ความหมายของ 'ซิ่ง' ตัวแรก นั้นเป็นคำแสลงตามภาษาวัยรุ่นไทย ก่อนยุคเด็กแนวจะถือกำเนิดขึ้นบนบรรณพิภพ เป็นคำกิริยามีความหมายตามความเข้าใจของวัยรุ่น (ยุคก่อนเด็กแนว) อย่างผมว่า "เที่ยว"
ความหมายของ 'ซิ่ง' ตัวที่สองนั้น เป็นคำอ่านจากอักษรภาษาจีนอักษร '性' ที่พจนานุกรมจีน-จีน จีน-อังกฤษ จัดพิมพ์โดย Foreign Language Teaching and Research ให้ความหมายไว้ 6 แบบ โดยความหมายภาษาอังกฤษที่ถูกต้องตรงความประสงค์ของผม เป็นคำนามและคุณศัพท์ ที่ทางพจนานุกรมแปลความหมายเอาไว้ว่า sexual;sexuality*
ส่วนความหมายของ "ซิ่ง:性" ที่แปลเป็นไทยนั้น พจนานุกรมจีน-ไทย ฉบับพิมพ์หนังสือตัวย่อ โดย เธียรชัย เอี่ยมวรเมธ ให้ความหมายไว้ว่า เกี่ยวกับเพศหรืออารมณ์เพศหรือการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต**
ขอขอบคุณ คุณยังเจ็ท คอลัมนิสต์เก่าแก่ของผู้จัดการออนไลน์ที่เป็นผู้จุดประกายคำๆ นี้ให้กับผม
ว่าถึงความหมายเพื่อไม่ให้ ท่านผู้อ่าน เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้ว .... ก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
ในยุคสงครามระหว่างรัฐ (战国) เมิ่งจื่อ (孟子;ก่อนคริสต์กาล 390-305 ปี) ทายาทคนสำคัญที่สุดของขงจื๊อ ได้สั่งสอนบรรดาสานุศิษย์ เอาไว้ตอนหนึ่งว่า
"不孝有三,无后为大"
"ปู๋เสี้ยวโหย่วซาน อู๋โฮ่วเหวยต้า"
แปลเป็นไทยก็คือ "ความอกตัญญูนั้นมีอยู่สามประการ ที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือการไม่มีทายาท"***
คำสอนดังกล่าว ได้ถูกชาวจีนบันทึกและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มายาวนานกว่า 2,300 ปี แล้ว และแม้ลัทธิขงจื๊อจะล่มสลายไปพร้อมๆ กับการปฏิวัติล้มล้างระบบศักดินา แต่คำสอนและปรัชญาของลัทธิขงจื๊อก็ยังคงทรงอิทธิพลอย่างสูงในสังคมจีน และประเทศในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน
ที่ยกคำสอนของลัทธิขงจื๊อขึ้นมาก็ไม่ใช่ว่า ผมคิดจะมากล่าวถึง เรื่อง 'ความกตัญญู' ในคำสอนของปราชญ์ชาวจีนอะไรหรอกครับ เพียงแต่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า คำสอนดังกล่าวนี้ นอกจากจะมีนัยยะทางด้านความเชื่อของชาวจีนแล้ว ยังมีความเกี่ยวพันไปถึง ความอยู่รอดของมนุษยชาติ อีกด้วย
สังเกตเห็นได้ชัดว่า คนจีน นั้นเชื่อฟังในคำสอนดังกล่าวของเมิ่งจื่ออย่างมาก ทั้งยังสามารถปฏิบัติตามได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจาก ถึงปัจจุบันตัวเลขประชากรชาวจีนอย่างเป็นทางการนั้นได้ทะลุจำนวน 1,300 ล้านคนไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนแล้ว
สถิติดังกล่าวเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่า จีน นอกจากจะเป็นอู่อารยธรรมของโลกในความรู้ เกษตรกรรม ภาษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมายหลายศาสตร์แล้ว จีนยังถือว่าเป็นสังคมที่สะสมความรู้ 'ทางเพศ' หรือ 'เพศศาสตร์' ไว้อย่างมากมายมหาศาลอีกด้วย
จะว่าไป ความรู้ในศาสตร์ด้านเพศของ จีน ก็คงจะสูสีกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินเดีย ที่เมื่อพิจารณาจากผลลัพธ์ คือจำนวนประชากรแล้ว จะเห็นได้ว่ามีมากมายพอๆ กัน โดยสถิตินับถึงปี 2547 ระบุว่า ประเทศจีนมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ ราว 1,300 ล้านคน ขณะที่ประเทศอินเดียนั้นก็ตามจี้มาเป็นอันดับสองด้วยตัวเลข 1,087 ล้านคน แล้วก็คงไม่มีใครปฏิเสธ : )
ตั้งแต่โบร่ำโบราณ คำสอนของชาวจีนเรื่องปัจจัยพื้นฐานในการดำรงอยู่ของมนุษย์ นั้น อาจจะแตกต่างจากชาวไทยเสียหน่อย เพราะ ขณะที่เราสอนให้เด็กๆ ท่องจำเรื่องปัจจัย 4 ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค นั้น ชาวจีนเขาก็สอนเช่นกันว่า ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงอยู่ของมนุษย์นั้นมีอยู่สองอย่างเท่านั้น คือ หนึ่งคือ อาหาร อีกหนึ่งคือ เพศสัมพันธ์ (一是食,一是性)
กล่าวมาถึงตอนนี้ ผู้อ่านบางท่านอาจจะกล่าวว่า ไอ้นักเขียนคนนี้ หาข้ออ้างมาเขียนเรื่องลามกอีกแล้ว!
อ่านต่อไปสิครับ แล้วจะรู้ว่าเรื่องราวไม่ 'ติดเรท' อย่างที่ท่านระแวงแน่นอน หรือดีไม่ดี อาจจะเป็นวิชาการมาก ถึงขั้นที่ว่า ท่านๆ ทั้งหลายอาจจะนำไปดัดแปลงเพื่อใช้สั่งลูกสอนหลานได้อีกต่างหาก
เรื่องราวก็มีอยู่ตามที่ผมเกริ่นไปกับท่านผู้อ่านตั้งแต่ตอนที่แล้วว่า ผมเพิ่งไป 'ซิ่ง' (ความหมายแรก) ที่ พิพิธภัณฑ์เซ็กส์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศจีนมา
พิพิธภัณฑ์ซิ่ง หรือ พิพิธภัณฑ์เซ็กส์ แห่งนี้มีชื่อเสียงเรียงนามอย่างเป็นทางการว่า พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมทางเพศโบราณของจีน (中国古代性文化博物馆:The Museum of Ancient Chinese Sex Culture) เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่มีเจ้าของคือ หลิวต๋าหลิน (刘达临) และ หูหงเสีย (胡宏霞) โดยท่านแรกนั้นเป็นนักวิชาการด้านเพศศึกษาที่มีชื่อเสียงมากในประเทศจีน โดยในอดีตนั้นเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ด้านสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้
แรกเริ่มเดิมที 'พิพิธภัณฑ์ซิ่ง' ตั้งอยู่ที่ เมืองเซี่ยงไฮ้ โดยตกเป็นข่าวโด่งดังอย่างมากเมื่อหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อ หลิวต๋าหลิน ย้ายคอลเลกชั่นส่วนตัวของเขาไปที่ ย่านถนนหนานจิง อันเป็นย่านช็อปปิ้งที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองเซี่ยงไฮ้ พิพิธภัณฑ์ของเขากลับถูกติดเบรก ไม่ให้ติดป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดเหมาะสมพอจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ เนื่องจากเจ้าของตึกหวั่นเกรงว่า ตัวอักษร '性' หรือ 'เซ็กส์' นั้นจะเป็นที่เตะตาผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมา รวมถึงเด็กๆ เยาวชน มากเกินไป ส่งผลให้ในขณะนั้น พิพิธภัณฑ์ซิ่ง จึงมีรายได้ไม่เพียงพอกับการเลี้ยงตัว
จนกระทั่ง เมื่อปลายปี 2546 เมื่อทางเทศบาลเมืองถงหลี่ รับจัดสถานที่ให้กับพิพิธภัณฑ์ซิ่ง พร้อมกับเงินสนับสนุน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ศาสตราจารย์หลิว จึงรับปากด้วยความยินดียิ่ง
จนในที่สุดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ได้ทำการย้ายบ้านมาตั้งอยู่ที่ ถงหลี่ โดยใช้สถานที่อันเป็น โรงเรียนสตรีเก่าแห่งหนึ่งของเมือง พร้อมกับได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างดีโดยถูกยกให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักแห่งหนึ่งของถงหลี่ และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้งเมื่อ เดือนเมษายน พ.ศ.2547
ศาสตราจารย์หลิว กล่าวอธิบายถึง แรงบันดาลใจในการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ผลงานการศึกษาเรื่องเพศศาสตร์ของเขาไว้ในหนังสือ วัฒนธรรมทางเพศเชิงเปรียบเทียบระหว่างจีนกับญี่ปุ่นว่า ปัจจุบันในประเทศจีน ยังมีผู้คนจำนวนมากมีความเข้าใจผิดๆ และ ค่อนข้างเลือนราง เกี่ยวกับ วัฒนธรรมทางเพศ อย่างเช่น เมื่อมีความต้องการสืบทอดวัฒนธรรมอันเป็นหัวใจของชาติ แต่แท้จริงแล้วก็ไม่รู้ว่าจะสืบทอดเรื่องอะไรดี อีกทางหนึ่ง เมื่อต้องการจะเรียนรู้วัฒนธรรมอันก้าวหน้าของตะวันตก ก็คล้ายว่ากำลังชาวจีนกำลังจะทอดทิ้งวัฒนธรรมตะวันออกของตน
"จริงๆ แล้วเราต้องการจะเรียนรู้เรื่องอะไร หรือเราต้องการเพียงการนำเข้า วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีอันก้าวหน้าของตะวันตกเท่านั้น ....
"เพศสัมพันธ์ คือ หนึ่งในสองปัจจัยในการดำรงชีวิตพื้นฐานของมนุษย์ และก็ถือเป็นหนึ่งในสองรากทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ สังคมจีนในปัจจุบัน ยังให้ความสำคัญกับเรื่องวัฒนธรรมทางเพศนั้นยังอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอ แต่ก็ดูว่าจะมีแนวโน้มในการพัฒนาที่รวดเร็ว โดยในอนาคตอันใกล้ ผู้คนคงศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
"แต่ดั้งเดิม เรื่องเพศ เป็นสิ่งที่ก่อประโยชน์ให้กับสังคมที่สำคัญมากสิ่งหนึ่ง และ ความก้าวหน้าในความเข้าใจเรื่อง วัฒนธรรมทางเพศ นั้นถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ประการหนึ่งเช่นกัน"****
ครับ 'เพศศาสตร์' อาจดูเป็นเรื่องราวที่ ล่อแหลม หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม และความมั่นคงของสังคม แต่การปฏิเสธ ไม่รับรู้ ไม่ทำการศึกษา และไม่ทำความเข้าใจ ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ความเชื่อ ปรากฎการณ์ กับบทเรียนเรื่องเพศที่ส่งผลกระทบต่อสังคมนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คงจะเป็นเรื่องที่ 'ไม่ฉลาด' และส่งผลเสียต่อความมั่นคงของสังคมยิ่งกว่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องวงเล็บต่อท้ายไว้ด้วยว่า ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยผู้เขียนอย่างผม และผู้อ่านอย่างท่านๆ ก็ต้องใช้วิจารณญาณอย่างเต็มที่ เช่นกัน
หมายเหตุ :
*พจนานุกรม The Comtemporary Chinese Dictionary [Chinese-English Edition] จัดทำโดย Dictionary Department, Institute of Linguistics, Chinese Academy of Social Science พิมพ์ที่ Foreign Language Teaching and Research Press ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง ค.ศ.2002 หน้า 2150
**พจนานุกรมจีน-ไทย ฉบับพิมพ์หนังสือตัวย่อ จัดทำโดย เธียรชัย เอี่ยมวรเมธ จัดพิมพ์โดยบริษัทรวมสาส์น ฉบับพิมพ์ปี พ.ศ.2546 หน้า 1246
***คำสอนดังกล่าวของเมิ่งจื่อ บันทึกอยู่ใน 《孟子注》โดยข้อความเต็มระบุว่า ความไม่กตัญญู (อกตัญญู) ของบุตรนั้นมีอยู่สามประการ ประการที่หนึ่ง คือ การเชื่อฟังพ่อแม่แบบไม่ลืมหูลืมตา พ่อแม่กระทำความผิดก็ไม่ทักท้วง จนท่านประสบความยากลำบาก ประการที่สอง คือ ครอบครัวยากจน พ่อแม่แก่ชรา แต่ตัวเองก็ไม่ยอมประกอบอาชีพการงาน หรือรับราชการเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ และ ประการที่สาม คือ การไม่ตกแต่งภรรยา กำเนิดทายาท โดยเมิ่งจื่อระบุว่า ประการที่สามนี้ถือเป็น ความอกตัญญูต่อพ่อ-แม่ ที่สาหัสที่สุด แต่ทั้งนี้ก็มีสหายผู้หวังดีกระซิบตั้งข้อสังเกตกับผมมาว่า ซาน (三) ในที่นี้ในภาษาจีนโบราณอาจไม่ได้แปลว่าสามเพียงอย่างเดียวแต่อาจแปลว่า หลายประการ ก็ได้ด้วย (ขอบคุณ คุณมนต์ด้วยนะครับ)
****จากคำนำหนังสือ 浮世与春梦:中国与日本的性文化比较 โดย ศาสตราจารย์หลิวต๋าหลิน โดยสำนักพิมพ์ 中国友谊出版公司 พิมพ์เดือนกันยายน ปี ค.ศ.2004 หน้า 3


