‘ริมฝั่งมหานที’ แปลจาก ‘RIVER TOWN, TWO YEARS ON THE YANGTZE’ ของนายปีเตอร์ เฮสส์เลอร์ โดยเจริญจิตร โพธิ์ทอง เป็นบันทึกประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนที่ไปอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่ชื่อฝูหลิง เป็นเวลา 2 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2539-41 ในฐานะครูอาสาสมัครในโครงการพีซคอร์ป สอนภาษาอังกฤษและวรรณคดีอเมริกันที่วิทยาลัยครูแห่งฝูหลิง นายปีเตอร์ได้ใช้สายตาของหนุ่มวัย 27 ปี จากสหรัฐอเมริกา มองพินิจดูความเป็นไป และความเคลื่อนไหวของสรรพชีวิตในฝูหลิงเมืองริมฝั่งมหานทีแห่งแยงซี ที่โลดแล่นอยู่ท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำอันสวยงามแห่งภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ติดต่อกับนครฉงชิ่ง(จุงกิง) และมณฑลเสฉวน
ภายในเวลา 2 ปี นายปีเตอร์ ได้บันทึกภาพความนึกคิด พฤติกรรม ชีวิตของผู้คน ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมวัฒนธรรมในฝูหลิงท่ามกลางบรรยากาศที่ยังมีควันหลงตกค้างจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรมอันร้อนแรงที่กินเวลานานถึง 10 ปี ระหว่างพ.ศ. 2509- 2519 (ค.ศ. 1966-ค.ศ.1676) และความเปลี่ยนแปลงในรอยต่อแห่งยุคสมัยจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรมที่เชิดชูลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างบ้าคลั่ง สู่ช่วงผ่านสู่ยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ ดังเช่น การบรรยายถึงความนึกคิดและพฤติกรรมของผู้คนที่เป็นผลพวงมาจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และภาพความเคลื่อนไหวในเมืองที่เริ่มพลิกเปลี่ยนสู่โลกทุนนิยม
ตลอดจนภาพชีวิตตามเส้นทางที่เขาได้เดินทางท่องเที่ยวไปได้แก่ เมืองหยางอานในมณฑลชานสีทางภาคเหนือซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่างสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและพรรคก๊กหมินตั๋ง ซินเจียงดินแดนทะเลทรายในภาคตะวันตกของชนกลุ่มน้อยมุสลิม ที่มีวัฒนธรรมและภาษาแตกต่างไปจากวัฒนธรรมจีนอย่างสิ้นเชิง เป็นต้น
นายปีเตอร์ยังได้ถ่ายทอดความรู้สึกดื่มด่ำอันละเอียดอ่อนในธรรมชาติได้แก่ ภูเขา โตรกผา สายน้ำรอบเมืองฝูหลิงที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งดูขัดแย้งตรงข้ามกับฝูหลิงเมืองยากไร้ที่สกปรก วุ่นวาย ต้นไม้ใบไม้สีหม่นดำด้วยฝุ่นจากการเผาถ่านหิน เสียงรบกวนจากแตรรถยนต์ผสมโรงกับเสียงแผดลั่นจากโทรทัศน์ในร้านค้า ตลอดจนการสะท้อนความนึกคิดของตัวเองและชาวฝูหลิงต่อเขื่อนสามโตรกผา หรือเขื่อนซันเสียที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตระหง่านอยู่ตรงข้ามฝูหลิง
‘ริมฝั่งมหานที’ ของนายปีเตอร์ยังสอดแทรกประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการเมืองที่ส่งอิทธิพลอย่างลึกล้ำต่อความนึกคิดและชีวิตคนจีน นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ในท้องถิ่น และเหตุการณ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน ดังเช่นตอนที่เล่าถึง ‘ภูเขาเรส เดอะ แฟลก’ อันเป็นฉากเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ประเทศจีนด้วย ได้แก่ เหตุการณ์กบฏไท่ฝิงเมื่อกลางทศวรรษที่ 1840 ที่เขย่าบัลลังก์ราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นราชวงศ์กษัตริย์ยุคสุดท้ายของแผ่นดินจีน สงครามพิชิตกองทัพก๊กหมินตั๋งการเดินทัพทางไกลของกองทัพปลดแอกแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ตลอดจนเล่าสภาพชีวิตผู้คนสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมโดยผ่านการบอกเล่าของบรรดานักศึกษาลูกศิษย์ของเขา ซึ่งสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมนั้น ตรงกับยุคที่พ่อแม่ของลูกศิษย์เขาอยู่ในวัยหนุ่มสาวทำงาน สลับกับภาพชีวิตการทำมาหากินของชาวเมืองทั่วไปและชาวนาที่ผู้เขียนได้เฝ้ามองอย่างพินิจพิเคราะห์เป็นเวลา 2 ปี นับเป็นเสน่ห์ที่หาสัมผัสจากสื่ออื่นๆไม่ง่ายนัก
นายปีเตอร์ยังได้เล่าถึงการดิ้นรนใช้ชีวิตในต่างวัฒนธรรมอย่างมีสีสัน มีมุขอารมณ์ขันสนุกๆ โดยเฉพาะความพยายามที่จะเข้าถึงผู้คน เข้าใจชีวิตของเพื่อนคนจีนรอบตัว และการเข้าหาคนท้องถิ่นในเมือง ที่เรียกเขาเป็น “ไอ้ผีต่างด้าว” รสชาติของวัฒนธรรมการทักทายโดยการกรูเข้ามากลุ้มรุม โห่ร้องตระโกนใส่ หัวเราะซุบซิบ ขว้างข้าวของใส่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์การเมืองของผู้เขียนเอง อาทิ การสร้างกำแพงเมืองจีน ผู้นำคนสำคัญของจีนได้แก่ เหมาเจ๋อตุง เติ้งเสี่ยวผิง และโจวเอินไหล สำหรับเนื้อหาส่วนนี้ สะท้อนอย่างชัดเจนถึงความเป็นคนนอก และความแปลกแยกต่อวัฒนธรรมจีน ความประดักประเดิดของชาวต่างชาติที่ต้องเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของโลกซีกตรงกันข้าม
‘ริมฝั่งมหานที’ ได้ฉายภาพชีวิตทั้งหมดในฝูหลิง นับเป็นการฉายภาพมนุษยชาติในกงล้อประวัติศาสตร์ ภาพชีวิตชุมชนเล็กๆที่ยากไร้แห่งลุ่มน้ำแยงซีในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่สะท้อนภาพความเป็นจีนในยุคสมัยหนึ่งไม่มากก็น้อยอย่างละเอียดอ่อนและมีชีวิตชีวา ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนความนึกคิดของชาวอเมริกันคนหนึ่งต่อประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมสังคมจีน ซึ่งได้นำสารจากเมืองจีนนี้ บอกต่อสู่โลกตะวันตก ‘ริมฝั่งมหานที’ เป็นที่นิยมจนทะยานขึ้นชั้นหนังสือขายดี ของนิวยอร์คไทมส์ (New York Times Bestseller) และได้รับคำชมล้นหลามจากวงการสื่อตะวันตก
สำหรับ ‘ริมฝั่งมหานที’ ฉบับพากษ์ไทย นับเป็นงานแปลคุณภาพ มีการทำการบ้านหนักเพื่องานแปลชิ้นนี้ ไม่ว่าด้านการถอดเสียงคำในภาษาจีน ข้อมูลทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์จีน ทั้งมีอรรถรสทางภาษา.


