ปัจจุบันการแพทย์ทางเลือกโดยเฉพาะแพทย์แผนจีนได้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้แพทย์แผนตะวันตกครอบงำตลาดสุขภาพเสียยาวนาน นับเป็นเวลายาวนานเกือบศตวรรษที่วิชาแพทย์ตะวันตกได้ผูกขาดครอบงำความคิดของคนค่อนโลก ด้วยการอ้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกเป็นเครื่องพิสูจน์ความถูกต้องเชิงเหตุผล ของหลักและทฤษฎีการแพทย์ต่างๆ
ทว่า บัดนี้ศาสตร์การแพทย์แผนจีนได้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง แต่การกลับมาครั้งนี้กลับเป็นการกลับมาที่น่าฉงน น่าฉงนตรงที่ว่า ขณะที่ทั่วโลกทยอยให้การยอมรับเชิดชูแพทย์แผนจีน ทว่า สถานการณ์ในจีนกลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง
ผลสำรวจของ ซิน่าดอทคอม(sina.com) เว็บท่ารายใหญ่ของจีน เผยว่า เมื่อเกิดอาการป่วยไข้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนน้อยเพียง 32% เท่านั้นที่เลือกรับการรักษาตามแพทย์แผนจีน ส่วนใหญ่ 58% มักเลือกการรักษาแผนตะวันตก
ผลสำรวจอีกชิ้นหนึ่ง โดยศัลยแพทย์ หวังหลี่ แห่งโรงพยาบาลประชาชนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง พบว่ากลุ่มเป้าหมายกว่า 90% ขาดความเชื่อมั่นในการรักษาแผนจีน เนื่องจาก ใช้เวลานาน ขั้นตอนซับซ้อน และโรงพยาบาลที่ให้การรักษาแผนจีนบางแห่งยังมักโฆษณาเกินจริง
ทั้งนี้ หวงตี้เน่ยจิง ซึ่งเป็นคัมภีร์ต้นแบบของแพทยศาสตร์จีน ได้บรรยายถึงการเกิดดับของชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติว่า “ธรรมชาติมี 4 ฤดู 5 ธาตุ ก่อกำเนิด 5 สภาวะได้แก่ เย็น ร้อน แห้ง ชื้น และกระแสลม ร่างกายคนเราประกอบด้วย 5 อวัยวะตัน(จั้ง)คือ หัวใจ ตับ ปอด ม้าม และไต ให้พลังปราณ(ชี่) 5 ประเภท และก่อกำเนิด 5 อารมณ์ที่สร้างสรรค์หรือบั่นทอน 5 อวัยวะได้แก่ ดีใจ เสียใจ โกรธ วิตกกังวล และกลัว”
กระบวนการอธิบายเหตุอาการของการเจ็บไข้ ตามตำราแพทย์ที่เขียนขึ้นตั้งแต่ 770-721 ก่อนค.ศ. นี้ถูกใช้เป็นหลักอ้างอิงในแพทยศาสตร์จีนมานานนับศตวรรษ กระทั่งไม่นานนี้ เมื่อจีนเริ่มพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบอย่างตะวันตก แพทยศาสตร์องค์รวมที่บรรพบุรุษเฝ้าสั่งสมความรู้นับแรมปีกลับถูกลูกหลานจีนด้วยกันเองย่ำยีว่าล้าสมัย ขาดเหตุผล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์
ยิ่งไปกว่านี้ จางกงเหยา อาจารย์มหาวิทยาลัยจงหนัน ได้ตั้งหัวข้อสนทนาทางอินเตอร์เน็ท เรียกร้องให้ถอดถอนการแพทย์แผนจีนออกจากระบบสาธารณสุขของประเทศ แม้เขาจะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ทว่า ผู้ร่วมอภิปรายจำนวนมากที่สนับสนุนแนวคิดของเขากลับเป็นผู้มีชื่อเสียงในแวดวงดังกล่าว หัวข้อสนทนาของจางทำให้ประเด็นถกเถียงถึงสถานภาพของแพทย์แผนจีนปะทุขึ้นในสังคมเป็นวงกว้าง
เหอจั้วสิ่ว แพทย์และนักวิชาการชื่อดังแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีน หนึ่งในผู้สนับสนุนข้อเรียกร้องของ จางกล่าวว่า “ทฤษฎีแพทยศาสตร์จีนดั้งเดิมขาดความเป็นวิทยาศาสตร์ การรักษาตามแพทย์แผนจีนเป็นผลผลิตที่สะท้อนถึงความล้าหลัง”
ด้านผู้ต่อต้านความคิดของจาง อาทิ เหมาฉวินอัน รัฐมนตรีสาธารณสุข กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ปฏิเสธความรุ่งโรจน์นับศตวรรษ รวมทั้งระบบและพื้นฐานอันเป็นวิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนจีน เป็นพวกโง่เง่าที่มิให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์”
ทั้งฝ่ายต่อต้านและสนับสนุนแพทย์แผนจีนต่างก็มีเหตุผลของตนเอง โดยฝ่ายต่อต้านซึ่งอิงฐานความคิดแบบตะวันตกกล่าวว่า แพทย์แผนปัจจุบัน(ตะวันตก) มีฐานวิชาวิทยาศาสตร์รองรับ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และสถิติศาสตร์ ดังนั้น กระบวนการรักษาและผลกระทบข้างเคียงที่เกิดขึ้นจึงสามารถอธิบายพิสูจน์ได้โดยทฤษฎีและการทดลอง ตรงข้ามกับการแพทย์แผนจีนที่อิงหลัก 5 ธาตุ และหยิน-หยาง ซึ่งเป็นหลักที่เลื่อนลอย ไม่สามารถพิสูจน์อธิบายได้ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ การรักษาโรคหรืออาการผิดปกติทางร่างกายใดๆ ตามแพทย์แผนจีนอาการหนึ่ง อาจต้องใช้กระบวนการรักษาที่ต่างกันถึง 10 วิธีการ นอกจากนี้ ผลการรักษาและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็มิสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
ทว่า เฉินต้าจื่อ รองผู้อำนวยการ ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะแห่งโรงพยาบาลจ้าวหยัง ปักกิ่ง กล่าวว่า “แม้ตัวเขาเองจะมีความเคลือบแคลงแพทย์แผนจีนอยู่บ้าง แต่การที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายกระบวนการรักษาแผนจีนได้ก็มิได้หมายความว่า แพทย์แผนจีนไม่เป็นวิทยาศาสตร์” การพิสูจน์ว่าแพทย์แผนจีนเป็นวิทยาศาสตร์ อาจต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่ง เช่นเดียวกับการอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ แพทยศาสตร์ตะวันตกเองก็ยังประสบปัญหามิสามารถอธิบายอาการเจ็บป่วยบางโรคได้ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์
บางทีข้อถกเถียงข้างต้นนี้อาจจะยุติได้ด้วยการทำความเข้าใจว่า ที่จริงแล้วการแพทย์แผนจีนและแพทย์ตะวันตกนั้นหยั่งรากบนหลักปรัชญาที่ต่างกัน หลักปรัชญาของแพทย์แผนจีนเน้นการรักษาโดยใช้หลักปรัชญาองค์รวม ทว่าแพทย์แผนตะวันตกหยั่งรากความคิดบนหลักปรัชญาจุลภาค ฉะนั้น หากคนไข้เกิดอาการปวดหัว แพทย์ตะวันตกอาจให้ยาแอสไพรินเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น ณ จุดนั้นๆ ทว่า แพทย์จีนจะใช้วิธีการรักษาด้วยการปรับระบบร่างกายโดยรวมให้เกิดความสมดุล
มิยูริ มากาเบะ หญิงชาวญี่ปุ่น วัย 50 ซึ่งประสบอุบัติเหตุทางเรือจนมิสามารถเดินได้ด้วยตนเอง เล่าถึงประสบการณ์รักษาด้วยแพทย์แผนจีนว่า ก่อนหน้าที่เธอจะตัดสินใจข้ามทะเลมารักษาที่จีน เธอได้รับการรักษาตามแผนตะวันตกถึง 2 ปี ทว่า อาการกลับมิดีขึ้น กระทั่งเข้ารับการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน เพียง1 สัปดาห์ เธอก็สามารถเดินช็อปปิ้งคนเดียวได้อย่างสบายใจ พอ 1 เดือนผ่านไปอาการเจ็บป่วยของเธอหายเป็นปลิดทิ้งราวปาฏิหาริย์ จนเธอสามารถกลับไปพักผ่อนที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร้กังวล
แม้แพทย์แผนจีนจะมหัศจรรย์ราวปาฏิหาริย์ ทว่า ปาฏิหาริย์ดังกล่าวอาจมิเกิดขึ้นในแผ่นดินจีน พ้นจากข้อถกเถียงเรื่องการถอดถอนแพทย์แผนจีนออกจากระบบสาธารณสุขประเทศแล้ว แพทย์แผนจีนยังเผชิญกับปัญหาอุปสรรคที่สำคัญทั้งจากภาครัฐและประชาชน
นอกจากปัญหาความเชื่อมั่นแล้ว กฎหมายแพทย์ยังบังคับให้บุคคลที่ต้องการประกอบอาชีพแพทย์ ต้องศึกษาในวิทยาลัยแพทย์อย่างน้อย 4 ปี และต้องผ่านการสอบประกาศนียบัตรวิชาชีพซึ่งข้อสอบ 2 ใน 5 ส่วน เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการแพทย์ตะวันตก ฉะนั้น บรรดาแพทย์จีนรุ่นเก๋าขั้นหมอเทวดา ส่วนมากจึงต้องประสบกับปัญหา เพราะว่าพวกเขามักขาดความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ตะวันตก และภาษาต่างประเทศ จึงมิสามารถสอบใบประกอบโรคศิลป์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น แพทยศาสตร์จีนในแผ่นดินใหญ่ จึงค่อยร่วงโรยไปตามอายุของหมอเทวดาเหล่านี้
นอกจากนี้ เพื่อผลประโยชน์และความอยู่รอดของบรรดาโรงพยาบาลต่างๆจึงพากันเลือกจ่ายยาฝรั่งที่แพงหูฉี่ให้คนไข้ มากกว่ายาจีนถูกๆ ไป่เจิ้งผิง รองคณบดี โรงพยาบาล แห่งวิทยาลัยแพทย์แผนจีนหูหนัน กล่าว
แม้จะประสบวิกฤตในบ้าน ทว่า นอกบ้าน แพทย์แผนจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ปัจจุบัน แพทย์แผนจีนได้แพร่กระจายไปยัง 130 ประเทศทั่วโลก ยอดจำหน่ายยาจีนก็เพิ่มขึ้นพรวดพราด จนองค์การอนามัยโลกคาดว่า ในอีก 10 ปี ยอดจำหน่ายยาจีนทั่วโลกจะสูงถึง 200,000-300,000 ล้านดอลลาร์


