แผ่นดินจีนนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก หากต้องเดินทางไปทำความรู้จักกับหนุ่มเมืองต่างๆ คงต้องใช้เวลาไม่น้อย วันนี้ชีวิตคนเมืองจีนขอทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชักแนะนำหนุ่มจาก 10 เมืองใหญ่ของจีนให้สาวไทยรู้จักจ้า....
หนุ่มปักกิ่ง
เป็นหนุ่มที่มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองสูงกว่าเมืองอื่นๆ เนื่องจากการได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มจากเมืองหลวงก็ทำให้สายเลือดของพวกเขาเหนือกว่าคนอื่นตั้งแต่เกิด ! ขณะเดียวกันพวกเขาก็มีงานดีๆ ทำ เพราะโอกาสที่มากมายในเมืองหลวงเปิดกว้างรออยู่ นอกจากนั้นงานอดิเรกประเภทเลี้ยงนก ปลูกต้นไม้ก็แสดงให้เห็นว่า หนุ่มเมืองนี้มีวิถีชิวิตแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ ด้วยบุคลิกเช่นนี้ทำให้หนุ่มจากปักกิ่งถนัดเป็นผู้วิจารณ์มากกว่าเป็นนักปฏิบัติ

หนุ่มเซี่ยงไฮ้
หนุ่มจากเมืองแห่งความหรูหราฟู่ฟ่า ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มประเภทสุขนิยม และเกือบๆ วัตถุนิยม พวกเขาไม่ใคร่เอาใจใส่เรื่องใหญ่ๆ อย่างเรื่องของบ้านเมืองเท่าไรนัก ดังนั้นจึงแทบไม่ปรากฏว่ามีหนุ่มเซี่ยงไฮ้เป็นแม่ทัพกรีฑาออกรบ อย่างมากก็จะมีเพียงบทวิจารณ์เหตุการณ์เท่านั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งหนุ่มเมืองนี้ยกให้เรื่องของครอบครัวมาเป็นที่หนึ่ง โดยสามารถทำงานบ้านโดยไม่ต้องให้ภรรยาร้องขอ
หนุ่มเทียนจิน
ในอดีตเมืองแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านให้กับปักกิ่ง ดังนั้นหนุ่มเมืองนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับทหาร คือประหยัดถ้อยคำ ไม่ค่อยแสดงออกถึงอารมณ์ภายในนัก แต่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกผู้คนและยึดมั่นหลักคุณธรรมยิ่งนัก ขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังเป็นคนสบายๆ ที่มีอารมณ์ขันและการศึกษาสูง เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่มีบรรยากาศของการเล่าเรียนและศิลปะเข้มข้นที่สุดเมืองหนึ่งของจีนทีเดียว
หนุ่มหนันจิง
หนุ่มเมืองนี้ถูกหล่อหลอมจากบรรยากาศการเป็นเมืองหลวงหลายครั้งหลายหนในสมัยโบราณ บุคลิกของพวกเขาจึงแตกต่างจากหนุ่มเซี่ยงไฮ้ โดยพวกเขาจะไม่มีวันฆ่าเวลาด้วยการไปเต้นรำในผับในบาร์ หรือแต่งตัวตามแฟชั่นสุดขอบ แต่คือตัวอย่างของหนุ่มนักคิด เคร่งขรึมแต่เอาจริง นอกจากนั้นจากการที่หนันจิงเป็นเมืองที่คนทางเหนือบอกว่าอยู่ภาคใต้ แต่คนภาคใต้เองกลับบอกว่าหนันจิงอยู่ภาคเหนือ ก็มีส่วนทำให้คนเมืองนี้ไม่ดูถูกคนต่างถิ่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย และใจดี

หนุ่มซีอัน
หนุ่มเมืองนี้บอกได้คำเดียวว่าเป็นคนลึกซึ้ง ด้วยพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากอยู่ในเมืองแห่งสุสานจิ๋นซีแห่งนี้ทำให้ผู้ชายที่นี่มีความละเอียดอ่อน ละเมียดละไมในทางศิลปะ ตัวอย่างชัดเจนของหนุ่มเมืองนี้ได้แก่ จางอี้โหมว ผู้กำกับชื่อดัง จางจงสือ นักเขียนผู้มีความรอบรู้ด้านประวัติศาสตร์ คนเมืองนี้มีทัศนคติที่ว่าผู้ชายควรเป็นเหมือนกองทัพของจักรพรรดิจิ๋นซีที่ยืนหยัด และซื่อสัตย์ โดยไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้
หนุ่มอู่ฮั่น
แม้เมืองนี้เคยมีอดีตที่เฟื่องฟูมาก่อน แต่ทว่า ณ ปัจจุบัน เมืองโบราณก็ถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมไปเสียแล้ว และเปลี่ยนให้หนุ่มเมืองนี้เป็นคนที่พูดจาโผงผาง เสียงดัง ทั้งยังไม่ใส่ใจกับความเนี้ยบของเครื่องแต่งกาย นอกจากนั้นพวกเขายังไม่ใคร่นับถือคนที่มีความรู้นัก ซึ่งไม่ว่าจะมีตำแหน่งทางการศึกษาสูงสักเพียงใดก็ไม่สำคัญเลยสำหรับคนเมืองนี้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ดูถูกคนอื่น พวกเขาก็ยังมีความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเมืองอื่นที่มีอารยธรรมยาวนาน ซึ่งเป็นความรู้สึกขัดแย้งอยู่ภายในลึกๆ
หนุ่มเฉิงตู
หนุ่มเมืองนี้เป็นคนรักสนุก พวกเขาไม่ดูแลบ้านเท่ากับหนุ่มเซี่ยงไฮ้หรือหนันจิง อีกทั้งไม่กระตือรือร้นทำงานเท่ากับหนุ่มหังโจวหรือกว่างโจว แต่การรักสนุกของพวกเขาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความต้องการมีเงินจำนวนมหาศาล พวกเขาเพียงแต่ ‘มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น’ และกล่าวได้ว่า หนุ่มเมืองนี้แม้รูปร่างจะไม่สูงใหญ่นัก แต่หน้าตาก็ดีทีเดียว

หนุ่มฉงชิ่ง
ด้วยสภาพภูมิอากาศที่ร้อนราวกับอบอยู่ในเตาของเมืองฉงชิ่ง บ่มให้หนุ่มเมืองนี้เป็นคนใจร้อน กล้าได้กล้าเสีย ขณะเดียวกันก็เป็นคนตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตามผู้ชายเมืองนี้ส่วนใหญ่ไม่นิยมออกไปเผชิญโชคภายนอกนัก ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีสภาพเป็นหุบเขาของฉงชิ่ง วิถีชีวิตก็คงเป็นเหมือนเส้นความชันของภูเขา หากไม่ไต่ขึ้นก็คงต้องดิ่งลง ซึ่งทำให้ผู้ชายเมืองนี้มีความกดดันต่อความสำเร็จของตนอยู่ไม่น้อย
หนุ่มกว่างโจว
ตั้งแต่จีนเปิดประเทศและเริ่มปฏิรูปทางเศรษฐกิจเป็นต้นมา ชาวเมืองกว่างโจวดั้นด้นทำการค้าทั้งในและต่างประเทศ พวกเขาทำงานหนักถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน และมีคำพูดติดปากว่า “ผู้หญิงก็ต้องทำงานเท่ากับผู้ชาย ส่วนผู้ชายก็เหมือนเครื่องจักร ถ้าเครื่องจักรเสียแล้วจะทำอย่างไร ? คำตอบก็คือ ซ่อมเสียสิ แล้วก็ใช้งานได้ต่อไป “ ดังนั้นในสายตาของคนเมืองอื่นแล้ว คนเมืองนี้จับจ้องแต่ช่องทางทำเงิน มีจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ โดยไม่รู้จักความละเมียดละไมในชีวิตเอาเสียเลย
หนุ่มเสิ่นหยาง
ทั้งหนุ่มและสาวเมืองนี้มีอุปนิสัยเหมือนกันตรงที่กล้าได้กล้าเสีย ซึ่งเป็นจุดเด่นของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน แต่นอกจากนั้นหนุ่มเสิ่นหยางยังมีข้อดีตรงที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เมื่อแต่งงานแล้วพวกเขาก็ยินดีที่จะเฝ้าบ้านอย่างมีความสุข หรือหากคบเพื่อนก็จะมีความจริงใจให้แก่กัน ทั้งยึดมั่นในหลักคุณธรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่สาวเซี่ยงไฮ้จำนวนไม่น้อยเดินทางมาหาวีรบุรุษประจำใจถึงภาคอีสานของจีนแห่งนี้
หนุ่มปักกิ่ง
เป็นหนุ่มที่มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองสูงกว่าเมืองอื่นๆ เนื่องจากการได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มจากเมืองหลวงก็ทำให้สายเลือดของพวกเขาเหนือกว่าคนอื่นตั้งแต่เกิด ! ขณะเดียวกันพวกเขาก็มีงานดีๆ ทำ เพราะโอกาสที่มากมายในเมืองหลวงเปิดกว้างรออยู่ นอกจากนั้นงานอดิเรกประเภทเลี้ยงนก ปลูกต้นไม้ก็แสดงให้เห็นว่า หนุ่มเมืองนี้มีวิถีชิวิตแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ ด้วยบุคลิกเช่นนี้ทำให้หนุ่มจากปักกิ่งถนัดเป็นผู้วิจารณ์มากกว่าเป็นนักปฏิบัติ
หนุ่มเซี่ยงไฮ้
หนุ่มจากเมืองแห่งความหรูหราฟู่ฟ่า ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มประเภทสุขนิยม และเกือบๆ วัตถุนิยม พวกเขาไม่ใคร่เอาใจใส่เรื่องใหญ่ๆ อย่างเรื่องของบ้านเมืองเท่าไรนัก ดังนั้นจึงแทบไม่ปรากฏว่ามีหนุ่มเซี่ยงไฮ้เป็นแม่ทัพกรีฑาออกรบ อย่างมากก็จะมีเพียงบทวิจารณ์เหตุการณ์เท่านั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งหนุ่มเมืองนี้ยกให้เรื่องของครอบครัวมาเป็นที่หนึ่ง โดยสามารถทำงานบ้านโดยไม่ต้องให้ภรรยาร้องขอ
หนุ่มเทียนจิน
ในอดีตเมืองแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านให้กับปักกิ่ง ดังนั้นหนุ่มเมืองนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับทหาร คือประหยัดถ้อยคำ ไม่ค่อยแสดงออกถึงอารมณ์ภายในนัก แต่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกผู้คนและยึดมั่นหลักคุณธรรมยิ่งนัก ขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังเป็นคนสบายๆ ที่มีอารมณ์ขันและการศึกษาสูง เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่มีบรรยากาศของการเล่าเรียนและศิลปะเข้มข้นที่สุดเมืองหนึ่งของจีนทีเดียว
หนุ่มหนันจิง
หนุ่มเมืองนี้ถูกหล่อหลอมจากบรรยากาศการเป็นเมืองหลวงหลายครั้งหลายหนในสมัยโบราณ บุคลิกของพวกเขาจึงแตกต่างจากหนุ่มเซี่ยงไฮ้ โดยพวกเขาจะไม่มีวันฆ่าเวลาด้วยการไปเต้นรำในผับในบาร์ หรือแต่งตัวตามแฟชั่นสุดขอบ แต่คือตัวอย่างของหนุ่มนักคิด เคร่งขรึมแต่เอาจริง นอกจากนั้นจากการที่หนันจิงเป็นเมืองที่คนทางเหนือบอกว่าอยู่ภาคใต้ แต่คนภาคใต้เองกลับบอกว่าหนันจิงอยู่ภาคเหนือ ก็มีส่วนทำให้คนเมืองนี้ไม่ดูถูกคนต่างถิ่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย และใจดี
หนุ่มซีอัน
หนุ่มเมืองนี้บอกได้คำเดียวว่าเป็นคนลึกซึ้ง ด้วยพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากอยู่ในเมืองแห่งสุสานจิ๋นซีแห่งนี้ทำให้ผู้ชายที่นี่มีความละเอียดอ่อน ละเมียดละไมในทางศิลปะ ตัวอย่างชัดเจนของหนุ่มเมืองนี้ได้แก่ จางอี้โหมว ผู้กำกับชื่อดัง จางจงสือ นักเขียนผู้มีความรอบรู้ด้านประวัติศาสตร์ คนเมืองนี้มีทัศนคติที่ว่าผู้ชายควรเป็นเหมือนกองทัพของจักรพรรดิจิ๋นซีที่ยืนหยัด และซื่อสัตย์ โดยไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้
หนุ่มอู่ฮั่น
แม้เมืองนี้เคยมีอดีตที่เฟื่องฟูมาก่อน แต่ทว่า ณ ปัจจุบัน เมืองโบราณก็ถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมไปเสียแล้ว และเปลี่ยนให้หนุ่มเมืองนี้เป็นคนที่พูดจาโผงผาง เสียงดัง ทั้งยังไม่ใส่ใจกับความเนี้ยบของเครื่องแต่งกาย นอกจากนั้นพวกเขายังไม่ใคร่นับถือคนที่มีความรู้นัก ซึ่งไม่ว่าจะมีตำแหน่งทางการศึกษาสูงสักเพียงใดก็ไม่สำคัญเลยสำหรับคนเมืองนี้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ดูถูกคนอื่น พวกเขาก็ยังมีความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเมืองอื่นที่มีอารยธรรมยาวนาน ซึ่งเป็นความรู้สึกขัดแย้งอยู่ภายในลึกๆ
หนุ่มเฉิงตู
หนุ่มเมืองนี้เป็นคนรักสนุก พวกเขาไม่ดูแลบ้านเท่ากับหนุ่มเซี่ยงไฮ้หรือหนันจิง อีกทั้งไม่กระตือรือร้นทำงานเท่ากับหนุ่มหังโจวหรือกว่างโจว แต่การรักสนุกของพวกเขาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความต้องการมีเงินจำนวนมหาศาล พวกเขาเพียงแต่ ‘มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น’ และกล่าวได้ว่า หนุ่มเมืองนี้แม้รูปร่างจะไม่สูงใหญ่นัก แต่หน้าตาก็ดีทีเดียว
หนุ่มฉงชิ่ง
ด้วยสภาพภูมิอากาศที่ร้อนราวกับอบอยู่ในเตาของเมืองฉงชิ่ง บ่มให้หนุ่มเมืองนี้เป็นคนใจร้อน กล้าได้กล้าเสีย ขณะเดียวกันก็เป็นคนตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตามผู้ชายเมืองนี้ส่วนใหญ่ไม่นิยมออกไปเผชิญโชคภายนอกนัก ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีสภาพเป็นหุบเขาของฉงชิ่ง วิถีชีวิตก็คงเป็นเหมือนเส้นความชันของภูเขา หากไม่ไต่ขึ้นก็คงต้องดิ่งลง ซึ่งทำให้ผู้ชายเมืองนี้มีความกดดันต่อความสำเร็จของตนอยู่ไม่น้อย
หนุ่มกว่างโจว
ตั้งแต่จีนเปิดประเทศและเริ่มปฏิรูปทางเศรษฐกิจเป็นต้นมา ชาวเมืองกว่างโจวดั้นด้นทำการค้าทั้งในและต่างประเทศ พวกเขาทำงานหนักถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน และมีคำพูดติดปากว่า “ผู้หญิงก็ต้องทำงานเท่ากับผู้ชาย ส่วนผู้ชายก็เหมือนเครื่องจักร ถ้าเครื่องจักรเสียแล้วจะทำอย่างไร ? คำตอบก็คือ ซ่อมเสียสิ แล้วก็ใช้งานได้ต่อไป “ ดังนั้นในสายตาของคนเมืองอื่นแล้ว คนเมืองนี้จับจ้องแต่ช่องทางทำเงิน มีจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ โดยไม่รู้จักความละเมียดละไมในชีวิตเอาเสียเลย
หนุ่มเสิ่นหยาง
ทั้งหนุ่มและสาวเมืองนี้มีอุปนิสัยเหมือนกันตรงที่กล้าได้กล้าเสีย ซึ่งเป็นจุดเด่นของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน แต่นอกจากนั้นหนุ่มเสิ่นหยางยังมีข้อดีตรงที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เมื่อแต่งงานแล้วพวกเขาก็ยินดีที่จะเฝ้าบ้านอย่างมีความสุข หรือหากคบเพื่อนก็จะมีความจริงใจให้แก่กัน ทั้งยึดมั่นในหลักคุณธรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่สาวเซี่ยงไฮ้จำนวนไม่น้อยเดินทางมาหาวีรบุรุษประจำใจถึงภาคอีสานของจีนแห่งนี้


