แนวคิดนามธรรมที่ฝังรากลึกมากในหมู่ชาวจีน เห็นจะเป็นแนวคิดเกี่ยวกับ “อินหยาง” และ “โหงวเฮ้ง”
“อินหยาง 阴阳” หรือ “หยินหยาง” คือแนวคิดที่มองสรรพสิ่งว่าประกอบด้วยด้านที่ตรงข้ามกัน เช่น ดำ-ขาว ร้อน –เย็น ชาย-หญิง พระอาทิตย์-พระจันทร์ สรรพสิ่งดำเนินไปตามปกติเมื่อสองด้านนั้นสมดุลกันพอเหมาะกัน สรรพสิ่งจะปรวนแปรจากความปกติเนื่องจากสองด้านเกิดไม่สมดุลกัน อย่างเช่น ภูมิอากาศโลกที่ปรวนแปรเกิดพายุรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาในรอบสามสิบปี คนจีนโบราณก็จะบอกว่ามันเกิดจากความไม่สมดุลของอิน –หยางในท้องฟ้า อย่างน้อยที่สุด คนก็ยังอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกได้ แม้ว่าจะยังไม่สามารถทราบลึกซึ้งถึงขั้นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกอะไรทำนองนั้น
ส่วน “อู่หาง 五行” หรือ “โหงวเฮ้ง” นั้น เป็นแนวคิดที่กว้างขวางมากกว่าที่ชาวเรามองกันทั่วๆ ไป คือคนทั่วๆ ไปได้เห็นคำว่าโหงวเฮ้ง มักนึกถึงแต่เรื่องการทำนายนรลักษณ์ เช่น พูดกันว่าหมอดูโหงวเฮ้ง แนวคิดเรื่อง”โหงวเฮ้ง” ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง คือมองว่าจักรวาลและโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุพื้นฐาน 5 ประการ ได้แก่ ทอง หรือโลหะ (จิน金) ไม้ (มู่ 木) น้ำ (สุ่ย水) ไฟ(หั่ว 火) และดิน (ถู่土) องค์ประกอบเหล่านี้มีบทบาทและอิทธิพลต่อกันและกัน ก่อให้เกิดทุกสรรพสิ่งทุกเรื่องราวในโลกนี้ แนวคิดโหงวเฮ้งยังมีอิทธิพลต่อทั้งคนจีนและคนตะวันออกไกลชาติอื่นๆ อยู่มาก ด้านที่มากที่สุดเห็นจะเป็นวิชาโหราศาสตร์ ใครยังเชื่อหมอดูจีนก็ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลแนวคิดโหงวเฮ้งอยู่นั่นเอง
แนวคิดเกี่ยวกับโหงวเฮ้งและอินหยาง เดิมทีเป็นแนวคิดที่สองระบบ ไม่ได้หลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างที่แพร่หลายอยู่ทุกวันนี้ ถ้าจะวัดด้วยหลักฐานบันทึกลายลักษณ์อักษรกันละก็ เรื่องเกี่ยวกับอิน-หยาง ปรากฏขึ้นแรกสุดในคัมภีร์ “อี้จิง 易经” (เชื่อว่าเขียนขึ้นในราวช่วงปลายของยุคราชวงศ์ซางต่อกับราชวงศ์โจว) ส่วนเรื่องโหงวเฮ้งปรากฏขึ้นแรกสุดในหนังสือ “ส้างซู 尚书” อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าแนวคิดทั้งสองเรื่องมีกำเนิดขึ้นก่อนที่จะมีการจดบันทึกกันนานมาแล้ว และถ้าวิเคราะห์กันตามหลักการพัฒนาของความคิดของมนุษยชาติแล้ว ความคิดเรื่องโหงวเฮ้งน่าจะกำเนิดขึ้นก่อนความคิดเรื่องอิน-หยาง
เมื่อเขียนถึงประเด็นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นที่จะเล่าถึงพัฒนาการทางความคิดหรือความเชื่อของมนุษย์เกี่ยวกับลัทธิปรัชญาและศาสนาไว้บ้างสักเล็กน้อย โดยจะดัดแปลงจากคำอธิบายที่ผู้เขียนเขียนไว้ในบทความเรื่อง “ศาสนา-ศาสดา ในมุมมองทางสังคมวิทยา” อันเป็น “บทตาม”ในหนังสือเรื่อง “ศาสดา” ของ “เจตน์ เจริญโท”
เมื่อกล่าวถึงศาสนาในยุคดึกดำบรรพ์ สมัยหินเก่า หินใหม่ ผู้รู้มักบอกว่า มนุษย์ยุคหินนับถือลัทธิผีสาง เทวดา หรือเรียกทางวิชาการว่า ลัทธิวิญญาณกนิยม (Animism) ซึ่งถ้าเข้มงวดกันทางวิชาการจริงๆ เราคงเรียกความเชื่อของคนยุคหินว่าศาสนาไม่ได้
ลัทธิวิญญาณกนิยมมีมาก่อนศาสนาพหุเทวนิยมอย่างแน่นอน ในยุคที่สังคมมนุษย์อยู่ในขั้น “ล่าและเก็บ” การจัดตั้งทางสังคมตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบเครือญาติโดยนับเครือญาติทางสายแม่
การนับถือบูชา “กายแม่” น่าจะเป็นสิ่งเคารพบูชาของมนุษย์ก่อนจะเกิดความเชื่อการนับถือโทเทม (สัญลักษณ์ประจำเผ่า - Totem) และเทวดาเสียอีก
สัญลักษณ์ของ “กายแม่” ในหลักฐานโบราณคดีโลกตะวันตก คือตุ๊กตาที่นักโบราณคดีเรียกกันว่าตุ๊กตาวีนัส ทำเป็นรูปผู้หญิงอ้วนๆ ท้องป่อง (ตั้งครรภ์) นมใหญ่หรือมีหลายเต้า ส่วนหลักฐานโบราณคดีในโลกตะวันออกไกลคือน้ำเต้า
คนเรากำเนิดจากน้ำเต้า (สัญลักษณ์ของครรภ์มารดา) เมื่อตายก็จะกลับไปสู่น้ำเต้า (ในพิธีศพจึงต้องเป่าแคนน้ำเต้า) คนนับถือบูชาบรรพบุรุษโดยใช้น้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์
ต่อมามนุษย์เพิ่มการนับถือบูชาโทเทม สัญลักษณ์ของเผ่า โทเทมเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นเผ่าเดียว เป็นพวกเดียวกัน โดยมากใช้สัญลักษณ์เป็นสัตว์ต่างๆ เช่น เสือ นก หมี คนกับสัตว์ชนิดที่นับถือว่าเป็นโทเทมนั้นถือเป็นพวกเดียวกัน เช่น ชนชาติอี๋ส่วนหนึ่งในยูนนาน สัญลักษณ์บรรพบุรุษบนหิ้งบูชาของพวกเขา คือน้ำเต้าสองลูก บนน้ำเต้าวาดรูปเสือ ชนชาติอี๋นับถือเสือเป็นโทเทม ส่วนน้ำเต้านั้นเป็นสัญลักษณ์แทนกายแม่
เรื่องที่ชาวจีนนับถือมังกรก็เกี่ยวพันกับโทเทม นักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าสัญลักษณ์มังกรนั้นเกิดจากการหลอมรวมโทเทมของชนหลายๆ เผ่าเข้าด้วยกัน เพราะมังกรมีลักษณะของสัตว์หลายชนิด ชนเผ่าหัวเซี่ย (จีนดั้งเดิม) เกิดจากการหลอมรวมชนหลายเผ่า ได้สร้างสัญลักษณ์มังกรขึ้น
เรื่องโทเทมนี้อาจจะนับเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของวิญญาณกนิยมก็ได้ แต่มันมีเรื่องราวมากมายที่สามารถแยกหัวข้อมาศึกษาเป็นการเฉพาะได้
เมื่อสังคมมนุษย์พัฒนาถึงขั้นสังคมกสิกรรม สิ่งที่สามารถเรียกได้ว่าศาสนาจึงเกิดขึ้น ในชั้นต้นก็เป็นแนวทางพหุเทวนิยม ซึ่งไม่อาจระบุว่าใครคือศาสดาได้ ถือเสียว่าเป็นผลผลิตทางสังคมก็แล้วกัน สังคมในยุคนี้เราอาจเรียกได้ว่าเป็นระบบเทวาธิปไตย บทบาทของศาสนา(พหุเทวนิยม)มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการสะสมผลผลิตส่วนเกิน ซึ่งจะมีผลมากต่อพัฒนาการของรัฐในช่วงต่อมา
ทีนี้ก็มาพิจารณาเรื่องโหงวเฮ้งกับอิน-หยาง เมื่อมนุษย์เรียนรู้ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดของมนุษย์เริ่มพัฒนา แนวคิดเกี่ยวกับเทวดาเริ่มสั่นคลอน คือเกิดหน่ออ่อนของแนวคิดทาง “สสารธรรมหรือวัตถุนิยม Matterialism” ในดินแดนจีนก็คือแนวคิดโหงวเฮ้งนั่นเอง
อู่หางหรือโหงวเฮ้ง คำแรกหมายถึงจำนวนห้า ทำไมต้องเป็นเลขห้า ตอบยาก มันคงเกี่ยวพันกับเรื่องที่คนโบราณนับถือจำนวนตัวเลขบางตัว เช่น เลขห้า เลขเก้า เป็นต้น นักวิชาการส่วนใหญ่มีแนวคิดว่า ความคิดโหงวเฮ้งนั้นเริ่มต้นมาจากความรู้ด้านดาราศาสตร์ เริ่มแรกนั้นเรื่องโหงวเฮ้งเกี่ยวพันกับการเคลื่อนที่ของดาวนพเคราะห์นำมาโยงใยเข้ากับสิ่งพื้นฐานที่สุดบนโลกนี้ห้าประการ จึงเกิดเป็นโลหะหรือทอง (จิน) ไม้(มู่) น้ำ(สุ่ย) ไฟ (หั่ว) และดิน(ถู่) การเคลื่อนที่ของดาวทั้งห้า (อู่ซิง) ได้แก่ ดาวศุกร์-จินซิง ดาวพฤหัส – มู่ซิง ดาวพุธ-สุ่ยซิง ดาวอังคาร-หั่วซิง และดาวเสาร์ –ถู่ซิง เกิดเป็น “อู่ไฉ” สรรพสิ่งนานาประกอบด้วยธาตุพื้นฐานห้าชนิดได้แก่ โลหะ ไม้ น้ำ ไฟ ดิน มีทิศต่างๆ ห้าทิศ ได้แก่ ตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้และกลาง ขยายความไปครอบคลุมสรรพสิ่งทุกสิ่งทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบ บทบาท คุณลักษณะ หน้าที่ บทบาทอิทธิพลต่อกันและกัน มีสองด้านคือ “ต้านกัน” และ “หนุนกัน” บทบาทอิทธิพลนี้นำมาใช้เป็นคำอธิบายทุกเรื่องทุกราวในโลกนี้ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งว่าชายหญิงจะอยู่เป็นคู่ผัวเมียกันอย่างมีความสุขดีหรือไม่.
“อินหยาง 阴阳” หรือ “หยินหยาง” คือแนวคิดที่มองสรรพสิ่งว่าประกอบด้วยด้านที่ตรงข้ามกัน เช่น ดำ-ขาว ร้อน –เย็น ชาย-หญิง พระอาทิตย์-พระจันทร์ สรรพสิ่งดำเนินไปตามปกติเมื่อสองด้านนั้นสมดุลกันพอเหมาะกัน สรรพสิ่งจะปรวนแปรจากความปกติเนื่องจากสองด้านเกิดไม่สมดุลกัน อย่างเช่น ภูมิอากาศโลกที่ปรวนแปรเกิดพายุรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาในรอบสามสิบปี คนจีนโบราณก็จะบอกว่ามันเกิดจากความไม่สมดุลของอิน –หยางในท้องฟ้า อย่างน้อยที่สุด คนก็ยังอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกได้ แม้ว่าจะยังไม่สามารถทราบลึกซึ้งถึงขั้นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกอะไรทำนองนั้น
ส่วน “อู่หาง 五行” หรือ “โหงวเฮ้ง” นั้น เป็นแนวคิดที่กว้างขวางมากกว่าที่ชาวเรามองกันทั่วๆ ไป คือคนทั่วๆ ไปได้เห็นคำว่าโหงวเฮ้ง มักนึกถึงแต่เรื่องการทำนายนรลักษณ์ เช่น พูดกันว่าหมอดูโหงวเฮ้ง แนวคิดเรื่อง”โหงวเฮ้ง” ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง คือมองว่าจักรวาลและโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุพื้นฐาน 5 ประการ ได้แก่ ทอง หรือโลหะ (จิน金) ไม้ (มู่ 木) น้ำ (สุ่ย水) ไฟ(หั่ว 火) และดิน (ถู่土) องค์ประกอบเหล่านี้มีบทบาทและอิทธิพลต่อกันและกัน ก่อให้เกิดทุกสรรพสิ่งทุกเรื่องราวในโลกนี้ แนวคิดโหงวเฮ้งยังมีอิทธิพลต่อทั้งคนจีนและคนตะวันออกไกลชาติอื่นๆ อยู่มาก ด้านที่มากที่สุดเห็นจะเป็นวิชาโหราศาสตร์ ใครยังเชื่อหมอดูจีนก็ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลแนวคิดโหงวเฮ้งอยู่นั่นเอง
แนวคิดเกี่ยวกับโหงวเฮ้งและอินหยาง เดิมทีเป็นแนวคิดที่สองระบบ ไม่ได้หลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างที่แพร่หลายอยู่ทุกวันนี้ ถ้าจะวัดด้วยหลักฐานบันทึกลายลักษณ์อักษรกันละก็ เรื่องเกี่ยวกับอิน-หยาง ปรากฏขึ้นแรกสุดในคัมภีร์ “อี้จิง 易经” (เชื่อว่าเขียนขึ้นในราวช่วงปลายของยุคราชวงศ์ซางต่อกับราชวงศ์โจว) ส่วนเรื่องโหงวเฮ้งปรากฏขึ้นแรกสุดในหนังสือ “ส้างซู 尚书” อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าแนวคิดทั้งสองเรื่องมีกำเนิดขึ้นก่อนที่จะมีการจดบันทึกกันนานมาแล้ว และถ้าวิเคราะห์กันตามหลักการพัฒนาของความคิดของมนุษยชาติแล้ว ความคิดเรื่องโหงวเฮ้งน่าจะกำเนิดขึ้นก่อนความคิดเรื่องอิน-หยาง
เมื่อเขียนถึงประเด็นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นที่จะเล่าถึงพัฒนาการทางความคิดหรือความเชื่อของมนุษย์เกี่ยวกับลัทธิปรัชญาและศาสนาไว้บ้างสักเล็กน้อย โดยจะดัดแปลงจากคำอธิบายที่ผู้เขียนเขียนไว้ในบทความเรื่อง “ศาสนา-ศาสดา ในมุมมองทางสังคมวิทยา” อันเป็น “บทตาม”ในหนังสือเรื่อง “ศาสดา” ของ “เจตน์ เจริญโท”
เมื่อกล่าวถึงศาสนาในยุคดึกดำบรรพ์ สมัยหินเก่า หินใหม่ ผู้รู้มักบอกว่า มนุษย์ยุคหินนับถือลัทธิผีสาง เทวดา หรือเรียกทางวิชาการว่า ลัทธิวิญญาณกนิยม (Animism) ซึ่งถ้าเข้มงวดกันทางวิชาการจริงๆ เราคงเรียกความเชื่อของคนยุคหินว่าศาสนาไม่ได้
ลัทธิวิญญาณกนิยมมีมาก่อนศาสนาพหุเทวนิยมอย่างแน่นอน ในยุคที่สังคมมนุษย์อยู่ในขั้น “ล่าและเก็บ” การจัดตั้งทางสังคมตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบเครือญาติโดยนับเครือญาติทางสายแม่
การนับถือบูชา “กายแม่” น่าจะเป็นสิ่งเคารพบูชาของมนุษย์ก่อนจะเกิดความเชื่อการนับถือโทเทม (สัญลักษณ์ประจำเผ่า - Totem) และเทวดาเสียอีก
สัญลักษณ์ของ “กายแม่” ในหลักฐานโบราณคดีโลกตะวันตก คือตุ๊กตาที่นักโบราณคดีเรียกกันว่าตุ๊กตาวีนัส ทำเป็นรูปผู้หญิงอ้วนๆ ท้องป่อง (ตั้งครรภ์) นมใหญ่หรือมีหลายเต้า ส่วนหลักฐานโบราณคดีในโลกตะวันออกไกลคือน้ำเต้า
คนเรากำเนิดจากน้ำเต้า (สัญลักษณ์ของครรภ์มารดา) เมื่อตายก็จะกลับไปสู่น้ำเต้า (ในพิธีศพจึงต้องเป่าแคนน้ำเต้า) คนนับถือบูชาบรรพบุรุษโดยใช้น้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์
ต่อมามนุษย์เพิ่มการนับถือบูชาโทเทม สัญลักษณ์ของเผ่า โทเทมเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นเผ่าเดียว เป็นพวกเดียวกัน โดยมากใช้สัญลักษณ์เป็นสัตว์ต่างๆ เช่น เสือ นก หมี คนกับสัตว์ชนิดที่นับถือว่าเป็นโทเทมนั้นถือเป็นพวกเดียวกัน เช่น ชนชาติอี๋ส่วนหนึ่งในยูนนาน สัญลักษณ์บรรพบุรุษบนหิ้งบูชาของพวกเขา คือน้ำเต้าสองลูก บนน้ำเต้าวาดรูปเสือ ชนชาติอี๋นับถือเสือเป็นโทเทม ส่วนน้ำเต้านั้นเป็นสัญลักษณ์แทนกายแม่
เรื่องที่ชาวจีนนับถือมังกรก็เกี่ยวพันกับโทเทม นักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าสัญลักษณ์มังกรนั้นเกิดจากการหลอมรวมโทเทมของชนหลายๆ เผ่าเข้าด้วยกัน เพราะมังกรมีลักษณะของสัตว์หลายชนิด ชนเผ่าหัวเซี่ย (จีนดั้งเดิม) เกิดจากการหลอมรวมชนหลายเผ่า ได้สร้างสัญลักษณ์มังกรขึ้น
เรื่องโทเทมนี้อาจจะนับเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของวิญญาณกนิยมก็ได้ แต่มันมีเรื่องราวมากมายที่สามารถแยกหัวข้อมาศึกษาเป็นการเฉพาะได้
เมื่อสังคมมนุษย์พัฒนาถึงขั้นสังคมกสิกรรม สิ่งที่สามารถเรียกได้ว่าศาสนาจึงเกิดขึ้น ในชั้นต้นก็เป็นแนวทางพหุเทวนิยม ซึ่งไม่อาจระบุว่าใครคือศาสดาได้ ถือเสียว่าเป็นผลผลิตทางสังคมก็แล้วกัน สังคมในยุคนี้เราอาจเรียกได้ว่าเป็นระบบเทวาธิปไตย บทบาทของศาสนา(พหุเทวนิยม)มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการสะสมผลผลิตส่วนเกิน ซึ่งจะมีผลมากต่อพัฒนาการของรัฐในช่วงต่อมา
ทีนี้ก็มาพิจารณาเรื่องโหงวเฮ้งกับอิน-หยาง เมื่อมนุษย์เรียนรู้ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดของมนุษย์เริ่มพัฒนา แนวคิดเกี่ยวกับเทวดาเริ่มสั่นคลอน คือเกิดหน่ออ่อนของแนวคิดทาง “สสารธรรมหรือวัตถุนิยม Matterialism” ในดินแดนจีนก็คือแนวคิดโหงวเฮ้งนั่นเอง
อู่หางหรือโหงวเฮ้ง คำแรกหมายถึงจำนวนห้า ทำไมต้องเป็นเลขห้า ตอบยาก มันคงเกี่ยวพันกับเรื่องที่คนโบราณนับถือจำนวนตัวเลขบางตัว เช่น เลขห้า เลขเก้า เป็นต้น นักวิชาการส่วนใหญ่มีแนวคิดว่า ความคิดโหงวเฮ้งนั้นเริ่มต้นมาจากความรู้ด้านดาราศาสตร์ เริ่มแรกนั้นเรื่องโหงวเฮ้งเกี่ยวพันกับการเคลื่อนที่ของดาวนพเคราะห์นำมาโยงใยเข้ากับสิ่งพื้นฐานที่สุดบนโลกนี้ห้าประการ จึงเกิดเป็นโลหะหรือทอง (จิน) ไม้(มู่) น้ำ(สุ่ย) ไฟ (หั่ว) และดิน(ถู่) การเคลื่อนที่ของดาวทั้งห้า (อู่ซิง) ได้แก่ ดาวศุกร์-จินซิง ดาวพฤหัส – มู่ซิง ดาวพุธ-สุ่ยซิง ดาวอังคาร-หั่วซิง และดาวเสาร์ –ถู่ซิง เกิดเป็น “อู่ไฉ” สรรพสิ่งนานาประกอบด้วยธาตุพื้นฐานห้าชนิดได้แก่ โลหะ ไม้ น้ำ ไฟ ดิน มีทิศต่างๆ ห้าทิศ ได้แก่ ตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้และกลาง ขยายความไปครอบคลุมสรรพสิ่งทุกสิ่งทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบ บทบาท คุณลักษณะ หน้าที่ บทบาทอิทธิพลต่อกันและกัน มีสองด้านคือ “ต้านกัน” และ “หนุนกัน” บทบาทอิทธิพลนี้นำมาใช้เป็นคำอธิบายทุกเรื่องทุกราวในโลกนี้ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งว่าชายหญิงจะอยู่เป็นคู่ผัวเมียกันอย่างมีความสุขดีหรือไม่.


