xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? (9)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ในแต่ละประเทศ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของโลก ล้วนแต่ต้องการผู้นำยิ่งใหญ่มา “จัดการ” ในรูปของการนำเสนอแนวคิดยิ่งใหญ่ ตามด้วยการเคลื่อนไหวปฏิบัติตามแนวคิดนั้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถพิสูจน์ความถูกต้องของแนวคิดยิ่งใหญ่นั้นว่า เป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งย่อมหมายถึงว่า แนวคิดยิ่งใหญ่ของผู้นำยิ่งใหญ่นั้นๆ จะต้องมิใช่เป็นสิ่งเลื่อนลอย แต่สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของยุคสมัย และของประเทศนั้นๆด้วย
บิลเกตส์ มีแนวคิดพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้ได้ทั้งโลก และทำได้สำเร็จก็เพราะแนวคิดยิ่งใหญ่ของเขาสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของยุคสารสนเทศ การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เคลื่อนเข้าสู่รอยต่อของการก้าวกระโดดเข้าสู่ยุคการใช้ซอฟแวร์ในเครื่องพีซี ความฝันของเขากับความเป็นจริงเชื่อมโยงและเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ดังนั้น การที่เขาไม่เอาดีทางด้านการศึกษา แต่กลับทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ตามที่ตน “ตระหนัก”ชัดในห้วงความคิด ทำให้กลายเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกที่ยิ่งใหญ่
จีนในยุคปฏิวัติ เหมาเจ๋อตงนำเสนอแนวคิดยิ่งใหญ่อย่างสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของการขับเคลื่อนตัวเองออกจากวังวนแห่งทุพภิกขภัย จึงกลายเป็นเส้นทางอันสว่างไสวที่ประชาชาติจีนเฝ้าเพียรแสวงหา นำประชาชนชาวจีนหลุดพ้นจากแอกครอบงำของอำนาจจารีต อำนาจต่างชาติ ดำเนินการพัฒนาสร้างสรรค์ประเทศจีน ทันกับจังหวะการพัฒนาของสังคมมนุษย์ และก้าวเข้าสู่ความเป็นชาติผู้นำในกระบวนการพัฒนาของสังคมมนุษย์ได้ในระยะเวลาไม่นานนัก
เหมาเจ๋อตงจึงเป็นผู้เปลี่ยนแปลงประเทศจีนโดยตรงและโลกโดยอ้อมอย่างปราศจากข้อกังขาใดๆ
กระนั้น เหมาเจ๋อตงก็ไม่สามารถแสดงบทบาทของผู้นำยิ่งใหญ่ในกระบวนการพัฒนาประเทศจีนไปสู่ความทันสมัย แม้ในช่วงต้นของการพัฒนา เขาได้นำเสนอแนวคิด “เดินไปบนหนทางของตนเอง” (ในปี ค.ศ.1956) ซึ่งสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของสังคมจีนขณะนั้น ในบริบทของสังคมโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เริ่มก้าวพ้นยุคสงครามและการปฏิวัติ เคลื่อนเข้าสู่ยุคสงครามเย็น สองอภิมหาอำนาจ(สหรัฐฯกับอดีตสหภาพโซเวียต)แก่งแย่งกันไปทุกที่ แต่ก็ไม่พร้อมระเบิดสงครามล้างโลก ยุโรปและญี่ปุ่น ตลอดจนประเทศเกิดใหม่จำนวนหนึ่ง สามารถพัฒนาเศรษฐกิจสังคมประเทศตนให้เข้มแข็งได้ภายในสองทศวรรษ
ถ้าจีนเดินหน้าพัฒนาประเทศตามสภาพเป็นจริงของตนเอง ซึ่งยังล้าหลังยากจนอย่างมาก ดังที่เหมาเจ๋อตงได้พรรณนาไว้ใน “ความสัมพันธ์ใหญ่ 10 ประการ” เขากับคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็จะเป็นผู้พลิกโฉมหน้าจีน แนวคิดชี้นำที่ปรากฏใน “ความสัมพันธ์ใหญ่ 10 ประการ” ก็จะแตกแขนงออกไปเป็นแนวคิดชี้นำแยกย่อยมากมาย เป็นระบบทฤษฎีสมบูรณ์ได้ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติ พัฒนาประเทศจีนไปสู่ความทันสมัย
แต่เมื่อเขาละจากแนวคิดชี้นำเบื้องต้นนี้ไป หันกลับไปดำเนินการต่อสู้ปฏิวัติต่อไปทางด้านความคิดการเมือง ประวัติศาสตร์จึงได้ละทิ้งเขาไว้ข้างทาง ไม่สามารถนำพาประชาชนชาวจีนสร้างความศิวิไลซ์ให้แก่ประเทศจีนได้ดังที่เขาใฝ่ฝัน
ในที่นี้ ความฝันของเขาที่จะปฏิวัติต่อไป ให้จีนก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ จึงเป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆ พยายามดึงดันทำไปอย่างไรก็ไม่สำเร็จ กลับสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ประชาชนชาวจีนล้มตายมากมาย ทำลายกระบวนการพัฒนาประเทศจีนไปสู่ความทันสมัย ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุข
ด้วยแนวคิดชี้นำที่ไม่ยืนอยู่บนฐานของความเรียกร้องต้องการของประชาชนชาวจีน ในยุคสมัยที่สงครามและการปฏิวัติได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทำให้เหมาเจ๋อตงหมดสภาพของการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่(ในการพัฒนาประเทศจีน) แนวคิดชี้นำเบื้องต้นที่ถูกต้อง ที่ปรากฏอยู่ในบทวิเคราะห์เรื่อง “ความสัมพันธ์ใหญ่ 10 ประการ” ไม่ได้ถูกนำมาชี้นำการเคลื่อนไหวปฏิบัติพัฒนาประเทศอย่างเป็นจริง จึงเป็นเพียง “แนวคิด”ชี้นำเบื้องต้น ไม่มีโอกาสพัฒนาเป็นระบบความคิดทฤษฎีในท่ามกลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติทางสังคม เปรียบเป็นหน่ออ่อนที่ไม่มีเนื้อดินอันอุดมรองรับ จึงเหี่ยวเฉาแคระแกร็น
ดังนั้น เมื่อสิ้นยุคเหมา สิ่งแรกที่เติ้งเสี่ยวผิงนำเสนอต่อสังคมจีนก็คือ “ทุกอย่างเริ่มจากความเป็นจริง” โยกแนวคิดชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริง รณรงค์ให้ทั่วทั้งพรรคฯ “ปลดปล่อยความคิด หาสัจจะจากความเป็นจริง” ถือว่า “การปฏิบัติเท่านั้นที่เป็นมาตรฐานวัดความถูกต้องของสัจธรรม”
หลังจากนั้น แนวคิดยิ่งใหญ่ในเรื่องต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากปากของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งทั้งหมดนั้นได้มาจากการสรุปบทเรียนการพัฒนาประเทศในระบอบสังคมนิยมของจีน ของกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาส่วนหนึ่ง รวมทั้งเรียนรู้ประสบการณ์ ความสำเร็จ ในการพัฒนาประเทศของโลกทุนนิยม ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา
ฐานคิดของเติ้งเสี่ยวผิงและคณะผู้นำจีนในตอนนั้น ตั้งอยู่บนฐานความจริงของทั้งโลก แนวคิดการพัฒนาประเทศจีนไปสู่ความทันสมัยจึงทะลุทะลวงข้ามพรมแดนอุดมการณ์ทางการเมืองไปในทุกจุด นำไปสู่การนำเสนอแนวคิดเปิดกว้างรอบด้าน และปฏิรูปรอบด้าน โดยไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “ทุนนิยม”หรือ “สังคมนิยม”

แนวคิดยิ่งใหญ่ของเติ้งเสี่ยวผิงได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติตามอย่างกว้างขวาง ขณะที่เติ้งเสียวผิงและคณะผู้พรรคฯและรัฐบาลจีน ติดตามผลการพัฒนาอย่างใกล้ชิด พร้อมกับนำเสนอแนวคิดเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เสริมความสมบูรณ์ให้กับแนวคิดชี้นำเบื้องต้นเป็นลำดับ พัฒนาขยายตัวเป็นระบบความคิดชี้นำการพัฒนาประเทศจีนให้ทันสมัยที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์ในยุคเจียงเจ๋อหมินเป็นแกนนำ ได้ประกาศ “สถาปนา”ระบบความคิดดังกล่าวของเติ้งเสี่ยวผิงเป็น “ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง” เป็นต้นขั้วระบบความคิดพัฒนาประเทศจีนให้ทันสมัยรอบด้านของคณะผู้นำจีนในรุ่นต่อๆมา
เป็นต้นธารทางปัญญาอันล้ำค่าของประชาชาติจีน ในการเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่ความศิวิไลซ์ระดับโลกในอนาคตที่ไม่ไกลนัก
ต่อมาเมื่อเจียงเจ๋อหมินนำเสนอแนวคิดสำคัญเรื่อง “ตัวแทน 3 ประการ” ในทางเป็นจริงก็คือการพัฒนาแนวคิดทฤษฎีชี้นำของพรรคฯจีนไปสู่ขั้นใหม่ บนฐานของทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง
เช่นเดียวกัน เมื่อหูจิ่นเทานำเสนอ “ทัศนะการพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์” ก็เป็นการสานต่อแนวคิดชี้นำบนฐานทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิงและทฤษฎี “ตัวแทน 3 ประการ”
ทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้เรา “เข้าถึง”สัจธรรมข้อหนึ่งคือ “ผู้ยิ่งใหญ่ย่อมนำเสนอแนวคิดที่ยิ่งใหญ่เสมอ” และ “เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่เสมอ” ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นบิลเกตส์หรือเหมาเจ๋อตง-เติ้งเสี่ยวผิง
ความสำคัญของ “แนวคิดสำคัญทางยุทธศาสตร์” อยู่ที่มันสะท้อนกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมหรือไม่ สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของปวงประชามหาชนหรือไม่
บางทีผู้มีอำนาจ พยายามจะแสดงความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะสิ่งที่พวกเขานำเสนอไม่ได้สะท้อนความเรียกร้องต้องการที่เป็นจริงของประเทศชาติ ประชาชน ไม่ได้ส่งเสริมให้ประเทศชาติพัฒนาไปในครรลองที่ถูกต้อง และขับเคลื่อนไปสู่ขั้นความเจริญตามที่ควรจะเป็นอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม มักจะเป็นไปเพื่อสนองผลประโยชน์ส่วนตน กลุ่มตน
ความมีอำนาจกับความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ จึงเป็นคนละเรื่องกัน
ผู้มีอำนาจ เมื่อสูญสิ้นอำนาจ ก็อาจถูกประณาม ขณะที่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะสถิตอยู่ในความทรงจำของประชาชนตลอดกาล
สำหรับประเทศไทย เราค่อนข้าง “แปลกแยก”กับเรื่องทฤษฎีชี้นำ เนื่องจากผู้มีอำนาจปกครอง บริหารประเทศไทย แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมไทย ไม่ได้ยึดถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้ง เราจึงมีแต่ผู้ปกครองที่ใช้อำนาจ ไม่มีผู้ปกครองที่ใช้ปัญญา ขาดซึ่งทฤษฎีชี้นำ แม้ประเทศไทยได้ดำเนินการพัฒนามาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ แต่แนวคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ หลักๆยังอิงอยู่กับแนวคิดตำราต่างประเทศ ไม่แสวงหา “หนทางของตนเอง” ไม่เริ่มจากความเป็นจริงของประเทศไทย ไม่เริ่มจากความเรียกร้องต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
มาบัดนี้ มีการนำเสนอแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”อย่างเป็นระบบ บนฐานความเป็นจริงของสังคมไทย มีรากวัฒนธรรมแบบพอเพียงรองรับอยู่ หากมีการดำเนินการพัฒนาประเทศตามแนวคิดชี้นำนี้อย่างจริงจัง ปรับเสริมเพิ่มความสมบูรณ์ให้แก่แนวคิดนี้บนฐานการรับรู้จากการปฏิบัติจริงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ บนฐานของความเรียกร้องต้องการของประชาชนชาวไทยมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก็เชื่อว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ประเทศไทยจะได้รับการพัฒนา เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ภายใต้การชี้นำของแนวคิดทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดย "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่"จริงๆ

-----------------------------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...