xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? (12)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

การได้คำตอบชัดเจนว่า “อะไรคือสังคมนิยม ?” และ “จะสร้างสังคมนิยมอย่างไร ?” คือจุดพลิกผันใหญ่ ในการ ขับเคลื่อนกระบวนการสร้างสรรค์สังคมนิยมจีนพ้นจากทางตัน แล้วพุ่ง โลดลิ่วไปบนทางสายใหญ่ อันเป็นเส้นทางสายเอกของการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาของมวลมนุษยชาติในระยะต่อไป
พูดเช่นนี้มีสองนัยที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ
1. การพัฒนาของมวลมนุษยชาติบนเส้นทางทุนนิยม ที่เริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ได้ดำเนินมาถึงบั้นปลายแล้ว เพราะไม่เพียงไม่สามารถแก้ไขวิกฤติที่ทับถมขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น ตรงกันข้าม กลับเป็นตัวก่อปัญหาและวิกฤติต่างๆอย่างไม่มีสิ้นสุด ทั้งต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวิถีดำเนินชีวิตของมวลมนุษยชาติโดยรวม
ทางออกของพวกเขามีทางเดียวคือ เร่งปฏิรูปตนเอง โดยรับเอาปัจจัยสังคมนิยมเข้ามา นั่นคือให้ผลิตผลโดยรวมของสังคม ระบบ กลไก ต่างๆสนองตอบความเรียกร้องต้องการของคนส่วนใหญ่ ผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมากขึ้น ในระดับที่สามารถผ่อนคลายความไม่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่ได้เป็นระยะๆ ดังที่พวกเขาเคยทำมาแล้วตั้งแต่สมัยหลังสงครามครั้งที่สอง
แต่ด้วยข้อจำกัดในตัวของระบอบทุนนิยม หลักๆก็คือกรรมสิทธิ์ในโภคทรัพย์ของสังคม ส่วนใหญ่ยังอยู่ในการครอบครองของคนกลุ่มน้อยในสังคม พรรคการเมืองผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศยังเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยเหล่านั้น ยังปกป้องผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อย จะทำให้การแก้ไขปัญหาและวิกฤติต่างๆสะดุดและติดตัน ไม่ราบรื่นเหมือนดังที่เป็นไปในระบอบสังคมนิยม เช่นที่กำลังเป็นไปในประเทศจีน
2. การพัฒนาของมวลมนุษยชาติบนเส้นทางสังคมนิยมที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ การเข้าถึงแก่นแท้ของสังคมนิยม(พรรคคอมมิวนิสต์จีนโดยเติ้งเสี่ยวผิง ได้อธิบายแก่นแท้ของสังคมนิยมอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก) นำไปสู่การเบ่งบานของปัญญาใหญ่ชี้นำความคิด การปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงมีความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมโลกยุคใหม่ ที่มุ่งรับใช้ผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน
การพัฒนาในระบอบสังคมนิยม ดังที่ดำเนินไปในประเทศจีน มีแนวโน้มบรรลุสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่เพียงสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆให้ตกไป แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆอย่างไม่สิ้นสุด ให้แก่มวลมนุษยชาติในการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน หลุดพ้นจากการกดขี่ขูดรีด และข้อจำกัดทางปัญญา สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ทั้งกับเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติรอบตัว บรรลุสู่ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
หากเข้าใจตามนี้ ก็ไม่ยากที่เราจะพบว่า ชาวจีนจำนวนมากทั้งที่เป็นหรือไม่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งที่เป็นผู้นำในระดับต่างๆ และผู้ปฏิบัติงานทั่วไป ต่างมี “ไฟ”อยู่ในหัวใจ พร้อมทุ่มเทชีวิตให้กับภารกิจการงานที่ตนแบกรับ ขณะที่ประชาชนชาวจีนทั่วไป เมื่อได้รับประโยชน์จากผลพวงของการพัฒนา ตระหนักยิ่งขึ้นในสิ่งดีๆที่กำลังเป็นไป เชื่อมั่นในอนาคต ก็พร้อมร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติภาระหน้าที่ ทำมาหากินอย่างขยันขันแข็ง เพื่อบรรลุสู่เป้าหมายยาวไกลเดียวกัน
เช่นนี้แล้ว ก็ไม่ยากเกินไปที่เราจะได้ข้อสรุปตรงกันว่า สังคมนิยมคือทางออกที่ดีกว่าของมวลมนุษยชาติ
กระนั้น กระบวนการเข้าถึงแก่นแท้สังคมนิยม ตามการอธิบายของเติ้งเสี่ยวผิง มิใช่เป็นไปแบบเส้นตรง หรือเป็นไปตามความต้องการของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการสั่งสมของกระบวนการรับรู้จากการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลชน ภายใต้การนำของพรรคลัทธิมาร์กซ์ ตามแนวทางการสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
อีกทั้ง กระบวนการรับรู้ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลชน ภายใต้การนำของพรรคลัทธิมาร์กซ์ ในหลายๆห้วงแห่งการขับเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ ยังเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางที่ถูกต้อง อันเนื่องจากการยึดติดอยู่กับตำราหรือตัวบุคคล ไม่ยึดมั่นในจุดยืน ทัศนะ วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เริ่มจากความเป็นจริง ไม่เดินแนวทางมวลชน ฯลฯ
อีกนัยหนึ่ง แนวทางความคิดไม่ถูกต้อง ไม่หาสัจจะจากความเป็นจริง โดยเฉพาะความเป็นจริงของกระบวนการพัฒนาของสังคมมนุษย์ที่ดำเนินไปด้วยแรงขับเคลื่อนของพลังการผลิตเป็นเบื้องต้น ทำให้กำหนดภารกิจผิดพลาด เลือกทำในสิ่งที่ตนต้องการมากกว่าสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องต้องการ
ความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายต่างๆของรัฐสังคมนิยม ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากความไม่ถูกต้องของแนวทางความคิด ไม่เริ่มจากความเป็นจริง เห็นไปตามจริง พูดแบบชาวพุทธก็ว่า ไม่เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฐิ จึงเข้าไม่ถึงสัจธรรม ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์การขับเคลื่อนของประวัติศาสตร์ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่ทำในสิ่งที่อยากทำ
ด้วยเหตุนี้ เติ้งเสี่ยวผิงและคณะผู้นำพรรคฯจีน จึงประกาศ “เลิกทาส”ทางความคิดเป็นอันดับแรกในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย โดยยกเอาหลักวิธีคิด “หาสัจจะจากความเป็นจริง” เป็นธงในการต่อสู้กับวิธีการยึดมั่นในคำสั่งและคำวินิจฉัยของเหมาเจ๋อตง ที่กลุ่มผู้นำพรรคฯจีนส่วนหนึ่งใช้ในการรณรงค์รักษาฐานอำนาจการนำพรรคฯในห้วงทศวรรษ ค.ศ.1970 ทั้งก่อนและหลังเหมาเจ๋อตงถึงแก่มรณกรรม
เติ้งเสี่ยวผิงถึงกับพูดว่า “ไม่ปลดปล่อยความคิดไม่ได้ แม้แต่เรื่องว่าอะไรคือสังคมนิยมก็จะต้องปลดปล่อยความคิด” หมายถึงว่า จะต้องประมวลความเข้าใจในกระบวนการวิวัฒนาการของสังคมนิยมทั้งหมด อิงกับประสบการณ์ตรงทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ทำความ “เข้าใจใหม่”ในความหมายของสังคมนิยม
การปลดปล่อยทางความคิด นำไปสู่การหาสัจจะจากความเป็นจริง
เติ้งเสี่ยวผิงได้สลัดทิ้งกรอบจำกัดทางปัญญาต่างๆนานา ทั้งในรูปของคำวินิจฉัยของปรมาจารย์และประสบการณ์ของผู้มาก่อน ทำการอธิบายแก่นแท้ของสังคมนิยมบนฐานของจุดยืน ทัศนะ วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับความเป็นจริงล้วนๆ โดยเฉพาะจากความเป็นจริงของประเทศจีน หักล้างการอธิบายแบบเดิมๆที่แพร่หลายอยู่ในพรรคฯจีนและสังคมจีน สถาปนาแนวคิดและแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยอย่างรอบด้าน ซึ่งก็คือมุ่งพัฒนาพลังการผลิต โดยยึดเอาการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหัวใจ สร้างหลักประกันทางวัตถุให้แก่การพัฒนาทางด้านอื่นๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางการเมือง สังคม การศึกษาวัฒนธรรม เป็นต้น สร้างหลักประกันทางจิตใจ รองรับความเจริญทางวัตถุ เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจีนดำเนินไปอย่างสมดุล
ข้อสรุปเด่นๆเกี่ยวกับแก่นแท้ของสังคมนิยม ตามการอธิบายของเติ้งเสี่ยวผิงก็คือ “ปลดปล่อยพลังการผลิต พัฒนาพลังการผลิต ทำลายการกดขี่ขูดรีด กำจัดการแยกขั้ว บรรลุสู่ความมั่งคั่งร่วมกันในบั้นปลาย”
นอกจากนั้นยังมี อาทิ “ความยากจนไม่ใช่สังคมนิยม” (หักล้างคำพูดของกลุ่มซ้ายจัดที่ว่า “ยอมที่จะเป็นสังคมนิยมที่ยากจน ดีกว่าเป็นทุนนิยมที่มั่งคั่ง”)
หรือเช่น “พัฒนาช้าเกินไปก็ไม่ใช่สังคมนิยม” (ยืนยันในความล้ำเลิศของระบอบสังคมนิยมที่จะทำให้การพัฒนาดำเนินไปได้ดีกว่าระบอบทุนนิยม)
และว่า “การแยกขั้วไม่ใช่สังคมนิยม” (ตรงข้ามกับระบอบทุนนิยมที่เป็นสังคมแยกขั้ว)
และว่า “ลัทธิเฉลี่ยสมบูรณ์ก็ไม่ใช่สังคมนิยม” (สังคมนิยมไม่ได้หมายถึงทุกคนต้องได้เท่าๆกัน เป็นอยู่เท่าๆกัน ซึ่งในที่สุดก็คือความยากจนเท่าๆกัน)
และว่า “การปิดกั้นตนเอง ไม่ยอมรับสิ่งดีๆจากภายนอก หรือเปิดอ้าซ่า รับเอาสิ่งจากภายนอกมาเป็นของตนเองทั้งดุ้น ก็ไม่ใช่สังคมนิยม”
และว่า “ไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่ใช่สังคมนิยม ไม่มีระบบกฎหมายก็ไม่ใช่สังคมนิยม”
และว่า “ไม่ให้ความสำคัญในความเจริญทางวัตถุไม่ใช่สังคมนิยม ไม่ให้ความสำคัญทางจิตใจก็ไม่ใช่สังคมนิยม”
ฯลฯ
ทั้งหมดนั้น ยืนยันมั่นเหมาะถึงความเชื่อมั่นศรัทธาในลัทธิมาร์กซ์ ยืนหยัดในเส้นทางสังคมนิยม ซึ่งเป็นจุดยืนพื้นฐานของชาวคอมมิวนิสต์จีน มีอยู่ทั้งในยุคเหมาเจ๋อตงและยุคเติ้งเสี่ยวผิง
ครั้งหนึ่งในยุคปฏิวัติ พรรคคอมมิวนิสต์จีนชูธงลัทธิมาร์กซ์ มุ่งสู่สังคมนิยม เริ่มต้นด้วยการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ เหมาเจ๋อตงกล่าวว่า “มีแต่สังคมนิยมเท่านั้นที่ช่วยประเทศจีนได้” และต่อมาเมื่อเข้าสู่ระยะของการพัฒนาสร้างสรรค์สังคมนิยม เติ้งเสี่ยวผิงได้กล่าวว่า “มีแต่สังคมนิยมเท่านั้นที่พัฒนาประเทศจีนได้”
ไม่ว่าจีนจะใช้วิธีการพัฒนาแบบไหน อย่างไร ก็ล้วนแต่มุ่งสู่ความเป็นสังคมนิยม ระยะใหม่ของกระบวนการพัฒนาของมวลมนุษยชาติ


----------------------------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...