ประวัติศาสตร์จีนนั้นยาวนานมาก เขียนเล่าได้เป็นหนังสือเต็มตู้ แต่ผมจะลองสรุปให้ดูอย่างย่นย่อที่สุดดังนี้ครับ
ในดินแดนที่เป็นประเทศจีนปัจจุบันนั้น มีมนุษย์อยู่อาศัยมานับตั้งแต่ยุคหินเก่า จากการขุดค้นทางโบราณคดีทำให้ทราบว่า มีกลุ่มชนชาติหลายกลุ่มกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ของประเทศจีนปัจจุบัน ชุมชนในอดีตเหล่านั้นเคยผ่านขึ้นตอนสังคมที่นับสายสกุลทางแม่ จนกระทั่งพัฒนาเข้าสู่ยุคที่สังคมมีการสืบสายสกุลทางพ่อ หรือกล่าวง่ายๆ ว่าผู้ชายเป็นใหญ่ การก่อร่างสร้างชาติของจีนเริ่มในยุคนี้
ชุมชนหรือเผ่าที่เป็นต้นกำเนิดของชาติจีนคือเผ่าของหวงตี้ ซึ่งตั้งรกรากอยู่แถบที่ราบสูงส่านซีในลุ่มแม่น้ำจี ซึ่งอยู่แถบบริเวณต้นน้ำหวงเหอ (ฮวงโห หรือแม่น้ำเหลือง) กับเผ่าของเหยียนตี้ ซึ่งมีรกรากอยู่ใกล้เคียงกันเป็นเผ่าที่ใกล้ชิดมีความสัมพันธ์กันทางการแต่งงาน สองเผ่านี้เป็นเผ่าที่มีความเจริญขึ้นค่อนข้างเร็ว และได้เป็นหลักในการรวบรวมเอาเผ่าอื่นๆ ข้างเคียงผนวกเข้าเป็นชนชาติหัวเซี่ย (ฮั่วเห่) ถัดออกมาทางคาบสมุทรซานตง (ชานตุง) ทางตอนปลายแม่น้ำหวงเหอลงมาแถบลุ่มน้ำหวยเหอนั้น มีเผ่าใหญ่อีกเผ่าหนึ่งเรียกว่า ตงอี๋ ส่วนทางตอนใต้แม่น้ำหวงเหอลงมาแถบลุ่มน้ำหวยเหอเป็นกลุ่มชนเผ่ากลุ่มใหญ่ที่เรียกกันว่า เหมียวหมาน หรือ จิ่วหลี ซึ่งมีหัวหน้าชื่อ ชือหยิว (ชีอิ๋ว)
หวงตี้ผูกพันธมิตรกับเหยียนตี้ รบชนะปราบปรามเผ่าเหมียวหมานของชือหยิวลงได้ จากนั้นหวงตี้กับเหยียนตี้ก็รบกันเอง หวงตี้เป็นฝ่ายชนะจึงเท่ากับเป็นผู้รวบรวมชนเผ่าต่างๆ ในดินแดนตงง้วนให้รวมกันเป็นเผ่าใหญ่ เรียกกันว่า “หัวเซี่ย” ต่อมาชนชาติหัวเซี่ยก็ค่อยๆ ผนวกกลืนเผ่าตงอี๋ทางคาบสมุทรซานตงไปในที่สุด
ทางตอนใต้แม่น้ำแยงซีเกียงลงมาเป็นเขตของกลุ่มชนชาติใหญ่สองกลุ่ม ทางตอนปลายแม่น้ำแยงซีเกียงต่ำลงมาทางแถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีนถึงเวียดนามเหนือ และตอนใต้ของยูนนานเป็นดินแดนของกลุ่มชนชาติเยวี่ย (เยะ หรือ เวี้ย) ซึ่งต่อมาแยกสายพัฒนาขึ้นเป็นชนชาติจ้วง ต้ง หลี ปู้อี สุ่ย ซา หนง ลาว และไท เป็นต้น ส่วนทางแถบต้นน้ำแยงซี บริเวณเสฉวน กุ้ยโจว และตอนกลางของยูนนานมีกลุ่มชนชาติอีกกลุ่มหนึ่ง คือ พวกเย่หลาง อายหลาว ซึ่งต่อมาพัฒนาไปเป็นชนชาติอี๋ นู่ เป็นต้น สายชนชาติอายหลาวมิได้พัฒนามาเป็นไทดังที่เคยเชื่อกัน
นับจากหวงตี้ลงมาจนถึงห้ากษัตริย์นั้น ตำแหน่งหัวหน้ายังไม่มีการสืบสันตติวงศ์ แต่เป็นการเลือกตั้งจากบรรดาหัวหน้าเผ่า กระทั่งถึงสมัยกษัตริย์อู๋สถาปนาราชวงศ์ราชวงศ์เซี่ย ผู้ปกครองส่วนศูนย์กลางเริ่มมีอำนาจอิทธิพลสูงจึงสืบทอดตำแหน่งประธานหัวหน้าเผ่ากันตามสายสกุล ประมาณกันว่าสมัยราชวงศ์เซี่ยอยู่ในช่วงระหว่าง 2,000-1,600 ปีก่อน ค.ศ. ยุคนั้นสังคมจีนได้พัฒนาเข้าสู่สังคมทาสแล้ว
ต่อมามีการเปลี่ยนผู้ปกครอง เป็นราชวงศ์ซาง (เซียง) ราชวงศ์ซางปกครองจีนอยู่ระหว่าง 1,600-1,100 ปีก่อน ค.ศ. เวลานั้นอำนาจการปกครองยังกระจายมาก นครรัฐต่างๆ มีความเป็นอิสระในระดับสูง นครใดเจริญมีอำนาจกล้าแข็งก็สามารถจะแข็งข้อประลองกำลังกับกษัตริย์ได้
เจ้าแคว้นโจว ชื่อ โจวอู่หวาง (จิวบู๊อ๋อง) สามารถโค่นล้มติวอ๋องกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซางลง ปราบดาภิเษกสถาปนาราชวงศ์โจวขึ้น ช่วงแรกเรียกกันว่า ซีโจว หรือ โจวตะวันออก (1,100-770 ปีก่อน ค.ศ.) เพราะเมืองหลวงอยู่ทางตะวันตก นักปกครองที่ยอดเยี่ยมในยุคนี้คือ โจวกงตั้น (จิวกง) เขาเคยเป็นถึงผู้สำเร็จราชการแทนยุวกษัตริย์ เขาเป็นผู้วางระเบียบแบบแผนการปกครองและสร้างความเจริญมั่นคงให้สังคมไว้มาก โจโฉ เขียนกวีกล่าวถึงจิวกงไว้ว่า
“เจ้าโจวคายข้าว โลกจึงบังคม”
ราชวงศ์โจวเริ่มเสื่อมโทรมลง มีการย้ายเมืองหลวงใหม่จึงเรียกกันว่า ตงโจว หรือโจวตะวันออก(700-256 ก่อนค.ศ)ยุคนี้ราชสำนักส่วนกลางอ่อนแอลง แคว้นหรือนครรัฐต่างๆเข้มแข็ง มีอำนาจเป็นอิสระมาก แคว้นต่างๆทำศึกสงครามขยายอำนาจกันไม่หยุดหย่อน ยุคนี้ยังแบ่งย่อยออกได้เป็นสองสมัยคือ สมัยชุนชิว(770-475 ก่อน ค.ศ)และสมัยเลียดก๊ก หรือจั้นกั๋ว(ยุคสงครามกลางเมือง)ระหว่าง 475-221 ปีก่อนค.ศ ยุคตงโจวนี้จัดว่าเป็นยุคที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงสังคมระยะผ่านระหว่างสังคมทาสพัฒนาเข้าสู่สังคมศักดินา เป็นธรรมดาที่เมื่อสิ่งใหม่จะเข้าแทนที่สิ่งเก่าย่อมมีความวุ่นวายอันก่อให้เกิดปรัชญาลัทธิความเชื่อและวิชาการด้านต่างๆมากมาย ปรัชญาลัทธิความเชื่อที่ก่อกำเนิดในยุคนั้น เป็นรากเหง้าของความเป็นจีนมาตราบจนทุกวันนี้
ความแตกแยกแข่งขันกันระหว่างนครรัฐต่างๆสิ้นสุดลงโดยผู้ชนะคือ ฉินสื่อหวง(จิ๋นฮ่องเต้ 259-210 ก่อน ค.ศ)ซึ่งทรงนำระบบปรัซญาการปกครองที่ก้าวหน้าที่สุดคือปรัชญานิติวาท(ฝ่าเจีย)มาใช้ เป็นผลให้แคว้นฉินพัฒนาเข้มแข็งที่สุด จิ๋นซีฮ่องเต้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ในการรวบรวมประเทศให้เป็นเอกภาพ บีบบังคับหลอมรวมอารยธรรมของแคว้นต่างๆ เช่น ตัวอักษร ระบบมาตราชั่งตวงวัด เป็นต้นให้เป็นเอกภาพ บุกรุกยึดครองแว่นแคว้นของชนชาติอื่นๆ เช่น แคว้นของชาวเยวี่ย ทำให้ดินแดนอาณาจักรจีนขยายออกไปมากกล่าวได้ว่า ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ปูฐานให้กับการเป็นมหาอำนาจแห่งโลกตะวันออกของจีน.
ในดินแดนที่เป็นประเทศจีนปัจจุบันนั้น มีมนุษย์อยู่อาศัยมานับตั้งแต่ยุคหินเก่า จากการขุดค้นทางโบราณคดีทำให้ทราบว่า มีกลุ่มชนชาติหลายกลุ่มกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ของประเทศจีนปัจจุบัน ชุมชนในอดีตเหล่านั้นเคยผ่านขึ้นตอนสังคมที่นับสายสกุลทางแม่ จนกระทั่งพัฒนาเข้าสู่ยุคที่สังคมมีการสืบสายสกุลทางพ่อ หรือกล่าวง่ายๆ ว่าผู้ชายเป็นใหญ่ การก่อร่างสร้างชาติของจีนเริ่มในยุคนี้
ชุมชนหรือเผ่าที่เป็นต้นกำเนิดของชาติจีนคือเผ่าของหวงตี้ ซึ่งตั้งรกรากอยู่แถบที่ราบสูงส่านซีในลุ่มแม่น้ำจี ซึ่งอยู่แถบบริเวณต้นน้ำหวงเหอ (ฮวงโห หรือแม่น้ำเหลือง) กับเผ่าของเหยียนตี้ ซึ่งมีรกรากอยู่ใกล้เคียงกันเป็นเผ่าที่ใกล้ชิดมีความสัมพันธ์กันทางการแต่งงาน สองเผ่านี้เป็นเผ่าที่มีความเจริญขึ้นค่อนข้างเร็ว และได้เป็นหลักในการรวบรวมเอาเผ่าอื่นๆ ข้างเคียงผนวกเข้าเป็นชนชาติหัวเซี่ย (ฮั่วเห่) ถัดออกมาทางคาบสมุทรซานตง (ชานตุง) ทางตอนปลายแม่น้ำหวงเหอลงมาแถบลุ่มน้ำหวยเหอนั้น มีเผ่าใหญ่อีกเผ่าหนึ่งเรียกว่า ตงอี๋ ส่วนทางตอนใต้แม่น้ำหวงเหอลงมาแถบลุ่มน้ำหวยเหอเป็นกลุ่มชนเผ่ากลุ่มใหญ่ที่เรียกกันว่า เหมียวหมาน หรือ จิ่วหลี ซึ่งมีหัวหน้าชื่อ ชือหยิว (ชีอิ๋ว)
หวงตี้ผูกพันธมิตรกับเหยียนตี้ รบชนะปราบปรามเผ่าเหมียวหมานของชือหยิวลงได้ จากนั้นหวงตี้กับเหยียนตี้ก็รบกันเอง หวงตี้เป็นฝ่ายชนะจึงเท่ากับเป็นผู้รวบรวมชนเผ่าต่างๆ ในดินแดนตงง้วนให้รวมกันเป็นเผ่าใหญ่ เรียกกันว่า “หัวเซี่ย” ต่อมาชนชาติหัวเซี่ยก็ค่อยๆ ผนวกกลืนเผ่าตงอี๋ทางคาบสมุทรซานตงไปในที่สุด
ทางตอนใต้แม่น้ำแยงซีเกียงลงมาเป็นเขตของกลุ่มชนชาติใหญ่สองกลุ่ม ทางตอนปลายแม่น้ำแยงซีเกียงต่ำลงมาทางแถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีนถึงเวียดนามเหนือ และตอนใต้ของยูนนานเป็นดินแดนของกลุ่มชนชาติเยวี่ย (เยะ หรือ เวี้ย) ซึ่งต่อมาแยกสายพัฒนาขึ้นเป็นชนชาติจ้วง ต้ง หลี ปู้อี สุ่ย ซา หนง ลาว และไท เป็นต้น ส่วนทางแถบต้นน้ำแยงซี บริเวณเสฉวน กุ้ยโจว และตอนกลางของยูนนานมีกลุ่มชนชาติอีกกลุ่มหนึ่ง คือ พวกเย่หลาง อายหลาว ซึ่งต่อมาพัฒนาไปเป็นชนชาติอี๋ นู่ เป็นต้น สายชนชาติอายหลาวมิได้พัฒนามาเป็นไทดังที่เคยเชื่อกัน
นับจากหวงตี้ลงมาจนถึงห้ากษัตริย์นั้น ตำแหน่งหัวหน้ายังไม่มีการสืบสันตติวงศ์ แต่เป็นการเลือกตั้งจากบรรดาหัวหน้าเผ่า กระทั่งถึงสมัยกษัตริย์อู๋สถาปนาราชวงศ์ราชวงศ์เซี่ย ผู้ปกครองส่วนศูนย์กลางเริ่มมีอำนาจอิทธิพลสูงจึงสืบทอดตำแหน่งประธานหัวหน้าเผ่ากันตามสายสกุล ประมาณกันว่าสมัยราชวงศ์เซี่ยอยู่ในช่วงระหว่าง 2,000-1,600 ปีก่อน ค.ศ. ยุคนั้นสังคมจีนได้พัฒนาเข้าสู่สังคมทาสแล้ว
ต่อมามีการเปลี่ยนผู้ปกครอง เป็นราชวงศ์ซาง (เซียง) ราชวงศ์ซางปกครองจีนอยู่ระหว่าง 1,600-1,100 ปีก่อน ค.ศ. เวลานั้นอำนาจการปกครองยังกระจายมาก นครรัฐต่างๆ มีความเป็นอิสระในระดับสูง นครใดเจริญมีอำนาจกล้าแข็งก็สามารถจะแข็งข้อประลองกำลังกับกษัตริย์ได้
เจ้าแคว้นโจว ชื่อ โจวอู่หวาง (จิวบู๊อ๋อง) สามารถโค่นล้มติวอ๋องกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซางลง ปราบดาภิเษกสถาปนาราชวงศ์โจวขึ้น ช่วงแรกเรียกกันว่า ซีโจว หรือ โจวตะวันออก (1,100-770 ปีก่อน ค.ศ.) เพราะเมืองหลวงอยู่ทางตะวันตก นักปกครองที่ยอดเยี่ยมในยุคนี้คือ โจวกงตั้น (จิวกง) เขาเคยเป็นถึงผู้สำเร็จราชการแทนยุวกษัตริย์ เขาเป็นผู้วางระเบียบแบบแผนการปกครองและสร้างความเจริญมั่นคงให้สังคมไว้มาก โจโฉ เขียนกวีกล่าวถึงจิวกงไว้ว่า
“เจ้าโจวคายข้าว โลกจึงบังคม”
ราชวงศ์โจวเริ่มเสื่อมโทรมลง มีการย้ายเมืองหลวงใหม่จึงเรียกกันว่า ตงโจว หรือโจวตะวันออก(700-256 ก่อนค.ศ)ยุคนี้ราชสำนักส่วนกลางอ่อนแอลง แคว้นหรือนครรัฐต่างๆเข้มแข็ง มีอำนาจเป็นอิสระมาก แคว้นต่างๆทำศึกสงครามขยายอำนาจกันไม่หยุดหย่อน ยุคนี้ยังแบ่งย่อยออกได้เป็นสองสมัยคือ สมัยชุนชิว(770-475 ก่อน ค.ศ)และสมัยเลียดก๊ก หรือจั้นกั๋ว(ยุคสงครามกลางเมือง)ระหว่าง 475-221 ปีก่อนค.ศ ยุคตงโจวนี้จัดว่าเป็นยุคที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงสังคมระยะผ่านระหว่างสังคมทาสพัฒนาเข้าสู่สังคมศักดินา เป็นธรรมดาที่เมื่อสิ่งใหม่จะเข้าแทนที่สิ่งเก่าย่อมมีความวุ่นวายอันก่อให้เกิดปรัชญาลัทธิความเชื่อและวิชาการด้านต่างๆมากมาย ปรัชญาลัทธิความเชื่อที่ก่อกำเนิดในยุคนั้น เป็นรากเหง้าของความเป็นจีนมาตราบจนทุกวันนี้
ความแตกแยกแข่งขันกันระหว่างนครรัฐต่างๆสิ้นสุดลงโดยผู้ชนะคือ ฉินสื่อหวง(จิ๋นฮ่องเต้ 259-210 ก่อน ค.ศ)ซึ่งทรงนำระบบปรัซญาการปกครองที่ก้าวหน้าที่สุดคือปรัชญานิติวาท(ฝ่าเจีย)มาใช้ เป็นผลให้แคว้นฉินพัฒนาเข้มแข็งที่สุด จิ๋นซีฮ่องเต้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ในการรวบรวมประเทศให้เป็นเอกภาพ บีบบังคับหลอมรวมอารยธรรมของแคว้นต่างๆ เช่น ตัวอักษร ระบบมาตราชั่งตวงวัด เป็นต้นให้เป็นเอกภาพ บุกรุกยึดครองแว่นแคว้นของชนชาติอื่นๆ เช่น แคว้นของชาวเยวี่ย ทำให้ดินแดนอาณาจักรจีนขยายออกไปมากกล่าวได้ว่า ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ปูฐานให้กับการเป็นมหาอำนาจแห่งโลกตะวันออกของจีน.