หนันฟังวีคลีย์ - ชี้เบียร์ต่างชาติเลิกง้อโรงงานท้องถิ่นจีน หันลงทุนสร้างใหม่เองถูกกว่า ด้านผู้ผลิตเบียร์จีนเน้นยุทธศาสตร์ขยายสาขาทั่วประเทศ ผ่านวิธีตัดราคาชนิดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม จนบางรายขาดทุนอ่วม เชื่อจากนี้ไปตลาดน้ำเมาสีทองแดนมังกรเดือด เพราะมีผู้ลงประลองศึกทั้งในและต่างประเทศ

บรรดาผู้ผลิตเบียร์หัวแถวแดนมังกรทุกวันนี้ ล้วนมีพันธมิตรต่างชาติเกือบทั้งหมด มีเพียง เยียนจิง (燕京) ยี่ห้อเดียวเท่านั้น ที่ยังปลอดจากการปฏิสัมพันธ์กับต่างชาติ ซึ่งแม้จะลองโยนบอลเสี่ยงทายออกไป แต่ก็เป็นลูกบอลที่ราคาแพงมาก จนต่างชาติขอลงสนามเล่นเองคนเดียวดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลี่ฝูเฉิง ประธานเยียนจิงเบียร์ ออกตัวว่า เยียนจิงจะยังแสวงหาพันธมิตรเบียร์ต่างถิ่นต่อไป
หลังคำประกาศนี้ มีข่าวตามมาทันทีว่า อินเบฟ (In Bev) ผู้ผลิตเครื่องดื่นน้ำเมาเจ้าดังจากเบลเยี่ยม มีความประสงค์จะทุ่มเงินไม่ต่ำกว่า 2,300 ล้านหยวน เพื่อซื้อหุ้นเยียนจิงเบียร์ 20%
ขณะที่ แอนฮูเซอร์-บุช (Anheuser-Busch) หรือ เอ-บี กรุ๊ป เจ้าของ บัดไวเซอร์ (Budweiser) ยักษ์เบียร์ระดับโลกจากแดนอินทรีระบุว่า ผู้ผลิตเบียร์ส่วนใหญ่ในแดนมังกรล้วนมีผู้ถือหุ้นต่างชาติร่วมด้วยทั้งนั้น ส่วนเจ้าที่ยังไม่มีพันธมิตร นับวันก็ยิ่งปั่นราคาสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญต่างเสียงพ้องว่า ณ เวลานี้ ต่างชาติที่ใฝ่ฝันว่าจะรุกเข้าสู่ตลาดเบียร์จีนนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยวิธีการเข้าซื้อกิจการบริษัทเบียร์ท้องถิ่นแล้ว เนื่องจากยังมีอีกทางเลือก นั่นคือการสร้างโรงงานแห่งใหม่เอง
ซื้อกิจการไม่สู้สร้างโรงงานเอง
“ไปซื้อกิจการไม่คุ้มเท่าเข้าไปตั้งโรงงานเอง” เฉิงเยี่ยเหริน ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ของเอ-บี กรุ๊ปประจำประเทศจีนระบุ

“สร้างโรงงานใหม่คุ้มกว่า” หลี่กุ้ยหรง ประธานเบียร์ชิงเต่า (青岛) เจ้าตลาดอีกรายของจีนเผย ทั้งนี้ ช่วงก่อนปี 2001 เบียร์ชิงเต่าได้เข้าซื้อโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศกว่า 40 แห่ง
ที่นักลงทุนตั้งหลายมีแนวคิดชนิดกลับข้าง 180 องศา ก็เป็นเพราะปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตเบียร์แดนมังกรต่างๆ มักจะ ‘เสนอราคาขาย’ ที่ค่อนข้างแพงลิ่ว
“หลายปีมานี้ บริษัทต่างชาติบางราย ยอมเสนอราคาซื้อที่สูงมาก เพื่อหวังหาลู่ทางเจาะเข้าสู่ตลาดเบียร์จีนให้ได้ จนทำให้กลุ่มผู้ผลิตท้องถิ่นเคยชินกับการได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก เพื่อแลกกับการให้ต่างชาติมาเป็นคู่หุ้นส่วน ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว บางทีเงินที่ใช้สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่มาพร้อมเครื่องมือใหม่กว่าดีกว่า อาจจะใช้เงินน้อยกว่าไปซื้อกิจการเสียอีก ดังนั้น ช่วงที่ผ่านมาจึงเกิดปรากฏการณ์สร้างโรงงานใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก” หวังฉวิน กรรมการผู้จัดการสโนว์เบียร์เท้าความ
อย่างไรก็ตาม เยียนจิงเบียร์เห็นว่า ถ้าเบียร์ต่างชาติได้เข้ามาเกี่ยวดองกับตนแล้ว ย่อมจะเสริมเพิ่มศักยภาพของพวกเขาในตลาดจีนได้อย่างมาก
ทั้งนี้ ปัจจุบัน เยียนจิงเบียร์สยายปีกครอบคลุมทั่วแทนมังกรแล้ว โดยเฉพาะในภาคเหนือ และยังเป็นอันดับหนึ่งในตลาดปักกิ่ง ครองสัดส่วนในตลาดถึง 92% แม้หลังจากการเข้ามาของคู่แข่งอย่างเบียร์ชิงเต่าที่ขายหุ้น 27%ให้กับเอ-บีกรุ๊ป เยียนจิงเบียร์ก็ยังยึดพื้นที่ตลาดปักกิ่งไว้ได้ถึง 85% นอกจากนั้น ยังครองตลาดเบียร์มองโกเลียไว้ในมือถึง 70%
จากเขตสู่เมืองสู่ทั่วประเทศ
“ขยายตลาดทั่วประเทศ” เป็นสโลแกนและเป้าหมายหลักของผู้ผลิตเบียร์จีนเกือบทุกยี่ห้อ

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ สโนว์เบียร์ (雪花) ซึ่งเป็นเบียร์ระดับกลางได้เข็นแผนยุทธศาสตร์ขยายตัวราว ‘ดอกเห็ด’ ซึ่งเน้นพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลหรือแม่น้ำ จนถึงขณะนี้สโนว์เบียร์ได้ซื้อและสร้างโรงงานใหม่แล้วถึง 42 แห่ง ในกว่า 10 มณฑล
โหวเซี่ยวไห่ ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดของสโนว์เบียร์เผยว่า โรงงานเหล่านี้ล้วนกระจายตัวเป็น 2 แนวหลัก คือจากตะวันออกเฉียงเหนือไปยัง ปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ยทางตะวันออก และตามแนวแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ที่จะรวมมณฑลอันฮุย หูเป่ย และซื่อชวน (เสฉวน) โดยช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สโนว์เบียร์มีอัตราการเติบโตปีละ 30%
ปีที่แล้ว สโนว์เบียร์มียอดขายมากเป็นอันดับหนึ่งถึง 1,580,000 ตัน แซงหน้าเบียร์เก่าแก่อย่างชิงเต่าที่มียอดขาย 1,400,000 ตัน และ 1,330,000 ตัน ของเยียนจิงเบียร์เจ้าตลาดปักกิ่ง
เอ-บี กรุ๊ปซึ่งปัจจุบันมีเบียร์ในสังกัดถึงสองยี่ห้อ คือ บัดไวเซอร์ และชิงเต่าที่กระจายตัวอยู่ทั่วจีนแล้ว ยังตั้งเป้าภารกิจหลักในปีนี้คือดัน ฮาร์บินเบียร์ สู่ตลาดทั่วแดนมังกรเช่นกัน โดยจะเริ่มจากตลาดราว 10 มณฑลทางตอนใต้ โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้และกว่างโจว จากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนทัพขึ้นไปทางเหนือ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นเดิม
สำหรับกลยุทธการขยายตลาดทั่วประเทศของบรรดาเบียร์จีน จะใช้วิธีซื้อธุรกิจเบียร์ในแต่ละท้องถิ่น หรือไม่ก็สร้างโรงงานใหม่เอง ซึ่งทำให้บรรยากาศตลาดเบียร์จีนนับวันยิ่งแข่งขันกับดุเดือดยิ่งขึ้น
ตัดราคาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ทุกวันนี้ ตลาดเบียร์แดนมังกรตั้งแต่เหนือจดใต้ เป็นเสมือนสนามรบที่แม่ทัพนายกองและม้าศึกวิ่งกันฝุ่นตลบ โดยมีตัวเลขผลกำไรที่ลดฮวบลงอยู่เบื้องหลัง
“ผลกำไรที่เคยมหาศาลในตลาดเบียร์จีนเป็นอดีตที่ไม่อาจหวนคืน และกว่างตงไม่ใช่แดนสวรรค์ของตลาดนี้อีกต่อไป และ”ฟางกุ้ยเฉวียน ประธานและกรรมการของจูเจียงเบียร์ (Pearl River Beer) ผู้เล่นอีกรายในตลาดน้ำเมาสีทองของจีนกล่าว

สถานการณ์แข่งขันในตลาดปัจจุบันที่ถึงพริกถึงขิง ก็เป็นเพราะมีการลงทุนที่ขยาดตัวราวดอกเห็ด จนทำให้มีผลผลิตเบียร์ออกมาล้นเกินความต้องการของผู้บริโภคแดนมังกร
เฉิงเยี่ยเหริน จากเอ-บี กรุ๊ปเห็นว่า เรื่องที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าของตลาดเบียร์จีน คือการแข่งขันกันตัดราคาอย่างไม่สมเหตุสมผล จนทำให้ราคาขายเบียร์ต่ำเกินไป เหมือนกับทุกคนคิดแต่จะแข่งขันกันขายให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนว่าจะขาดทุนหรือไม่ ในที่สุดจึงได้แต่ความเหนื่อยเป็นผลตอบแทน
ส่วนหวังฉวิน จากสโนว์เบียร์เสริมว่า ตอนนี้ศึกหั่นราคาน่ากลัวมาก “แม้ว่ากลยุทธ์ตัดราคาจะใช้กันในตลาดเบียร์ทั่วโลก แต่สำหรับในจีน การตัดราคาล้มคู่แข่งได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีทางที่จะโค่นฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งไม่ได้เกิดผลทางธุรกิจจริงๆ ไม่ได้ชนะจริงๆ แค่ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บกันไป”
อย่างกรณีของ สโนว์เบียร์และ เบียร์ฮาร์บิน ที่ห่ำหั่นกันดุเดือดในพื้นที่ทางเหนือของแดนมังกร แข่งกันตัดราคา จนราคาขายต่ำกว่าต้นทุนเสียอีก แต่ก็ยังไม่มีใครยอมลงให้อีกฝ่าย
เซียวเต๋อรุ่น ประธานกลุ่มธุรกิจเบียร์ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จีนระบุ ผู้ผลิตเบียร์ทั้งในและต่างประเทศตอนนี้ล้วนวางเครือข่ายการผลิตในประเทศจีนไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นศึกตลาดเบียร์จีนจึงจะยิ่งเขม็งเกรียวขึ้น
“ตอนนี้ตลาดเบียร์จีนไม่มีผู้เล่นที่ด้อยฝีมือแล้ว และแต่ละคนล้วนมี ‘หมัดเด็ด’ เฉพาะตัว คุณอยู่ในสมรภูมินี้อาจเจอคู่แข่งแบบหนึ่ง อยู่อีกสมรภูมิก็จะเจอคู่ชกอีกแบบหนึ่ง บอกได้เพียงว่า ไม่มีพื้นที่ไหนที่จะให้คุณนอนหลับสบายได้เลย” หวังฉวินแจ้ง
เหนือสิ่งอื่นใด การมีผู้เล่นจากต่างแดนเข้ามาร่วมประลองศึกด้วย ยิ่งเป็นสิ่งน่ากลัวสำหรับตลาดเบียร์แดนมังกร ซึ่งอาจจะแซงหน้าขึ้นมาเทียบเคียงเจ้าถิ่นในไม่ช้า.
บรรดาผู้ผลิตเบียร์หัวแถวแดนมังกรทุกวันนี้ ล้วนมีพันธมิตรต่างชาติเกือบทั้งหมด มีเพียง เยียนจิง (燕京) ยี่ห้อเดียวเท่านั้น ที่ยังปลอดจากการปฏิสัมพันธ์กับต่างชาติ ซึ่งแม้จะลองโยนบอลเสี่ยงทายออกไป แต่ก็เป็นลูกบอลที่ราคาแพงมาก จนต่างชาติขอลงสนามเล่นเองคนเดียวดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลี่ฝูเฉิง ประธานเยียนจิงเบียร์ ออกตัวว่า เยียนจิงจะยังแสวงหาพันธมิตรเบียร์ต่างถิ่นต่อไป
หลังคำประกาศนี้ มีข่าวตามมาทันทีว่า อินเบฟ (In Bev) ผู้ผลิตเครื่องดื่นน้ำเมาเจ้าดังจากเบลเยี่ยม มีความประสงค์จะทุ่มเงินไม่ต่ำกว่า 2,300 ล้านหยวน เพื่อซื้อหุ้นเยียนจิงเบียร์ 20%
ขณะที่ แอนฮูเซอร์-บุช (Anheuser-Busch) หรือ เอ-บี กรุ๊ป เจ้าของ บัดไวเซอร์ (Budweiser) ยักษ์เบียร์ระดับโลกจากแดนอินทรีระบุว่า ผู้ผลิตเบียร์ส่วนใหญ่ในแดนมังกรล้วนมีผู้ถือหุ้นต่างชาติร่วมด้วยทั้งนั้น ส่วนเจ้าที่ยังไม่มีพันธมิตร นับวันก็ยิ่งปั่นราคาสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญต่างเสียงพ้องว่า ณ เวลานี้ ต่างชาติที่ใฝ่ฝันว่าจะรุกเข้าสู่ตลาดเบียร์จีนนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยวิธีการเข้าซื้อกิจการบริษัทเบียร์ท้องถิ่นแล้ว เนื่องจากยังมีอีกทางเลือก นั่นคือการสร้างโรงงานแห่งใหม่เอง
ซื้อกิจการไม่สู้สร้างโรงงานเอง
“ไปซื้อกิจการไม่คุ้มเท่าเข้าไปตั้งโรงงานเอง” เฉิงเยี่ยเหริน ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ของเอ-บี กรุ๊ปประจำประเทศจีนระบุ
“สร้างโรงงานใหม่คุ้มกว่า” หลี่กุ้ยหรง ประธานเบียร์ชิงเต่า (青岛) เจ้าตลาดอีกรายของจีนเผย ทั้งนี้ ช่วงก่อนปี 2001 เบียร์ชิงเต่าได้เข้าซื้อโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศกว่า 40 แห่ง
ที่นักลงทุนตั้งหลายมีแนวคิดชนิดกลับข้าง 180 องศา ก็เป็นเพราะปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตเบียร์แดนมังกรต่างๆ มักจะ ‘เสนอราคาขาย’ ที่ค่อนข้างแพงลิ่ว
“หลายปีมานี้ บริษัทต่างชาติบางราย ยอมเสนอราคาซื้อที่สูงมาก เพื่อหวังหาลู่ทางเจาะเข้าสู่ตลาดเบียร์จีนให้ได้ จนทำให้กลุ่มผู้ผลิตท้องถิ่นเคยชินกับการได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก เพื่อแลกกับการให้ต่างชาติมาเป็นคู่หุ้นส่วน ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว บางทีเงินที่ใช้สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่มาพร้อมเครื่องมือใหม่กว่าดีกว่า อาจจะใช้เงินน้อยกว่าไปซื้อกิจการเสียอีก ดังนั้น ช่วงที่ผ่านมาจึงเกิดปรากฏการณ์สร้างโรงงานใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก” หวังฉวิน กรรมการผู้จัดการสโนว์เบียร์เท้าความ
อย่างไรก็ตาม เยียนจิงเบียร์เห็นว่า ถ้าเบียร์ต่างชาติได้เข้ามาเกี่ยวดองกับตนแล้ว ย่อมจะเสริมเพิ่มศักยภาพของพวกเขาในตลาดจีนได้อย่างมาก
ทั้งนี้ ปัจจุบัน เยียนจิงเบียร์สยายปีกครอบคลุมทั่วแทนมังกรแล้ว โดยเฉพาะในภาคเหนือ และยังเป็นอันดับหนึ่งในตลาดปักกิ่ง ครองสัดส่วนในตลาดถึง 92% แม้หลังจากการเข้ามาของคู่แข่งอย่างเบียร์ชิงเต่าที่ขายหุ้น 27%ให้กับเอ-บีกรุ๊ป เยียนจิงเบียร์ก็ยังยึดพื้นที่ตลาดปักกิ่งไว้ได้ถึง 85% นอกจากนั้น ยังครองตลาดเบียร์มองโกเลียไว้ในมือถึง 70%
จากเขตสู่เมืองสู่ทั่วประเทศ
“ขยายตลาดทั่วประเทศ” เป็นสโลแกนและเป้าหมายหลักของผู้ผลิตเบียร์จีนเกือบทุกยี่ห้อ
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ สโนว์เบียร์ (雪花) ซึ่งเป็นเบียร์ระดับกลางได้เข็นแผนยุทธศาสตร์ขยายตัวราว ‘ดอกเห็ด’ ซึ่งเน้นพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลหรือแม่น้ำ จนถึงขณะนี้สโนว์เบียร์ได้ซื้อและสร้างโรงงานใหม่แล้วถึง 42 แห่ง ในกว่า 10 มณฑล
โหวเซี่ยวไห่ ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดของสโนว์เบียร์เผยว่า โรงงานเหล่านี้ล้วนกระจายตัวเป็น 2 แนวหลัก คือจากตะวันออกเฉียงเหนือไปยัง ปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ยทางตะวันออก และตามแนวแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ที่จะรวมมณฑลอันฮุย หูเป่ย และซื่อชวน (เสฉวน) โดยช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สโนว์เบียร์มีอัตราการเติบโตปีละ 30%
ปีที่แล้ว สโนว์เบียร์มียอดขายมากเป็นอันดับหนึ่งถึง 1,580,000 ตัน แซงหน้าเบียร์เก่าแก่อย่างชิงเต่าที่มียอดขาย 1,400,000 ตัน และ 1,330,000 ตัน ของเยียนจิงเบียร์เจ้าตลาดปักกิ่ง
เอ-บี กรุ๊ปซึ่งปัจจุบันมีเบียร์ในสังกัดถึงสองยี่ห้อ คือ บัดไวเซอร์ และชิงเต่าที่กระจายตัวอยู่ทั่วจีนแล้ว ยังตั้งเป้าภารกิจหลักในปีนี้คือดัน ฮาร์บินเบียร์ สู่ตลาดทั่วแดนมังกรเช่นกัน โดยจะเริ่มจากตลาดราว 10 มณฑลทางตอนใต้ โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้และกว่างโจว จากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนทัพขึ้นไปทางเหนือ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นเดิม
สำหรับกลยุทธการขยายตลาดทั่วประเทศของบรรดาเบียร์จีน จะใช้วิธีซื้อธุรกิจเบียร์ในแต่ละท้องถิ่น หรือไม่ก็สร้างโรงงานใหม่เอง ซึ่งทำให้บรรยากาศตลาดเบียร์จีนนับวันยิ่งแข่งขันกับดุเดือดยิ่งขึ้น
ตัดราคาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ทุกวันนี้ ตลาดเบียร์แดนมังกรตั้งแต่เหนือจดใต้ เป็นเสมือนสนามรบที่แม่ทัพนายกองและม้าศึกวิ่งกันฝุ่นตลบ โดยมีตัวเลขผลกำไรที่ลดฮวบลงอยู่เบื้องหลัง
“ผลกำไรที่เคยมหาศาลในตลาดเบียร์จีนเป็นอดีตที่ไม่อาจหวนคืน และกว่างตงไม่ใช่แดนสวรรค์ของตลาดนี้อีกต่อไป และ”ฟางกุ้ยเฉวียน ประธานและกรรมการของจูเจียงเบียร์ (Pearl River Beer) ผู้เล่นอีกรายในตลาดน้ำเมาสีทองของจีนกล่าว
สถานการณ์แข่งขันในตลาดปัจจุบันที่ถึงพริกถึงขิง ก็เป็นเพราะมีการลงทุนที่ขยาดตัวราวดอกเห็ด จนทำให้มีผลผลิตเบียร์ออกมาล้นเกินความต้องการของผู้บริโภคแดนมังกร
เฉิงเยี่ยเหริน จากเอ-บี กรุ๊ปเห็นว่า เรื่องที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าของตลาดเบียร์จีน คือการแข่งขันกันตัดราคาอย่างไม่สมเหตุสมผล จนทำให้ราคาขายเบียร์ต่ำเกินไป เหมือนกับทุกคนคิดแต่จะแข่งขันกันขายให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนว่าจะขาดทุนหรือไม่ ในที่สุดจึงได้แต่ความเหนื่อยเป็นผลตอบแทน
ส่วนหวังฉวิน จากสโนว์เบียร์เสริมว่า ตอนนี้ศึกหั่นราคาน่ากลัวมาก “แม้ว่ากลยุทธ์ตัดราคาจะใช้กันในตลาดเบียร์ทั่วโลก แต่สำหรับในจีน การตัดราคาล้มคู่แข่งได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีทางที่จะโค่นฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งไม่ได้เกิดผลทางธุรกิจจริงๆ ไม่ได้ชนะจริงๆ แค่ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บกันไป”
อย่างกรณีของ สโนว์เบียร์และ เบียร์ฮาร์บิน ที่ห่ำหั่นกันดุเดือดในพื้นที่ทางเหนือของแดนมังกร แข่งกันตัดราคา จนราคาขายต่ำกว่าต้นทุนเสียอีก แต่ก็ยังไม่มีใครยอมลงให้อีกฝ่าย
เซียวเต๋อรุ่น ประธานกลุ่มธุรกิจเบียร์ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จีนระบุ ผู้ผลิตเบียร์ทั้งในและต่างประเทศตอนนี้ล้วนวางเครือข่ายการผลิตในประเทศจีนไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นศึกตลาดเบียร์จีนจึงจะยิ่งเขม็งเกรียวขึ้น
“ตอนนี้ตลาดเบียร์จีนไม่มีผู้เล่นที่ด้อยฝีมือแล้ว และแต่ละคนล้วนมี ‘หมัดเด็ด’ เฉพาะตัว คุณอยู่ในสมรภูมินี้อาจเจอคู่แข่งแบบหนึ่ง อยู่อีกสมรภูมิก็จะเจอคู่ชกอีกแบบหนึ่ง บอกได้เพียงว่า ไม่มีพื้นที่ไหนที่จะให้คุณนอนหลับสบายได้เลย” หวังฉวินแจ้ง
เหนือสิ่งอื่นใด การมีผู้เล่นจากต่างแดนเข้ามาร่วมประลองศึกด้วย ยิ่งเป็นสิ่งน่ากลัวสำหรับตลาดเบียร์แดนมังกร ซึ่งอาจจะแซงหน้าขึ้นมาเทียบเคียงเจ้าถิ่นในไม่ช้า.