xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? (11)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

การพัฒนาประเทศให้ทันสมัยของคนจีน นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นกระบวนการ “ร่น”ประวัติศาสตร์ บนฐานของ “ความเป็นหนึ่ง”ทางความคิด ทางอำนาจ และทางพลัง เมื่อการนำโดยเหมาเจ๋อตงผิดพลาดทางความคิด การใช้อำนาจก็พลาดเป้า การระดมพลังก็สูญเปล่า แต่เมื่อการนำโดยเติ้งเสี่ยวผิงมีความถูกต้องทางความคิด การใช้อำนาจก็เข้าเป้า การระดมพลังก็เกิดผล
พรรคคอมมิวนิสต์จีน ใช้ลัทธิมาร์กซ์ชี้นำ สามารถเข้าถึงกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมมนุษยชาติ ด้านหนึ่งมองเห็นความสืบเนื่องของอารยธรรมโบราณอันรุ่งโรจน์ของประชาชาติจีน อีกด้านหนึ่งก็มองเห็นความตกต่ำของสังคมจีนยุคใกล้เมื่อเทียบกับการพัฒนาสู่ยุคทุนนิยมของยุโรป รู้ชัดถึงสาเหตุแห่งความตกต่ำ เกิดแนวคิดชี้นำในการปฏิวัติสังคมและพัฒนาตนเองให้ทันกับการพัฒนาของทุนนิยมตะวันตก ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็หมายถึงการสามารถ “ร่น”ระยะห่างของการพัฒนา ระหว่างสังคมจีนกับสังคมตะวันตก ลบล้างช่องว่างของความเจริญระหว่างสังคมจีนกับสังคมตะวันตกได้สำเร็จ
นั่นคือ พวกเขาจะใช้เวลาเพียง 100 ปี สร้างอารยธรรมยุคใหม่ที่โลกตะวันตกใช้เวลามากถึง 500 ปี
มองในมุมกลับ โลกตะวันตกสร้างอารยธรรมยุคใหม่ด้วยระบอบทุนนิยม ต้องใช้เวลานานถึง 500 ปี แต่ของจีนที่ใช้ระบอบสังคมนิยม กำลังจะพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถทำได้สำเร็จในระยะเวลาเพียง 100 ปี (เมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 21)
จึงไม่แปลกที่ชาวโลกพบว่า ทุกวันนี้ คนจีนนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความจริงจังกับการพัฒนาตนเองเป็นที่สุด เร่งเสริมสร้างพลังการผลิต สร้างเสริมความอุดมสมบูรณ์ทางด้านวัตถุให้เทียมทันกับโลกตะวันตก เร่งปฏิรูประบบสังคม และค่านิยมต่างๆ รองรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจีนยุคใหม่ในระยะยาว โดยพร้อมที่จะแก้ไขและขจัดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการพัฒนาในทุกๆด้าน ซึ่งดูเหมือนพวกเขาสามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ทีละเปลาะๆ เป็นที่น่าพิศวงยิ่งนัก
แม้แต่ปัญหาใหญ่ๆเช่นวิกฤติการนำก็ยังแก้ได้ เช่นวิกฤติการนำในห้วงทศวรรษ ค.ศ.1960-1970 เหมาเจ๋อตงดำเนินแนวทางต่อสู้ทางความคิดทั่วทั้งพรรค ทำให้การพัฒนาประเทศหยุดชะงักไปพักใหญ่ เมื่อคณะผู้นำโดยเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแกนนำปรับแนวคิดเสียใหม่ ดำเนินการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยโดยถือเอาการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหัวใจ ดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ เชื่อมประเทศจีนเข้ากับระบบโลก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว มุ่งสู่ความเป็นสังคมนิยมที่ทันสมัยรอบด้านภายในศตวรรษที่ 21
แสดงว่า ความคิดชี้นำที่ถูกต้อง เป็นตัวกำหนดเบื้องต้นของความสำเร็จของการพัฒนาประเทศจีน เมื่อใดที่ความคิดชี้นำไขว้เขว จะด้วยสาเหตุอันใดก็ตาม การพัฒนาก็จะมีอุปสรรคและล้มเหลว
ความคิดที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดของการพัฒนาประเทศจีน อันได้แก่ความคิดที่สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการที่เป็นจริงของประเทศจีนและคนจีนส่วนใหญ่ สะท้อนกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมจีน มีความเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นระบบสมบูรณ์ในตัว
อีกนัยหนึ่ง เป็นสัจธรรมสะท้อนกฎเกณฑ์ภววิสัย มิใช่ความคิดความอ่านของใครคนใดคนหนึ่ง ที่มุ่งให้สังคมเป็นไปตามเจตนารมณ์ของตนเอง
อีกนัยหนึ่ง เป็นความคิดที่ปลอดจาก “อัตตา” ปลอดจากการยึดถือเอาตนเองเป็นฐานของการนำเสนอความคิด แต่เริ่มจากความเป็นจริงของสังคม เริ่มจากความเรียกร้องต้องการที่เป็นจริงของปวงประชามหาชนอย่างแท้จริง
ประวัติศาสตร์วิวัฒนาการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้พิสูจน์ถึงสัจธรรมข้อนี้อย่างชัดเจน คือเมื่อเหมาเจ๋อตงนำเสนอแนวคิดการปฏิวัติประเทศจีนด้วยสงครามประชาชน สร้างฐานที่มั่นในชนบท ใช้บนบทล้อมเมือง สอดคล้องอย่างยิ่งกับสภาพเป็นจริงของสังคมจีน การปฏิวัติก็พัฒนาขยายตัว และได้รับชัยชนะในที่สุด และเมื่อเติ้งเสี่ยวผิงกับคณะสามารถนำเสนอแนวคิดพัฒนาประเทศให้ทันสมัย โดยทุกอย่างเริ่มจากความเป็นจริง เริ่มจากความเป็นสังคมนิยมขั้นปฐมของจีน ดำเนินการปฏิรูปและเปิดประเทศ พัฒนาระบบเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม สร้างสรรค์สังคมนิยมเอกลักษณ์จีนให้ปรากฏเป็นจริง
เมื่อความคิดหนึ่งเดียวถูกต้อง อำนาจหนึ่งเดียวในมือของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เข้าเป้า
สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจในตำแหน่งต่างๆในภาครัฐ คือผู้แปรแนวทางความคิดต่างๆของพรรคให้ปรากฏผลเป็นจริง ทั้งในรูปการดำเนินนโยบาย การกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการพัฒนาประเทศ ความเป็นหนึ่งเดียวของอำนาจ ทำให้การดำเนินการในด้านต่างๆ ในทุกระดับขั้นเป็นไปอย่างเป็นเอกภาพ เกิดผลทั่วด้าน สั่งสมต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ประเทศจีนเปลี่ยนโฉมได้ในทุกระยะ 5 ปี
เมื่อการใช้อำนาจหนึ่งเดียวเข้าเป้า พลังมวลชนอันยิ่งใหญ่ก็แสดงบทบาท ในฐานะ “เจ้าภาพ” ผู้สร้างประวัติศาสตร์ตัวจริง
เมื่อมวลชนอันกว้างใหญ่ไพศาล ได้ตระหนักถึงผลพวงของการใช้อำนาจหนึ่งเดียวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ชีวิตตน ก็พากันตื่นตัวสุดขีด ถาโถมเข้าสู่กระบวนการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ยิ่งทำก็ยิ่งได้ ยิ่งได้ก็ยิ่งทำ ทั่วทั้งสังคมจีนจึงอึงอลไปด้วยเสียงแห่งปีติ ของปวงประชามหาชนที่พาตนหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง
ความคิดถูกต้องหนึ่งเดียว ผู้ใช้อำนาจหนึ่งเดียว และพลังสร้างประวัติศาสตร์หนึ่งเดียว จึงเป็นสามองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของกระบวนการ “ร่น”ประวัติศาสตร์ของประชาชาติจีน
พิจารณาต่อจากตอนที่แล้ว เมื่อเหมาเจ๋อตงนำเสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ “ระดมปัจจัยที่เป็นคุณทั้งหลายทั้งปวง” เข้าสู่การพัฒนาประเทศจีนสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมสังคมนิยมแบบจีน เป็นการเริ่มต้นของกระบวนการ “ร่นประวัติศาสตร์”อย่างแท้จริง มันเป็นแนวคิดบนฐานความคิดที่สะท้อนกฎเกณฑ์การพัฒนาประเทศของจีนยุคใหม่ สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของปวงประชามหาชน
ที่สำคัญคือมันเป็นผลรวมแห่งองค์ความรู้บนฐานของปัญญารวมหมู่ของมวลสมาชิกพรรคทั่วประเทศที่เคลื่อนไหวปฏิบัติอยู่ในท่ามกลางมวลชน ผ่านการกลั่นกรองของคณะผู้นำ อันเป็นการนำรวมหมู่ มิใช่มาจากก้นบึ้งความคิดของเหมาเจ๋อตงแต่เพียงผู้เดียว
ทว่า เหมาเจ๋อตง ได้อาศัยบารมีอันสูงส่งเฉพาะตน ชักนำพรรคคอมมิวนิสต์หลีกเลยไปจากแนวคิดยุทธศาสตร์เบื้องต้นนี้ ถือเอาการรณรงค์ต่อสู้ทางความคิดเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาประเทศไปสู่ความเป็นสังคมนิยมในอุดมคติ อันเป็นการเริ่มต้นจาก “ความต้องการทางอัตวิสัย”ของตนเอง ยึดติดในอัตตาของตนเอง ซึ่งแม้ว่าจะเริ่มต้นจากความปรารถนาดี เป็นอุดมการณ์สูงส่งแค่ไหน แต่ก็ไม่สอดคล้องกับสภาวะเป็นจริงของสังคมนิยมแบบจีน ที่ยังล้าหลังยากจนอย่างยิ่ง
แม้จะมีเหตุผลและข้ออ้างเรื่องการคุมคามของสองอภิมหาอำนาจ คือสหรัฐอเมริกาในระยะแรก และอดีตสหภาพโซเวียตในระยะต่อมา รวมทั้งความขัดแย้งทางชนชั้นที่ยังมีอยู่ในสังคมจีน แต่ก็ไม่พอที่จะทำแนวคิดการต่อสู้ทางความคิดของเหมาเจ๋อตงในตอนนั้น กลายเป็นสิ่งถูกต้อง
การใช้อำนาจภายใต้แนวคิดที่ผิดพลาดจึงพลาดเป้า ไม่สนองตอบความเรียกร้องต้องการของปวงประชามหาชน ตรงกันข้าม มีการใช้อำนาจทำลายฝ่ายตรงกันข้ามทั้งภายในและนอกพรรค ลุกลามถึงขั้นทำการ “ปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม” ประชาชนชาวจีนถูกปลุกระดมเข้าสู่กระแสการต่อสู้ทางความคิด เกิดความปั่นป่วนไปทั้งประเทศ
มองในมุมของการรับรู้ การไถลลื่นออกจากแนวทางการ “ร่นประวัติศาสตร์”ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตงในห้วงทศวรรษ ค.ศ.1960-1970 ก็เพราะเหมาเจ๋อตงและคณะผู้นำพรรคจีนยังไม่ได้ “เข้าถึง”ความจริงหรือ “แก่นแท้”ของสังคมนิยม (เช่นเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์อื่นๆของโลก) ยังยึดติดอยู่กับจินตภาพกว้างๆของปรมาจารย์ ยังไม่หลุดพ้นจากกรอบความคิดที่ปรากฏอยู่ในตำรา ซึ่งเป็นเพียงการจินตนาการถึงสังคมอุดมการณ์ในท่ามกลางการวิพากษ์ความชั่วร้ายของระบอบทุนนิยม
การสร้างสรรค์สังคมนิยม จึงหมายถึงการปฏิวัติระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต ละเลยการพัฒนาพลังการผลิต
จนกระทั่งเมื่อเติ้งเสี่ยวผิงอธิบายแก่นแท้สังคมนิยมว่าเป็นการปลดปล่อยพลังการผลิต พัฒนาพลังการผลิต ทำลายการกดขี่ขูดรีด ขจัดการแยกขั้ว และบรรลุสู่ความมั่งคั่งร่วมกันในบั้นปลาย จึงได้เกิดความสว่างไสวทางปัญญา สามารถก้าวเดินไปได้บนเส้นทางของการสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน
เส้นทางที่จะร่นระยะประวัติศาสตร์จีนได้สำเร็จ

----------------------------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...