xs
xsm
sm
md
lg

การฝึกฝนชี่กง DCP (1)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ปัจจุบัน วิชาชี่กง DCP มีท่าฝึกรวม 6 ท่า คือ 1. สร้างฐานพลัง 2. ยืดตัว 3. หมุนตัว 4. เขย่าตัว 5. เชื่อมฟ้า และ 6. ถ่ายพลัง

ท่าที่ 1 สร้างฐานพลัง เป็นท่าที่ผู้ฝึกฝนจะต้องฝึกฝนให้ดี เมื่อสร้างฐานพลังขึ้นมาแล้ว จะทำให้การฝึกท่าที่ 2-4 (ยืดตัว หมุนตัว เขย่าตัว)เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย ส่วนท่าที่ 5 เชื่อมฟ้า และท่าที่ 6 ถ่ายพลัง เป็นท่าเสริมความสมบูรณ์ให้แก่ระบบกำลังภายใน ซึ่งเมื่อการฝึกฝนจบสิ้นแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งกายทั้งใจ จะเปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์สุขอันสุนทรีย์ ทั้งอิ่มเอิบ ปีติ สดใส และกระปรี้กระเปร่าอยู่ในตัว

ในการฝึก ผู้ฝึกฝนสามารถทำการฝึกตามลำดับท่า ตั้งแต่ท่าที่ 1-6 ได้ด้วยตนเอง ในทันที โดยการดูภาพประกอบ ทั้งที่เป็นภาพลายเส้นในหนังสือ หรือภาพเคลื่อนไหวในวีซีดี (กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำ กำหนดนำออกเผยแพร่ในราวเดือนกรกฎาคม 2548)

หลักยึด 2 ประการ

ในการฝึกชี่กง DCP มีหลักยึดอยู่ 2 ประการ

ประการแรก การทำจิตคลาย-กายผ่อน

โดยการทำจิตใจและร่างกายให้ผ่อนคลาย ตามหลัก "ผ่อนคลาย สงบ เป็นธรรมชาติ" คือพาตัวเองเข้าสู่สภาวะ "เฉยๆ กลางๆ" หลุดหรือข้ามพ้นสภาวะการตรึงติดอยู่ในอารมณ์และความคิดใดๆอย่างสิ้นเชิง แล้วผ่อนลมหายใจยาว เบาๆ จนสุดปลายลม ซึ่ง ณ จุดปลายลมนั้น ให้ผู้ฝึกฝนสำนึกหรือบอกตนเองอยู่ภายในถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของตน (เทียนเหรินเหออี-ฟ้ากับคนเป็นหนึ่งเดียวกัน) ซึ่งเมื่อแตกออกไปให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็คือความเป็นหนึ่งเดียวของตัวเรากับ "ฟ้า-ดิน"

ในทันทีที่ทำเช่นนั้น จะเกิดการเชื่อมโยงกันเข้าระหว่างเรากับธรรมชาติในระดับ "ชี่" คือระดับกายละเอียด ในรูปของพลังงาน เรียกว่าพลังชี่

ในภาวะดังกล่าว ระบบพลังชี่ภายในหรือ "เน่ยชี่" จะเชื่อมโยงกับระบบพลังชี่ของธรรมชาติภายนอกหรือ "ไว่ชี่" อย่างแนบแน่นทางปลายนิ้วมือและปลายนิ้วเท้า โดยเชื่อมเข้ากับพลังชี่ดินก่อน

ในขั้นนี้ จะเกิดการเคลื่อนตัวของประจุไฟฟ้าที่ปลายนิ้วหรือนิ้วมือ ฝ่ามือ อย่างคึกคักจนเรารู้สึกได้ นั่นหมายถึงว่า ตัวผู้ฝึกได้เข้าสู่สภาวะชี่กงแล้ว

ถัดจากนั้นจึงเริ่มหายใจเข้า ดึงพลังชี่ดินขึ้นไปเชื่อมพลังชี่ฟ้า ณ กลางศีรษะ การเชื่อมโยงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้า-ดิน (ธรรมชาติ) ก็สมบูรณ์ ตัวเรามีความเป็นบูรณาการกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

ในสภาวะเช่นนี้ ระบบพลังชี่ในร่างกายจะขับเคลื่อนตัวเองอย่างคึกคักกว่าปกติ เนื่องจากมีพลังชี่ภายนอกเข้ามาร่วมขับเคลื่อนด้วย กลายเป็น "พลังชี่รวม" เคลื่อนไปตามระบบจิงลั่ว ขจัดสิ่งอุดตันตามจุดต้งเสวียต่างๆ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบจิงลั่ว

นอกจากนี้ ในสภาวะชี่กง การทำงานของมันสมองซีกซ้ายซึ่งควบคุม "จิตรู้" จะเบาบางลง ตรงกันข้าม การทำงานของมันสมองซีกขวาซึ่งควบคุม "จิตเดิม" จะเข้มข้นขึ้น เกิดการไหลทะลักของข้อมูลและภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ จะทำให้ผู้ฝึกฝน "เข้าถึง" ความจริงแท้ของชีวิตในฐานะส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เกิดปัญญาตื่นรู้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น

ดังนั้น การทำ "จิตคลาย-กายผ่อน" คลายปมที่มีอยู่ในจิตใจทั้งหมดออกมา ไม่ติดไม่ยึดอยู่กับเรื่องใดปัญหาใด ปล่อยวางอารมณ์และความคิดจิตใจลงจนหมดสิ้นในอึดใจที่บอกกับตนเองว่า "จิตคลาย-กายผ่อน" คือทำให้จิตใจและร่างกายผ่อนคลายอย่างเต็มที่ เข้าสู่ภาวะ "สบายๆ" จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญของการเข้าสู่สภาวะชี่กง

หากไม่อยู่ในภาวะ "จิตคลาย-กายผ่อน" ก็ยากที่จะเข้าสู่สภาวะชี่กงได้

ขอย้ำอีกที การสำนึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของตน สามารถกระทำไปพร้อมๆ กับการผ่อนลมหายใจยาว เบาๆ ในขณะที่กำลังทำ "จิตคลาย-กายผ่อน"

"สำนึก" ที่ว่า จะปรากฏชัด ณ ปลายสุดของลมหายใจ และพลันก็จะบังเกิดความปีติ สดใส ดื่มด่ำยิ่งนักในความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของตนเอง

ในจังหวะนี้เอง ที่พลังชี่ภายในกับพลังชี่ภายนอก (พลังชี่ดิน) ได้เชื่อมต่อกันเข้า พาผู้ฝึกฝนเข้าสู่สภาวะชี่กงเบื้องต้น และเมื่อหายใจเข้า ดึงพลังชี่ดินขึ้นไปเชื่อมกับพลังชี่ฟ้าเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำเราเข้าสู่สภาวะชี่กงเต็มที่

ในสภาวะชี่กง ผู้ฝึกฝนพร้อมอย่างยิ่งที่จะเสริมสร้างกุศลธรรมฉันทะขึ้นในจิตใจ

ประการที่สอง การเจริญภาวนากุศลธรรมฉันทะ

เมื่อเข้าสู่สภาวะชี่กง พลังชี่รวมทำงานอย่างคึกคัก ขณะที่จิตใจจะอยู่ในภาวะนิ่ง สงบ อย่างยิ่งยวด เหมาะแก่การเจริญภาวนากุศลธรรมฉันทะเป็นอย่างยิ่ง

ในทางพุทธธรรมถือว่า กุศลธรรมฉันทะ เป็นจุดเริ่มของกระบวนธรรมของกฎแห่งกรรม (ดี) ของผู้ฝึกฝน เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เจริญและเป็นสุข ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

กุศลธรรมฉันทะ คืออะไร?

กุศลธรรมฉันทะ ก็คือความต้องการทำในสิ่งที่ดีงาม

ในหนังสือ "พุทธธรรม" ฉบับปรับปรุงและขยายความ ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายถึงความหมายของ "กุศลธรรมฉันทะ" ว่าเป็น "ฉันทะในกุศลธรรม คือความพอใจ ความชอบ ความอยากในสิ่งที่ดีงาม... คือต้องการทำให้สิ่งที่ดีงามเกิดมีขึ้น" (หน้า 493)

จากนี้ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า "ฉันทะนำไปสู่อุตสาหะ...พูดง่ายๆ ว่าฉันทะทำให้เกิดการกระทำ" และว่าฉันทะ "มีโยนิโสมนสิการเป็นสมุฏฐาน หมายความว่า ฉันทะเกิดจากโยนิโสมนสิการ(การคิดแยบคาย คิดถูกวิธี รู้จักคิด หรือคิดเป็น)..." (494) พร้อมกับสรุปความหมายรวบยอดของ "ฉันทะ" ไว้อย่างจะแจ้งว่า "คือภาวะจิตใจที่ยินดี พอใจ ตลอดจนต้องการให้เกิดมีความดำรงอยู่ด้วยดีของสิ่งทั้งหลายตามสภาวะที่ควรจะเป็นจะมีของมัน...ความต้องการให้สิ่งทั้งหลายดำรงอยู่ในภาวะที่ดี ที่ถูกต้อง ที่งอกงาม ที่เรียบร้อย ที่สุขสมบูรณ์ของมัน หรือให้ภาวะที่ดี ที่ถูกต้อง สมบูรณ์อย่างนั้นเกิดมีเป็นจริงขึ้น"..."ในภาวะจิตเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องมีความอยากเสพเสวยสุขเวทนาหรือความนึกคิดผูกพันกับตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย นับว่าเป็นกระบวนแห่งกุศลธรรมบริสุทธิ์หรือล้วนๆ" พร้อมกับเสริมในตอนท้ายว่า "กระบวนธรรมเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่จะต้องมีความคิดหรือความรู้ความเข้าใจเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะกระแสที่จะไหลเรื่อยไปโดยไม่ต้องใช้ความคิด ก็คือกระแสอวิชชา-ตัณหา" (510)

การเจริญภาวนา "กุศลธรรมฉันทะ" จะค่อยๆชักนำจิตใจของผู้ฝึกให้พัฒนาไปในทางสร้างสรรค์ เกิดแนวคิดและความต้องการที่จะทำในสิ่งดีๆอยู่เป็นนิตย์ อันเป็นจิตใจของผู้ที่เจริญ

คนเราเมื่อคิดไปในทางดี มีจิตเป็นกุศล การกระทำที่ตามมา ทั้งทางการพูดการจา และการประพฤติปฏิบัติ ก็จะเต็มไปด้วยเหตุผลและอารมณ์อันสุนทรีย์ เป็นที่ยินดีของผู้ได้ฟังได้เห็น เป็นที่รับได้ของผู้ที่ทำงานร่วมกัน เป็นบุคคลทรงคุณค่าในแวดวงอาชีพการงาน เป็นที่รักใคร่ของญาติมิตรใกล้ไกล

สรุปคือ จะมีบุคลิกที่น่าเชื่อถือ น่าคบค้าสมาคม และมี "เสน่ห์"

มองในหลัก "กฎแห่งกรรม" เมื่อคนเราคิดดี พูดดี ทำดี ไปเรื่อยๆ ผลกรรมหรือสิ่งที่เป็นผลจากการปฏิบัติ ก็ย่อมจะเป็นสิ่งดีมากกว่าสิ่งร้าย ยิ่งคิดดี พูดดี ทำดี "ถักทอต่อเชื่อม" ไปเรื่อยๆ ก็ย่อมจะเกิดผลดีตามมาเรื่อยๆ และอย่างเป็นทวีคูณ
นั่นคือ กระบวนดังกล่าวเมื่อดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง พลันก็จะปรากฏเป็น "โอกาส" ในรูปแบบต่างๆ วิ่งมาหาเรา โดยที่เราไม่ต้องวิ่งไปไล่หาไล่จับ เมื่อนั้น ชีวิตเราก็จะก้าวเข้าสู่ระยะราบรื่น ไม่ต้องว่ายทวนกระแสชีวิตให้เหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป

ชีวิตที่ราบรื่น คึกคัก และเป็นสุข ก็จะเป็นของเรา และเป็นเช่นนั้นตลอดไป

โดยทั้งหมดนั้น เริ่มต้นได้ตั้งแต่การเจริญภาวนากุศลธรรมฉันทะในระหว่างการฝึกฝนชี่กง DCP

หลักยึดสองประการนี้ คือกุญแจไขประตูไปสู่ชีวิตที่เข้มแข็ง ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ

หลักปฏิบัติเบื้องต้นในการฝึก ชี่กง DCP

ชี่กง DCP เป็นชี่กงท่ายืน การฝึกฝนตั้งแต่ท่าที่ 1-6 จะเริ่มด้วยการยืนใน "ท่าเตรียม" คือในท่าสบายๆ วางเท้าซ้าย-ขวาคู่ขนานกัน (เป็นเลข "11") ห่างกันเสมอไหล่ (ดูรูป) ทุกครั้งไป

หลังจากนั้นจึงทำ "จิตคลาย-กายผ่อน" ให้พร้อมสำหรับการฝึกในท่าต่างๆ

ขอให้ทุกท่านเริ่มต้นด้วย "ท่าเตรียม" นี้เสมอ

ถึงตรงนี้ เชื่อว่าท่านผู้อ่านพร้อมแล้วที่จะเริ่มทำการฝึกฝนชี่กง DCP

ขอเชิญเลยครับ

ท่าที่ 1. สร้างฐานพลัง

ท่านี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน

ขั้นแรก เป็นการเชื่อมโยงพลังชี่ภายใน (เน่ยชี่) กับพลังชี่ภายนอก (ไว่ชี่) ให้เกิดพลังชี่รวมขับเคลื่อนในตัวตน นำผู้ฝึกฝนเข้าสู่สภาวะชี่กง

ขั้นที่สอง เป็นการบริหารพลังชี่รวมให้แข็งแกร่งเหนียวแน่น เกิดการขับเคลื่อนอย่างเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันของพลังชี่ไปทั้งตัว แล้วลำเลียงพลังทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ทุ่งพลังหรือตันเถียนล่าง (ท้องน้อยใต้สะดือ) อันเป็นฐานพลังชี่รวมของร่างกาย สำหรับรองรับการฝึกฝนร่างกายต่อไป (รวม 3 ท่าด้วยกัน ได้แก่ ท่ายืดตัว ท่าหมุนตัว และท่าเขย่าตัว) ซึ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งสมบูรณ์ทั้งในระดับกายหยาบและกายละเอียด

ขั้นตอนการฝึก (ดูภาพประกอบ)

1) เริ่มด้วย "ท่าเตรียม" แล้วทำ "จิตคลาย-กายผ่อน" พร้อมกับผ่อนลมหายใจเบาๆ ยาวๆ จนกระทั่งสุดปลายลม ซึ่ง ณ จุดปลายลมนั้น ให้ผู้ฝึกฝนสำนึกหรือบอกตนเองอยู่ภายในถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของตน (เทียนเหรินเหออี)

เพื่อนำไปสู่การเชื่อมโยงกันเข้าระหว่างเรากับธรรมชาติในระดับ "ชี่" คือระดับกายละเอียด ในรูปของพลังงาน เรียกว่าพลังชี่ ให้ระบบพลังชี่ภายในหรือ "เน่ยชี่" เชื่อมโยงกับระบบพลังชี่ของธรรมชาติภายนอก (ในขั้นนี้คือการเชื่อมเข้ากับพลังชี่ดิน) หรือ "ไว่ชี่" อย่างแนบแน่นทางปลายนิ้วมือและปลายนิ้วเท้า เข้าสู่สภาวะชี่กง
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น