xs
xsm
sm
md
lg

รอยเท้า บนทางทราย

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล


"ในอดีต ชาวจีนที่อยู่อาศัยในแถบจงหยวนเชื่อว่าประเทศของตนนั้นคือจุดศูนย์กลางของโลก ทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูง ทิศเหนือนั้นเป็นทะเลทราย ทิศตะวันออกและทิศใต้นั้นคือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล พื้นที่อันเป็นรอยต่อระหว่างประเทศจีนกับ ภูเขา ทะเลทราย และมหาสมุทรนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าอนารยชนทั้งหลาย ส่วนพื้นที่เลยภูเขา ทะเลทราย และมหาสมุทรออกไปนั้นเป็นดินแดนลึกลับที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเช่นไร ......"

ในหมู่ชาวจีน ความเชื่อดังกล่าวนี้ไม่อาจมีหลักฐานหรือข้อโต้แย้งใดๆ จนกระทั่งฮั่นอู่ตี้ (汉武帝) ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (202 ปีก่อนคริสตศักราช-ค.ศ. 8) ส่งนักการทูตเดินทางออกไปยังดินแดนตะวันตกอันลึกลับ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงมิตรในการร่วมโจมตีชนเผ่าซงหนู (匈奴 หรืออ่านออกเสียงว่า ซยงหนู ตามภาษาจีนกลาง) ศัตรูที่ข้ามด่านและรบกวนชาวจีนที่อาศัยอยู่ในด่านมาตลอด***

นักการทูตผู้ได้รับภารกิจสำคัญชิ้นนี้นั้นมีนามว่า ...... จางเชียน (张骞)

จางเชียน (ปีเกิดไม่แน่ชัด-114 ปีก่อนคริสตกาล) ชาวเฉิงกู้ (ปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่ในมณฑลส่านซี) เมื่อ 138 ปีก่อนคริสตศักราชได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ให้เดินทางไปยังดินแดนทางทิศตะวันตก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์สองประการในการจัดการกับชนเผ่าซงหนู คือ หนึ่ง ตัดสัมพันธ์ระหว่างชนเผ่าซงหนูกับชนเผ่าเป่ยเชียง (北羌) และ สอง จับมือกับประเทศต้าโย่วจือ (大月氏) เพื่อสู้รบกับซงหนู (สำหรับ 大月氏 จะอ่านว่า ต้าเย่ว์จือก็ได้) ****

สำหรับดินแดนตะวันตกในสมัยฮั่นนั้นก็คือดินแดนที่เป็นมณฑลซินเกียงของจีนในปัจจุบัน โดยในสมัยฮั่นเมื่อสองพันกว่าปีก่อนนั้นถือว่าอยู่นอกเหนือการปกครองของราชวงศ์ฮั่น

จางเชียนออกเดินทางจากเมืองฉางอานพร้อมด้วยคณะอีกร้อยกว่าคน กับของมีค่าที่ฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้สั่งให้นำไปบรรณาการให้กับประเทศต่างๆ ที่จางเชียนเดินทางไปถึง แต่ทว่า เมื่อจางเชียนเดินทางไปถึงพื้นที่ซึ่งก็คือระเบียงเหอซีในปัจจุบัน เขาก็ต้องประสบกับฝันร้าย .....

พวกซงหนูบุกเข้าโจมตีคณะของจางเชียนพร้อมกับจับตัวจางเชียนส่งไปที่เมืองหลวงของตน (ปัจจุบันอยู่ใกล้ๆ กับเมืองฮอลโฮท (Hohhot) เมืองเอกของมณฑลมองโกเลียใน) โดยหัวหน้าเผ่าซงหนูนั้นได้ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนเพื่อหลอกล่อให้จางเชียนอยู่รับใช้ตน โดยกุศโลบายล่อจางเชียนให้อยู่กับเผ่าของตนนั้น หัวหน้าเผ่าซงหนูได้ยกสตรีซงหนูคนหนึ่งให้จางเชียนเป็นภรรยา โดยภรรยาชาวซงหนูผู้นี้ต่อมาก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่จางเชียนด้วย

แม้จะมีครอบครัวอยู่ที่ซงหนูแล้ว แต่จางเชียนก็มิได้ลืมภารกิจที่ตนได้รับมอบหมายจากฮ่องเต้ฮั่นแต่อย่างใดโดยหลังจากถูกจับได้ราว 10 ปี เมื่อสบโอกาสพวกซงหนูตายใจ จางเชียนก็หลบหนีออกมาพร้อมกับพรรคพวกอีกจำนวนหนึ่งออกเดินทางดำเนินหน้าที่ทางทูตของตนเองที่ได้รับมาจากราชวงศ์ฮั่นต่อ

หลังจากหลบหนีออกมาจากการควบคุมของพวกซงหนูสำเร็จ จางเชียนก็เดินทางไปถึงประเทศต้าหว่าน (大宛) เพื่อสานสัมพันธ์ทางการทูตสำเร็จเป็นประเทศแรก จากนั้นเดินทางผ่านคังจวี (康居) ไปยังประเทศต้าโย่วจือ เพื่อแสวงความร่วมมือในการสู้รบกับซงหนูต่อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อจางเชียนเดินทางไปถึงต้าโย่วจือ เขากลับพบว่าต้าโย่วจือได้ย้ายถิ่นฐานของตนเองไปแล้วหลังจากถูกซงหนูบุกเข้าโจมตี โดยในการรบครั้งนั้นหัวหน้าเผ่าซงหนูได้ตัดหัวของผู้นำต้าโย่วจือและนำกะโหลกไปใช้เป็นแก้วสุราของตนเอง ทั้งนี้หลังจากถูกบุกโจมตีพวกต้าโย่วจือก็คนของตนอพยพไกลออกไปทางทิศตะวันตกอีก ไกลถึงพื้นที่ซึ่งเป็นประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน*

เมื่อจางเชียนบากบั่นเดินทางตามรอยต่อจนไปพบกับผู้นำของต้าโย่วจือในที่สุด ทว่า ด้วยความหวาดกลัวกับความฉกาจฉกรรจ์และป่าเถื่อนในการรบของพวกซงหนู ผู้นำของต้าโย่วจือจึงตอบปฏิเสธที่จะร่วมมือกับราชวงศ์ฮั่นสู้รบกับซงหนู

หลังจากออกจากต้าโย่วจือ จางเชียนก็เดินทางกลับมายังเมืองหลวงฉางอาน ผ่านเส้นทางเลียบภูเขาฉีเหลียนที่อยู่ในเขตของชนเผ่าเชียง แต่ก็ประสบกับเคราะห์อีกเมื่อถูกทหารของซงหนูจับตัวได้ และครั้งนี้จางเชียนก็ถูกส่งไปยังเมืองหลวงของพวกซงหนูเช่นเดิม แต่คราวนี้จางเชียนใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปี ก็สามารถหนีออกมาจากการควบคุมตัวของซงหนูได้พร้อมกับภรรยาและลูก โดยอาศัยช่วงเวลาที่การเมืองภายในของเผ่าซงหนูเกิดความวุ่นวายหลบหนีออกมา และเดินทางกลับถึงฉางอานในที่สุด

หลังจากกลับมาถึงฉางอานได้เพียงไม่กี่ปี ต่อมาในปี 119 ก่อนคริสตกาล ฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ก็ส่งจางเชียนออกไปปฏิบัติภารกิจทางการทูตกับดินแดนตะวันตกอีกเป็นครั้งที่สอง โดยจุดมุ่งหมายของการเดินทางครั้งนี้เป็นการไปสานสัมพันธ์กับเผ่าอูซุนเพื่อโจมตีซงหนูอีกครั้ง

คราวนี้ฮั่นอู่ตี้ให้คน-ทหารไปกับจางเชียนเพิ่มขึ้นเป็น 300 คน พร้อมกับ ม้า วัว แพะนับเป็นหมื่นตัว รวมถึงเครื่องบรรณาการอันมีค่าเป็นทองคำ ผ้าไหมอีกมากมาย อย่างไรก็ตามเมื่อไปถึงอูซุน กษัตริย์ของอูซุนซึ่งก็มีความหวาดกลัวพวกซงหนูเช่นเดียวกับชนเผ่าอื่นๆ ก็ตอบปฏิเสธที่จะร่วมมือกับฮั่นเพื่อบุกโจมตีซงหนูดังเช่นที่ผู้นำต้าโย่วจือเคยปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ แต่กระนั้นกษัตริย์ของอูซุนก็แสดงเคารพและแสดงความมีมิตรไมตรีต่อราชวงศ์ฮั่นด้วยการส่งทูตติดตามจางเชียนกลับมาฉางอานพร้อมกับเครื่องบรรณาการมีค่า โดยเฉพาะม้าพันธุ์ดีนับสิบๆ ตัวเพื่อมอบให้กับฮ่องเต้ฮั่น

การเดินทางไปเพื่อปฏิบัติภารกิจทางการเมือง-การทูตของจางเชียน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จดังเป้าประสงค์ก็คือการแสวงหาความร่วมมือจากชนกลุ่มน้อยเพื่อร่วมกับราชวงศ์ฮั่นในการโจมตีชนเผ่าซงหนู แต่การเดินทางบุกเบิกดินแดนตะวันตกในครั้งแรก และ ครั้งที่สองของจางเชียนก็ถือเป็นการถางทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันตกสำเร็จเป็นครั้งแรก ขณะที่ทูตานุทูตคนอื่นๆ ที่ได้รับคำสั่งจากจางเชียนให้เดินทางไปยังประเทศอื่นๆ นั้นก็สามารถเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศทั้งหลายได้เป็นผลดี

ความสำคัญในการเดินทางทั้งสองครั้งของจางเชียนั้น ส่งให้นักวิชาการจีนในปัจจุบัน เมื่อจะกล่าวถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของจีนกับโลกภายนอกแล้ว โดยปกติแล้วก็จะถือเอาว่าการเดินทางของจางเชียนเป็นประวัติศาสตร์หน้าแรกของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของจีน และนับถือว่าจางเชียนเป็นนักการทูตผู้ยิ่งใหญ่คนแรกของประวัติศาสตร์ชาติ

การเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของจางเชียน นอกจากจะมีคุณูปการทางด้านการทูต ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ที่การเดินทางของเขาถูกรวบรวมและบันทึกไว้อย่างละเอียดในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มสำคัญของจีนอย่าง สื่อจี้ (《史记·大宛传》) และ ฮั่นซู (《汉书·张骞传》) แล้ว คุณูปการที่อาจจะถือว่าสำคัญที่สุดของจางเชียนก็คือ การสร้างความปลอดภัยให้กับเส้นทางจากตะวันตกที่ทอดยาวมาสู่เมืองหลวงฉางอานของจีน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการเปิดเส้นทางการค้าระหว่างจีนกับดินแดนทางทิศตะวันตกขึ้นมาใหม่นั่นเอง

เส้นทางการค้าที่จางเชียนบุกเบิกขึ้นนี้ก็คือ เส้นทางการค้าโบราณที่พวกเรายุคปัจจุบันรู้จักกันในนาม เส้นทางสายไหม (Silk Road) นั่นเอง

กระนั้น เส้นทางสายไหมกลับมิได้เป็นชื่อเรียกที่มีมาแต่ดั้งเดิม แต่เป็นชื่อเรียกของเส้นทางการค้าโบราณระหว่างจากจีนไปยังยุโรปที่เพิ่งถูกตั้งขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 นี้เอง โดยนักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมันนาม Ferdinand von Richthofen โดยชื่อเส้นทางสายไหมที่ตั้งโดยนักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมันนี้ในเวลาต่อมาก็ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการในยุโรปและใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก*

ทำไมต้องตั้งชื่อให้เป็น เส้นทางสายไหม?

สาเหตุที่เส้นทางการค้าเส้นทางนี้ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางสายไหม ก็เนื่องมาจาก จีนเป็นประเทศแรกของโลกที่ประดิษฐ์คิดค้นการเลี้ยงหม่อนไหมและการทอผ้าไหมขึ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมาผ้าไหมจะกลายเป็นสินค้าส่งออกประเภทแรกและสินค้าสำคัญที่ทำให้ชาวตะวันตกจำนวนมากรู้จักประเทศจีน จนกระทั่งชาวยุโรปขนานนามประเทศจีนว่า "เซเรส" หรือ "ประเทศแห่งไหม"*****

การผลิตไหมในจีนนั้นมีมานับเป็นพันๆ ปีแล้ว โดยเริ่มแรกสุดแหล่งผลิตสำคัญนั้นอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำฮวงโหตอนกลาง-ตอนล่าง และลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนล่าง ก่อนที่จะแพร่ขยายไปในมณฑลเสฉวนในเวลาต่อมา

จริงๆ แล้วก่อนที่จางเชียนจะเปิดเส้นทางสายไหมทางบกขึ้น เส้นทางสายไหมทางทะเลได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว โดยเส้นทางสายไหมทางทะเลนั้นมีจุดเริ่มกำเนิดในช่วงราว 1,112 ปีก่อนคริสตกาลในสมัยราชวงศ์โจวจนกระทั่งถึงช่วงราชวงศ์ฉิน อย่างไรก็ตามด้วยความที่เทคโนโลยีการเดินเรือในขณะนั้นยังไม่ก้าวหน้านัก เส้นทางสายไหมทางทะเลในเวลานั้นจึงเป็นเหมือนกับเป็นเส้นทางสั้นๆ ของการค้าและถ่ายทอดวิธีการผลิตไหมและทอผ้าไหมให้กับดินแดนซึ่งกลายเป็นเกาหลีและญี่ปุ่นในปัจจุบันเท่านั้น****

กระทั่งจางเชียนบุกเบิกดินแดนทางทิศตะวันตกสำเร็จ การค้าและการคมนาคมทางบกระหว่างแผ่นดินจีนกับดินแดนทางทิศตะวันตก รวมไปถึงยุโรปจึงดำเนินไปอย่างจริงจังอยู่นานหลายศตวรรษ โดยเส้นทางสายไหมทางบก" เส้นนี้นอกจากจะนำผ้าไหมจากจีนไปสู่สายตาชาวโลกแล้วยังเป็นเส้นทางที่เผยแพร่ สี่ประดิษฐกรรมอันยิ่งใหญ่ (ประกอบไปด้วยเทคนิคการทำกระดาษ เข็มทิศ ดินปืนและเทคโนโลยีการพิมพ์) ใบชา สินค้า วัฒนธรรม ปรัชญาจีนเผยแพร่ไปสู่สายตาชาวโลกอีกด้วย

ในทางกลับกันเส้นทางสายไหม เส้นเดียวกันนี้ก็นำเอา สินค้า วัฒนธรรมของเปอร์เซีย-ตะวันตก พันธุ์พืช สัตว์ เช่น กระจก เพชรพลอย ข้าวโพด ฝ้าย ยาสูบ สิงโต เสือดาว-เสือดำ ช้าง ฯลฯ และที่สำคัญนำศาสนาพุทธจากอินเดียเข้าเผยแพร่ให้แก่ชาวจีนอีกด้วย
.....................................
ณ ที่ใดที่หนึ่งในดินแดนของมณฑลกานซู่ ผมยืนมองรูปสลักหินของจางเชียนอยู่เนิ่นนาน ......

สายตาอันมุ่งมั่นของท่านยังคงมองไกลข้างหน้า มองไกลไปยังดินแดนที่อยู่ปลายขอบฟ้า ณ วันนี้รอยทางที่ท่านได้บุกเบิกขึ้น รอยเท้าของท่านที่ถูกประทับไว้เป็นรอยแรกบนผืนทรายเมื่อหลายพันปีก่อน คนในยุคปัจจุบันก็ยังคงใฝ่และฝันว่าจะได้เหยียบไปบนนั้นบ้าง

ไม่ได้เป็นการหวังเพื่อวัดรอยเท้า แต่เป็นความหวังว่า เผื่อตนจะได้แรงบันดาลใจจากบรรพบุรุษนักการทูตและนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่บ้าง เท่านั้น

อ้างอิงจาก :
*หนังสือประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับโลกภายนอก (中国外文化交流史) และบันทึกในชั้นเรียน โดยหม่าซู่เต๋อ (马树德) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง ค.ศ.2002
**หนังสือ 中国名人 โดย สีว์จือ (徐峙) และ หม่าเหยียน (马妍) : สำนักพิมพ์ 中国书籍出版社 หน้า 43
***ไต้เทียน (戴天) 1995, 张骞我国第一位伟大的外交家,《陕西社会主义学院学报》,第2期
****หลี่ฉินเซิง (李琴生) 1999, 关于“丝绸之路”形成的历史考察,《丝绸》,第3期
*****หนังสือประวัติศาสตร์จีน โจวจยาหรง เขียน ผศ.ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ บรรณาธิการ นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ พ.ศ.2546 หน้า 450-451







Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น