xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออิหร่านมองจีน (2)

เผยแพร่:   โดย: อดุลย์ รัตนมั่นเกษม

บทวิเคราะห์ของอิหร่านมองนักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่โน้มเอียงให้ความสำคัญกับฝ่ายตะวันออกมากกว่าไปในทางค่อนข้างชื่นชมว่า มีความเป็นตัวของตัวเอง และเห็นแก่ประโยชน์บ้านเมือง เพราะนักการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายนี้ ไม่พอใจนโยบายการใช้อำนาจอิทธิพลและพฤติกรรมอันไม่ชอบธรรมของรัฐบาลประเทศตะวันตก

นักการเมืองฝ่ายนี้มองว่า แม้เทคโนโลยีของทางฝ่ายตะวันออกจะไม่ทัดเทียมเท่าของฝ่ายตะวันตก แต่ประเทศที่เจริญแล้วและประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่บางประเทศก็มีศักยภาพพอที่จะสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจ การทหารและการลงทุนด้านอุตสาหกรรมของอิหร่านได้ และที่สำคัญคือ ประเทศตะวันออกไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่าน

และความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับจีนก็ดำเนินไปภายในกรอบที่ว่านี้มาเกือบ 20 ปี สำหรับจีนแล้ว อิหร่านยังมองว่า จีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพเข้มแข็งมากและสามารถขัดขวางเส้นทางการเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวและนโยบายการแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกของสหรัฐฯได้ และนี่คงเป็นเหตุผลสำคัญที่อิหร่านพยายามกระชับความร่วมมือกับจีนมาตลอดทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

เรื่องที่อิหร่านอยากให้เกิดขึ้นคือ กลุ่มพันธมิตรยุทธศาสตร์ระหว่างอิหร่าน จีน รัสเซียและอินเดีย เพื่อต้านทานกับอิทธิพลของสหรัฐฯ แต่สถานการณ์ดูจะไม่เป็นไปดังใจอิหร่าน เมื่ออินเดียเริ่มหันไปผูกมิตรกับสหรัฐฯมากขึ้น และจีนกับอินเดียก็ไม่มีวี่แววว่า จะแนบแน่นถึงขั้นเกาะเกี่ยวเป็นพันธมิตรร่วมกันได้ แม้จะมีร่องรอยของการปรับปรุงความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นก็ตาม

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้มีอำนาจในอิหร่านจึงมีความเห็นต่อความสัมพันธ์กับจีนแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมองว่าอิหร่านควรพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนเฉพาะด้านเศรษฐกิจและเรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาประเทศจากจีน เพราะเศรษฐกิจจีนโตขึ้นมาก จนจีนเจริญขึ้นกว่าในยุคเหมาเจ๋อตงที่ใช้นโยบายปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกอย่างปิดหูปิดตา

เหตุผลเพราะพวกเขาเชื่อว่า จีนจะไม่ยอมให้ความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะกับสหรัฐฯเลวร้ายลง หรือทำอะไรให้สหรัฐฯขุ่นเคืองใจ เพียงเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีและผลประโยชน์เล็กน้อยจากอิหร่านเท่านั้น เพราะทุกวันนี้ สินค้าจีนครองตลาดในสหรัฐฯอยู่แล้ว ผลประโยชน์ตรงนี้มากมายมหาศาลกว่าที่จะได้จากอิหร่านมากนัก ในขณะเดียว สหรัฐฯก็คงไม่ยอมให้จีนกับอิหร่านกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงกัน ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อผลประโยชน์ของจีนในสหรัฐฯมีปัญหา จีนก็มักถอยห่างจากอิหร่านทุกครั้งไป

นอกจากนี้ จีนยังสนใจแต่การพัฒนาความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ซึ่งอิหร่านมองว่า จีนคงอยากเห็นอิหร่านเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจมากกว่าด้านการทหาร เพราะนี่จะเอื้อประโยชน์ต่อจีนมากกว่า

แต่ผู้มีอำนาจอีกส่วนหนึ่งมองว่า ถึงจะเน้นความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับจีน ก็ควรยกเอาเรื่องการเมืองและความมั่นคงขึ้นมาไว้ในอันดับต้นๆด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่า จีนสามารถยับยั้งการแทรกซึมแผ่อิทธิพลของสหรัฐฯในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้ และยังมองว่า เนื่องจากจีนยังมีข้อขัดแย้งอย่างรุนแรงหลายเรื่องอยู่กับสหรัฐฯ และทั้งสองประเทศต่างก็รู้สึกวิตกกังวลต่อสภาวการณ์ในปัจจุบันของโลกคล้ายๆกัน จึงเป็นเงื่อนไขที่ดีสำหรับอิหร่านที่จะกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการเมืองกับจีน

นอกจากนี้ ทั้งอิหร่านและจีนต่างก็เผชิญหน้ากับการท้าทายในเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์ สิทธิมนุษยชน การแบ่งแยกดินแดนตั้งแต่เอเชียกลางไปจนถึงตะวันออกไกล ซึ่งนี่ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันได้

ในสมัยประธานาธิบดีลาฟซันจานิ กระทรวงต่างประเทศอิหร่านถึงกับถือเป็นระเบียบวาระประจำที่ต้องพยายามสร้างกลุ่มพันธมิตรอิหร่าน อินเดีย จีน และรัสเซียขึ้นให้ได้ โดยมีรัสเซียเห็นดีเห็นงามไปกับอิหร่านด้วย

คำถามคือ อิหร่านจะเลือกเดินทางไหน ระหว่างโอนเอียงหาฝ่ายตะวันตกหรือโน้มไปทางฝ่ายตะวันออก หรือว่าจะเลือกเดินทางสายกลาง ใช้นโยบายถ่วงดุลอำนาจทั้งสองฝ่าย และดูเหมือนว่าหนทางที่สามจะได้รับการต้อนรับจากคนส่วนใหญ่มากกว่า แม้อิหร่านจะได้ผู้นำคนใหม่ที่ดูจะต่อต้านฝ่ายตะวันตกมากกว่าก็ตาม

สำหรับกับจีนแล้ว เห็นได้ชัดว่าอิหร่านเลือกคบหาจีนเป็นมิตรที่หวังให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนนโยบายต่อจีนในมิติใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนจากการแสวงหาความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ มาเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและความมั่นคงแทน นโยบายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่อิหร่านนำมาใช้ ได้ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีแก่ทั้งสองประเทศ

ในแง่การค้า ทั้งสองประเทศมีการติดต่อค้าขายกันมากขึ้น จากที่มีเพียงไม่กี่ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็นนับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมีอัตราการเติบโตทางการค้าเพิ่มขึ้นด้วยตัวเลข 2 หลักทุกๆ 2-3 ปี

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังคงมีการติดต่อกันทางการเมืองอย่างใกล้ชิด บุคคลสำคัญระดับรัฐมนตรีและรองรัฐมนตรีของจีนก็ไปเยือนอิหร่านมาแล้ว ในปี 2000 อิหร่านและจีนได้ลงนามในข้อตกลงร่วมที่จะตั้งกลไกการปรึกษาหารือระดับกระทรวงต่างประเทศขึ้น ทั้งหมดนี้ชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับจีนเป็นไปด้วยดีทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา อิหร่านมองจีนว่าต้องการต่อต้านการเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของสหรัฐฯเช่นเดียวกับตน ดังนั้น ผู้นำอิหร่านอย่างอดีตประธานาธิบดีฮาทามิ จึงไม่อ้อมค้อมที่จะบอกกับสื่อมวลชนอังกฤษอย่าง ‘ไลฟ์’ ว่า อิหร่านและจีนไม่ยอมรับเรื่องนี้ ยุโรปและทั่วโลกก็ไม่ยอมรับเช่นกัน

นอกจากประเด็นการเมืองที่อิหร่านพยายามหามิตรประเทศอย่างจีนมาสนับสนุนตนแล้ว ในเรื่องเศรษฐกิจ ก็เป็นประเด็นสำคัญบนความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับจีน เพราะอิหร่านมองว่า จีนมีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเจริญก้าวหน้า พร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหนึ่งของโลกในอนาคต เงินทุนสำรองจำนวนมหาศาลของจีน ทำให้จีนสามารถลงทุนในต่างประเทศได้ อิหร่านเองยังต้องการการลงทุนในด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เขื่อน ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี และพลังงานไฟฟ้า ความต้องการการลงทุนทั้งหลายนี้ มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อิหร่านจึงต้องการให้จีนเข้าไปลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...