xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? (4)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

คนจีนสร้างชาติวันนี้ มีนัยของการ “บุกเบิก”และ “นำร่อง”พัฒนาการของมวลมนุษยชาติในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการล่มสลายของกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก ระบอบสังคมนิยมซึ่งเป็นขั้นการพัฒนาสูงสุดของระบบสังคมแห่งมวลมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เมื่อได้รับการสถาปนาขึ้นบนแผ่นดินใหญ่จีนแล้ว มันได้ทำหน้าที่กำกับทิศทางการพัฒนาประเทศของคนจีนมาโดยตลอด ให้ดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้ ไม่สะเปะสะปะหรือหลงทิศผิดทาง
อีกนัยหนึ่ง พวกเขาพัฒนาประเทศตามแนวคิดอุดมการณ์มาร์กซิสม์ มีความเชื่อมั่นศรัทธาในลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ที่อธิบายให้เห็นถึงกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมมนุษย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และส่องไกลไปถึงอนาคตอันยาวไกลว่า สักวันหนึ่งเมื่อพลังการผลิตทางสังคมของมนุษยชาติพัฒนาก้าวหน้าถึงระดับหนึ่งแล้ว ระบบความสัมพันธ์ต่างๆในสังคมก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นบูรณาการ รวมถึงความคิดความอ่านของคนเรา เป็นสังคมใหม่ที่แปลกแยกไปจากสังคมทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง คือมีความกลมกลืนอย่างเป็นบูรณาการ ไม่มีการกดขี่ขูดรีด ไม่มีการแยกขั้ว ทุกคนเป็นเงื่อนไขและปัจจัยแห่งการพัฒนาซึ่งกันและกัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาตนเองในทุกๆด้านของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
เขาเรียกสังคมแห่งอนาคตนั้นว่าสังคมคอมมิวนิสต์ และระยะต้นของสังคมคอมมิวนิสต์ก็คือสังคมนิยม
ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีนเล็งสายตาสู่อนาคตยาวไกลนั้นตั้งแต่เริ่มต้นของการเคลื่อนไหวปฏิวัติ และเมื่อสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วก็ไม่รอช้าเร่งพัฒนาประเทศมุ่งสู่จุดหมายปลายทางนั้นเต็มที่ ในทำนองเดียวกันกับกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่ได้ดำเนินมาก่อนหน้านั้น คือเน้นการจัดระเบียบสังคมใหม่ โดยพยายามให้เข้าข่ายของความเป็นระบอบสังคมนิยม(ตามการบรรยายของปรมาจารย์)มากที่สุดภายในระยะเวลาสั้นที่สุด จากนั้นไปพัฒนาพลังการผลิต ซึ่งน่าจะทำได้ดีกว่าที่เป็นไปในกลุ่มประเทศทุนนิยม
แต่ผลของการปฏิบัติทั้งของกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตและประเทศจีน เมื่อเทียบกับการพัฒนาของพลังการผลิตในโลกทุนนิยม กลับปรากฏผลในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจสังคมนิยมไม่เอื้อให้ประชาชนพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ดีเท่ากับในประเทศทุนนิยมเลย ระบอบสังคมนิยมกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความขาดแคลน ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ไม่เป็นที่ยอมรับของชาวโลกส่วนใหญ่ รวมทั้งบางส่วนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในระบอบสังคมนิยม
วิกฤติค่อยๆก่อตัวขึ้น คณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศจีน ได้ทำการประเมินผลและสรุปบทเรียนกันเป็นระยะๆ มีการปรับแก้แนวคิดแนวทางการพัฒนาประเทศในระบอบสังคมนิยมกันหลายระลอกและหลากรูปแบบ แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน จนกระทั่งทุกอย่าง “สุกงอม” กลุ่มผู้นำในประเทศอดีตสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก ถึงกับละทิ้งการสร้างชาติในระบอบสังคมนิยม “เลิกแล้ว”ในความเชื่อมั่นศรัทธาในสังคมอุดมการณ์ หันกลับไปสู่ครรลองทุนนิยมเต็มตัวอย่างฉับพลัน ภายในเวลาไม่กี่ปีในช่วงปลายทศวรรษ ค.ศ.1980 และต้นทศวรรษ ค.ศ.1990 ปล่อยให้ประเทศจีนกับอีกบางประเทศที่เหลืออยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศสังคมนิยมที่กำลังพัฒนาและมาทีหลัง ขับเคลื่อนตัวเองต่อไปในท่ามกลางคลื่นลมและมรสุมอันรุนแรง
เวลานั้น เสียงไชโยโห่ฮิ้วของฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ดังกระหึ่มโลก ท่ามกลางความฝ่อห่อเหี่ยวของชาวลัทธิมาร์กซ์และกองเชียร์ แทบไม่มีใครคาดหมายว่าประเทศจีนจะยังยืนยงอยู่ได้ในระบอบสังคมนิยม ส่วนใหญ่เห็นว่า อีกไม่ช้าไม่นาน จีนก็จักต้องเดินตามหลังกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต เข้าไปอยู่ในแถวของประเทศทุนนิยมเป็นแม่นมั่น แม้ว่าการชุมนุม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินและอีกหลายเมืองในระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน ปี ค.ศ.1989 ของนักศึกษาประชาชนที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง จะลงเอยด้วยการถูกปราบปราม แต่กลุ่มทุนใหญ่โลกก็หวังว่า การไหลทะลักเข้าจีนของทุนต่างประเทศ ก็น่าจะเป็นเหตุปัจจัยเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “จากภายใน”ของระบอบสังคมนิยมแบบจีน ค่อยๆ “ปฏิรูป”สังคมจีน จนกระทั่งหลุดจากความเป็นสังคมนิยม
กระนั้น คณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่า การปฏิรูประบบ กลไก และโครงสร้างต่างๆในสังคมจีน ก็เพื่อสนองตอบความเรียกร้องต้องการการพัฒนาของพลังการผลิตที่ก้าวหน้าในระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน พรรคฯจีนยังคงยืนหยัดยึดมั่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์อย่างเหนียวแน่น ทุกย่างก้าวของการปฏิรูปและพัฒนาประเทศก็มุ่งไปสู่ความเป็นสังคมอุดมการณ์ในบั้นปลาย มุ่งสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขต่างๆให้แก่การพัฒนาตนเองอย่างรอบด้านของประชาชนชาวจีน
การพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าทั่วด้าน เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้านของ “คน” ในระดับปัจเจกชน ก็คือจุดหมายปลายทางที่ชาวพรรคฯจีนยึดมั่นในกระบวนการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ซึ่งในขั้นปัจจุบันก็คือการสร้างประเทศจีนให้เป็นสังคมกลมกลืน โดยใช้ทัศนะการพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ชี้นำ
ชาวพรรคฯจีนโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างครึกโครมในแนวคิดทฤษฎีใหม่ๆและความสำเร็จที่ผุดบังเกิดและทะลักล้นขึ้นมาบนผืนแผ่นใหญ่จีน โดยชาวโลกจำนวนมากขึ้นทุกทีได้เดินทางไปพบเห็นจะจะกับตาตนเอง แล้วนำมาโจษขานกันเซ็งแซ่ เกือบจะในทันทีทันใด การพัฒนาประเทศในระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนได้กลายเป็น “ต้นแบบ”ของความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกไปแล้ว
อะไรจะปานนั้น ? ก็ไหนบอกว่าจีนจะไปไม่รอด ต้องจอดป้ายแน่ เวลาผ่านไปเพียงสองทศวรรษเศษๆ สุ้มเสียงของชาวโลกพากัน “เปลี๊ยนไป๋”ได้ถึงขนาดนั้น โดยเฉพาะกลุ่ม “มองร้ายจีน” ต่างพากันถือเอาการเร่งโหมเร่งกระพือ “ความน่ากลัว”ของจีนในทุกๆด้านเป็นอาชีพใหม่ไปแล้ว
ขณะที่กลุ่มคน “กลางๆ”ที่ยึดเอาข้อเท็จจริงเป็นสรณะ กลับพากันชื่นชม(หรืออย่างมากก็อิจฉา)ในความเจริญก้าวหน้าของสังคมจีน และโอกาสของคนจีนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกๆด้าน ที่นับวันแต่จะกว้างและไกลไปตามการผันเปลี่ยนของกาลเวลา
อาจกล่าวได้ว่า การที่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีนประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นเรื่อยๆในการบริหารประเทศ ก็เพราะพวกเขา “เข้าถึง”สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ คือระบอบสังคมนิยม โดยเฉพาะคือระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน ที่พวกเขาสร้างมากับมือ จึงได้คำตอบชัดเจนว่า พวกเขาจะต้องสร้างระบอบสังคมนิยมกันแบบไหน อย่างไร อะไรก่อน อะไรหลัง
อีกนัยหนึ่ง การสร้างชาติในระบอบสังคมนิยม ตามแนวคิดอุดมการณ์ของปรมาจารย์ ทำให้เขาเข้าถึง “แก่นแท้”ของระบอบสังคมนิยมที่แท้จริง ตัวจริงเสียงจริง ที่แตกต่างไปจากภาพบรรยายของปรมาจารย์ รู้ว่าจะต้องสร้างระบอบสังคมนิยมให้เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้อย่างไร ด้วยวิธีการที่เหมาะสมและเป็นไปได้จริง
จากนั้น ความรับรู้ในการสร้างชาติในระบอบสังคมนิยมของพวกเขาก็กลับทำให้เขา “เข้าถึง”แก่นแท้ของความหมายยาวไกลของระบอบสังคมนิยมในบริบทของพัฒนาการของสังคมมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีก โดยเฉพาะการสร้างสังคมให้เจริญก้าวหน้าทั่วด้าน เพื่อการพัฒนาอย่างรอบด้านของ “คน”ในระดับปัจเจกชน
จากนั้น พวกเขาสามารถนำเอา “แก่นแท้”ของระบอบสังคมนิยมเหล่านี้ มาประยุกต์เข้ากับการกำหนดแนวนโยบายการพัฒนาประเทศในแต่ละขั้นอย่างเหมาะสม ให้เนื้อในของการพัฒนาประเทศในแต่ทุกขั้นตอน มีองค์ประกอบของ “ดีเอ็นเอ”สังคมคอมมิวนิสต์ผสมผสานอยู่อย่างกลมกลืน ทำหน้าที่กำหนดลักษณะของความเป็นสังคมอุดมการณ์ในทุกขั้นของการพัฒนาของสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน
เช่นนี้แล้ว แนวคิดการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย การสร้างสังคมกลมกลืน และอะไรอื่นๆที่จะติดตามมา จึงย่อมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ “เนื้อใน”แล้วว่า จะต้องดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง ตามแนวคิดอุดมการณ์ ซึ่งก็คือสังคมดีงามรอบด้าน เหมาะอย่างยิ่งแก่การพัฒนาชีวิตของทุกๆคน
กล่าวกันว่า กว่าชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะบรรลุ “สัจธรรม”แห่งการพัฒนาระบอบสังคมนิยม ก็กินเวลาร่วมสามสิบปี โดยเริ่มจากการนำเสนอแนวคิด “เดินไปบนหนทางของเราเอง” ของเหมาเจ๋อตงในกลางทศวรรษ ค.ศ.1950 และมาปรากฏผลเห็นแจ้งในยุคเติ้งเสี่ยวผิง ที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างจะแจ้งว่า “แก่นแท้”ของสังคมนิยม คืออะไร จนกระทั่งนำไปสู่ความสำเร็จอย่างงดงามในการสร้างชาติในระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน
ซึ่งบัดนี้ได้ก้าวมาถึงขั้น “ถือเอาคนเป็นฐาน”ในการพัฒนาทุกๆด้าน
ดูที่ “คน” แล้วจะเห็นผลการพัฒนา ทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ
------------------------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...