อันที่จริง ในต้นทศวรรษที่ 1990 ผู้นำจีนตั้งใจบุกเบิกเซินเจิ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นสูง หมายพิชิตสมญานาม “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเมืองจีน” ทว่า เซินเจิ้นกลับลือชื่อในการเป็น “สวรรค์แห่งสินค้าเลียนแบบยี่ห้อดัง” ที่เป็นหนามแหลมทิ่มตำหัวใจเหล่ายักษ์ใหญ่ยี่ห้อดังของโลกตะวันตก กระทั่งในกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยุโรปประกาศตั้งโทษปรับสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีของปลอมไว้ในครอบครอง ไม่ว่าสวมเสื้อลาคอสต์ปลอม ถือกระเป๋าหยุส์ วิตตองปลอม และซื้อสินค้าเลียนแบบสินค้ายี่ห้อดัง จะโดนปรับตั้งแต่ 300 ยูโร ไม่เกิน 300,000 ยูโร
ณ วันนี้ ผู้นำจีนก็ยังยืนยันความฝันปลุกปั้นเซินเจิ้นเป็น “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเมืองจีน” โดยย้ำว่าเจตนารมณ์นี้ เป็น “ความต้องการภายใน ไม่ใช่แรงกดดันจากภายนอก” ทว่า สงครามปราบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น ยังต้องอาศัยเวลาอีกแสนนาน....
“หลัวหู” เผชิญปฏิบัติกกวาดล้างและการพลิกเปลี่ยนรูปแบบ
“ฉันอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น มันเป็นเมืองใหม่ อยู่ห่างจากฮ่องกงเพียงข้ามสะพานสายเดียวเท่านั้น”
“เซินเจิ้น ขอโทษครับ ผมไม่เคยได้ยิน ผมรู้จักแต่ว่าข้างๆฮ่องกง มีเมืองหลัวหู”
“หลัวหู เป็นส่วนหนึ่งของเซินเจิ้น”
“อย่างนั้นหรือ? มีคนบอกว่า ที่หลัวหู สามารถซื้อโรเล็กซ์ เรือนละ 100 เหรียญสหรัฐ ผมอยากไปดูสักหน่อย”
“อ๋อ! เพราะโรเล็กซ์นี่เองหรือ?”
นี่คือการสนทนาระหว่างนักข่าวและคนงานชาวอเมริกันในปี 2001
5 ปีต่อมา การหาซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ (ROLEX)เรือนละ 100 เหรียญสหรัฐ อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ไม่อาจทำได้อีกต่อไปแล้ว สำหรับ “หลัวหู”ที่พวกเขาพูดถึงนั้น ก็คือเมืองศูนย์การค้าหลัวหูบนพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 50,000 ตารางเมตร ในเซินเจิ้นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายฝั่งภาคใต้ มณฑลกว่างตงของแผ่นดินใหญ่ หลัวหูมีชื่อเสียงเลื่องลือในการเป็นศูนย์กลางขายสินค้าเลียนแบบสินค้ายี่ห้อดัง ที่ผลิตได้อย่างละเอียดประณีต กระทั่งได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์สินค้าเลียนแบบยี่ห้อดัง” มีลูกค้าอุดหนุนอย่างคับคลั่งในแต่ละวันถึง 50,000 เที่ยวคน ระหว่างวันหยุดมีลูกค้ามากถึง 100,000 คน โดยมีลูกค้าใหญ่ขาประจำได้แก่ชาวฮ่องกงนั่นเอง
ในวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา ราว 10 โมงเช้า ผู้สื่อข่าวได้ไปยังหลัวหู อาจเป็นเพราะยังเป็นเวลาเช้าอยู่มากสำหรับการขายของ จึงเห็นผู้คนค่อยข้างบางตา ตามตู้ชั้นวางสินค้า ไม่มี หลุยส์ วิตตอง (LV), กุซซี่ (GUCCI), ดิออร์ (DIOR), โรเล็กซ์ (ROLEX) บริเกต์ (BREGUET) และร่องรอยของสินค้ายี่ห้อดังข้ามชาติอื่นๆ ปรากฏให้เห็นละลานตาอีกแล้ว
หลายปีก่อนหน้านี้ ตามทางเดินของสวรรค์สินค้าทำเทียมเลียนแบบนี้ อัดแน่นไปด้วยคลื่นคนแทบหายใจกันไม่ออก เซ็งแซ่ไปด้วยเสียงพูดภาษอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ “Come in, look look, good, good bag….” ภายในร้านค้าของพวกเขา เรียงสลอนไปด้วยกระเป๋าหนัง GUCCI ไปถึง นาฬิกาข้อมือ ROLEX
ที่น่าสนใจก็คือ ยังมีการใช้คุณภาพเป็นเกณฑ์ในการต่อรองราคาสินค้าเลียนแบบเหล่านี้ อาทิ กระเป๋าหนังที่ตัดเย็บด้วยมือที่มีความประณีตสูง มีราคาจากไม่กี่ 10 หยวน ไปถึงกว่า 100 หยวน ขณะที่ราคากระเป๋าติดยี่ห้อเดียวกันในร้านค้าที่ขายสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะนั้น ตั้งราคาแพงระยับถึง 1,000 หยวน ไปถึง 10,000 หยวน
ขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินผ่านร้านค้าแห่งหนึ่ง ก็มีหนุ่มคนหนึ่งโผล่ออกมาเสนอขายสินค้า “ มีกระเป๋า GUCCI เอาไหม?” ผู้สื่อข่าวซอกแซกถามเกี่ยวกับราคา จนเด็กหนุ่มรู้สึกว่ามีอะไรชอบกลแฝงอยู่ จึงรีบพูดขึ้นว่า “สินค้าไม่อยู่ที่นี่” จากนั้นก็เผ่นหนีหายตัวไป
เจ้าของร้านค้าแห่งหนึ่งเล่าถึงประสบการณ์ในการผจญกับปฏิบัติการกวาดล้างสินค้าเลียนแบบยี่ห้อดัง ขณะนี้ ร้านค้าหลายแห่งต้องหลบมุดลงใต้ดิน จนเกิดธุรกิจใหม่ขึ้น คือ “แก็งหาลูกค้า”
“5 ปี ก่อนนี้ ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ร้านค้าต่างๆสามารถวางโชว์สินค้าอย่างเปิดเผย ลูกค้าสามารถชมและเลือกซื้อตามใจชอบ” ผู้จัดการอู๋แห่งบริษัท เมืองศูนย์การค้าหลัวหู จำกัด กล่าว
ผู้จัดการอู๋ยังเล่าว่า นับตั้งแต่มีการจัดตั้งเมืองศูนยกลางการค้าหลัวหูขึ้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงกระแสการขายสินค้าในตลาดนับจากปี 1996 จะเป็นกระแสเสื้อผ้ายี่ห้อดัง กระทั่งจากปี 1998 เป็นต้นมา กระแสกระเป๋าก็มาแรง จนขณะนี้ แทบทุกร้านจะมีสินค้าประเภทกระเป๋าราว 15% นอกจากนี้ แนวคิดของกลุ่มเจ้าของธุรกิจและฝ่ายบริหารจัดการ ก็เปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ โดยในตอนที่สินค้าเลียนแบบยี่ห้อดังกำลังเป็นที่นิยมใหม่ๆนั้น พวกเขามีแนวคิดเพียงคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกค้า โดยที่ไม่ได้คิดถึงการละเมิดผลประโยชน์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้า กลุ่มร้านค้าในตลาดยังได้ประกาศคำขวัญอย่างยืดอกว่า “ปลอมแต่ไม่หลอกลวง” พร้อมภาคภูมิในตัวเองในฐานะ “ผู้ประกอบการที่ซื่อตรง”
แต่เมื่อกระแสคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาขยายตัว และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเริ่มเอาจริงในการปราบปราม ผู้จัดการอู๋บอกว่า ขณะนี้ การค้าสินค้าเลียนแบบยี่ห้อดังในหลัวหูเป็นไปอย่างหลบๆซ่อนๆ นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจและบริษัทก็มีปัญหาของตน โดยด้านหนึ่งคือการขาดแคลนคนงานมีฝีมือและทักษะเฉพาะด้าน อีกด้านได้แก่การขาดสิทธิทางกฎหมาย
เมื่อต้นปีนี้ หน่วยงานพาณิชย์ของเซินเจิ้นประกาศว่า จะขจัดปัญหาการค้าที่หลอกลวง และลักลอบขายสินค้าเลียนแบบให้อยู่หมัดภายในปีนี้ ด้านผู้จัดการอู๋ยังเผยว่า ในเร็วๆนี้ ทางการอาจออกกฎระเบียบใหม่ กำหนดความรับผิดชอบแก่เจ้าของและร้านค้าขายสินค้าเลียนแบบ
ปฏิบัติการ “กวาดถนน”
ปฏิบัติการกวาดล้างสินค้าเลียนแบบยี่ห้อดัง หรือที่ในวงการตั้งศัพท์บัญญัติของพวกเขาว่า “กวาดถนน” นั้น ดูจะเป็นเงาของตลาดหลัวหู หลีเหมี่ยวอีว์หัวหน้าหน่วยปราบปรามแห่งตลาดวัฒนธรรมเมืองเซินเจิ้น ซึ่งรับผิดชอบ “ปฏิบัติการกวาดถนน” มานาน 10 ปี เล่าว่าเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เขาได้นำกำลังจับแก็งหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์ ได้ยึดของกลางคือหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์กว่า 430,000 เล่ม มูลค่าสูงกว่า 10 ล้านหยวน
หลีเหมี่ยนอีว์เล่าว่า เขาได้แกะรอยหัวโจกแก็งทำหนังสือปลอมรายนี้ จนพบหนังสือนับแสนเล่มกองเป็นภูเขาบนเขาแห่งหนึ่ง “พวกเขาขายส่งกันแบบไม่ดูเนื้อหาข้างใน และชื่อของผู้เขียนเลย ราคาขึ้นอยู่ความหนาบางเท่านั้น เล่มหนา ก็ขายเล่มละ 5-6 หยวน เล่มบางก็ขาย เล่มละ 2-3 หยวน ผมหนาวเข้าไปถึงหัวใจเลย ชาตินี้ ถึงไม่ได้เขียนอะไร ก็ต้องตามล่าแก็งปลอมแปลงพวกนี้ไปจนถึงที่สุด ซึ่งยิ่งนับวันก็ยิ่งมีลูกไม้ร้ายกาจมากขึ้น”
หลีเหมี่ยนอีว์ได้เล่าถึงชีวิตในอาชีพล่าแก็งหัวขโมยว่า “เมื่อ 10 ปี ก่อน เมื่อออกไปกวาดถนน พวกแผงลอยขายของปลอมเลียนแบบ ดูจะรู้สึกระอายในการทำผิดกฎหมายของตน แต่ทุกวันนี้ พวกสิบแปดมงกุฏ มีตรรกะของมหาโจรอย่างโจ่งแจ้ง
เบื้องหลังตรรกะของพวกโจรใหญ่ คือ การก่อความรุนแรงอย่างบ้าระห่ำ แผ่นดิสละเมิดลิขสิทธิ์ ที่มีต้นทุนไม่ถึง 1 หยวน บวกกับหีบห่ออย่างดีแล้ว ต้นทุนไม่ถึง 2 หยวน ผู้ขายจะตั้งราคาบนแผงสำหรับเผื่อให้ลูกค้าต่อรองที่ระดับราคากว่า 10 หยวน กำไรถึง 10 เท่า! เช่นเดียวกับที่มาร์กซ์กล่าวไว้ว่า “หากมีกำไรถึง 50% มันก็พร้อมที่เผชิญความเสี่ยง หากเห็นกำไร 100% พวกมันก็กล้าท้าทายกฎหมาย เมื่อเห็นกำไรถึง 300 % พวกมันก็กล้าทำผิดได้ทุกอย่าง กระทั่งเผชิญความเสี่ยงอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ”
ความฝันสู่ “ศูนย์กลางสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่”
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่สร้างความฮือฮาในจีนมากชิ้นหนึ่งคือ “คณะกรรมการยุโรปประกาศโทษปรับสินไหมสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ถือสินค้าเลียนแบบสินค้ายี่ห้อดังที่เข้ามายังประเทศ ตั้งแต่ 300 ยูโรขึ้นไป และไม่เกิน 300,000 หยวน” วันเดียวกัน กลุ่มยักษ์ใหญ่ยี่ห้อดังโลก LV, GUCCI, CHANEL ที่ฟ้องตลาดซิ่วสุ่ยเจีย ด้วยข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิ์ ก็ชนะคดีในที่สุด
เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ป๋อซีไหลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ออกโรงโต้ตอบเสียงกล่าวโทษประณามการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของโลกตะวันตกว่า จีนกำลังสร้างความเข้มแข็งแก่สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมย้ำว่า แม้เพื่อนนานาประเทศไม่พูดว่าอะไร จีนก็จะ “ทุ่มเทสุดความสามารถ อาบเหงื่อต่างน้ำผลักดันงานด้านนี้”
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 แผนพัฒนาเมืองเซินเจิ้น ได้ระบุแผนสร้างเมืองให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นสูง หรือเป็น “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเมืองจีน” เพื่อบรรลุฝันดังกล่าว เซินเจิ้นได้ละทิ้งอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้ามากมาย และทุ่มทุนก้อนโตในการดึงดูดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ด้วยการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรในเมืองเซินเจิ้น เพิ่มพูนขึ้น โดยจากปี 1985 เท่ากับ 18 ราย แต่ก็ไม่มีแม้รายเดียวได้รับการอนุมัติ กระทั่งในปี 2005 มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรมากถึง 20,940 ราย ในจำนวนนี้ มี 8,983 ราย ได้รับอนุมัติสิทธิบัตร
“ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเมืองจีน” และ “สวรรค์แห่งสินค้าเลียนแบบ” เป็นเสมือนเส้นทางขนานที่ไม่อาจมาบรรจบกัน เพื่อพิชิตเกียรติภูมิอย่างแรก เซินเจิ้นจะต้องลบล้างเงาอย่างหลัง นับตั้งแต่ปี 2001 เซินเจิ้นเดินหน้า “ปฏิบัติการทำความสะอาด” และในเดือนมกราคมของปีนี้ ทางการก็ได้ประกาศ “ยุทธศาสตร์สู้ศึกละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาแห่งเมืองเซินเจิ้น (2006-2010) ขณะที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายมองอนาคตของการลบชื่อสวรรค์ของปลอมในเซินเจิ้นว่า “ศึกนี้ ยังต้องอาศัยเวลาอีกนาน”.
แปลเรียบเรียงจากหนันฟางโจวม่อฉบับวันที่ 20 เมษายน 2006


