
หากเข้าใจได้ดังนี้ การพัฒนาแนวคิดทฤษฎีเฉพาะ สำหรับชี้นำการเคลื่อนไหวปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงสังคม ให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ก็สามารถเป็นไปได้ในทุกๆขั้นตอนของการขับเคลื่อนของสังคม หากจำเป็นต้องใช้การปฏิวัติ ก็พัฒนาทฤษฎีปฏิวัติ หากไม่จำเป็นต้องใช้การปฏิวัติ ก็พัฒนาทฤษฎีที่เหมาะสมแบบอื่นๆ
ทั้งหมดนั้น สามารถ “วัดผล”ได้จากการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลชน หากทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของปวงประชามหาชน ขบวนการพลังประชาชนก็จะเติบโตเข้มแข็ง พรรคตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน ที่ใช้ทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็จะขยายตัวเติบใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากมวลชน และสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทางการเมืองทั้งในสนามรบหรือบนเวทีการเลือกตั้งได้
สรุปอีกที ในยุคสงครามและการปฏิวัติ ถ้าคุณไม่พัฒนาทฤษฎีปฏิวัติ ไม่นำพาประชาชนต่อสู้ปฏิวัติ ก็ผิด สังคมจะยังล้าหลัง การผลิตจะยังล้าหลัง ประชาชนจะยังยากจน
หรือในยุคสันติภาพและการพัฒนา ถ้าคุณยังคงยึดติดอยู่กับทฤษฎีปฏิวัติ พยายามที่จะ “เข็น”ให้มีการปฏิวัติ คุณก็เหนื่อยเปล่า เพราะประชาชนจะไม่เอาด้วย สังคมก็ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง ประชาชนก็ไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร

------------------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...