ท่านผู้อ่าน เคยเห็นจีนในมุมไหนแล้วบ้างครับ?
เดอะบุนด์อันคลาสสิก กับ ตึกระฟ้า พร้อมหอคอยไข่มุกบนฝั่งผู่ตงที่ 'เซี่ยงไฮ้'
พระราชวังต้องห้าม ที่กำลังถูกตึกสูงรายรอบคล้ายเป็นกำแพงเมืองชั้นแล้วชั้นเล่าที่ 'ปักกิ่ง'
เมืองไฮเทคที่กำลังเติบโตภายใน กำแพงหินของเมืองหลวงเก่าแก่ที่ 'ซีอาน'
เมืองใหม่ตรงข้ามเกาะฮ่องกงอันปราศจากร่องรอยอดีตหมู่บ้านชาวประมง ที่ 'เซินเจิ้น'
ฯลฯ
ผมมักจะรู้สึกประหม่าอยู่เสมอ เมื่อได้ประสบพบกับ ประเทศจีน ในรูปลักษณ์ใหม่ที่กำลังก้าวอย่างฉับไว ออกสู่สายตาชาวโลก
เมืองใหญ่ หลายแห่งของประเทศจีนคล้ายกับ สาวสวย ที่ถูกประโคมด้วยเครื่องสำอาง เครื่องประทินผิว เครื่องหอมนานาชนิด หรือกระทั่งผ่านการศัลยกรรม เพื่อเตรียมขึ้นประกวดเวทีนางงามใหญ่ อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านเคยรู้สึกเช่นเดียวผมหรือไม่ว่า สาวเวทีประกวดเหล่านี้ต่างขาดความน่ารัก ความอ่อนช้อย และความงดงามที่ถูกขับจากก้นบึ้งของจิตใจ จากภายใน ออกสู่ภายนอก สู่รอยยิ้ม กิริยาและท่าทาง
..... ความสวยของ พวกเธอเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นอย่างฉาบฉวย และเพื่อการชื่นชมแบบผ่านๆ ไม่กี่วินาที มิใช่ถือกำเนิดขึ้นโดยธรรมชาติ ธรรมชาติที่งดงาม และสามารถพิศมองได้อย่างมิรู้เบื่อ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ผ่านปีเป็นทศวรรษ ศตวรรษ
'สถานที่' กับ 'หญิงสาว' หากสามารถยกทั้งสองมาเปรียบกันได้ 'โจวจวง' ก็คงเป็น 'สาวชาวบ้าน' นางหนึ่งที่ผมตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ
...................
ผมนอนม่อยกระรอกอยู่บนเบาะรถประจำทางสาย ซูโจว-โจวจวง เที่ยวแรกที่ออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่
หลังจากลืมตาตื่นขึ้นมามองนาฬิกา เข็มยาวเพิ่งเคลื่อนไปได้เลยหนึ่งรอบมาได้ไม่กี่นาที ผู้คนที่ทีแรกขึ้นรถพากันหลับ ก็เริ่มตื่นและส่งเสียงกันเป็นระยะ หลังจากจอดแวะส่งผู้โดยสารตามรายทางอีกสองสามครั้ง รถที่ใช้เวลา 1 ชั่วโมงกับ 20 นาทีจากซูโจว ก็มาถึง โจวจวง
โจวจวง (周庄) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งได้รับฉายาว่า "ยอดหมู่บ้านกลางน้ำแห่งเจียงหนาน (江南第一水乡)" ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลเจียงซู ในเขตเมืองคุนซาน (昆山市) โดย อยู่ห่างจากเมืองซูโจวประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร และอยู่ห่างจากมหานครเซี่ยงไฮ้ราว 2 ชั่วโมง
หลังจากหาที่พักอันพอจะไว้ใจได้ให้กับเจ้า เป้ใบโตผมก็สะพายกล้อง โบกมือเรียกโชเฟอร์สามล้อถีบที่ดูจะเป็นมิตรมากที่สุดเพื่อโดยสารไปยังเขตหมู่บ้านเก่า ตามกฎระเบียบสามล้อถีบของโจวจวงกำหนดเริ่มต้นที่ราคา 3 หยวน และ มากที่สุดที่โชเฟอร์จะโขกนักท่องเที่ยวได้ก็ไม่เกิน 10 หยวน มิฉะนั้นก็สามารถฟ้องร้องกับทางเจ้าหน้าที่ได้
สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ดูเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึง ชีวิตสามล้อ ที่มิรู้ว่าต้องออกแรงมากเพียงใด กว่าจะได้เงิน 15 บาท มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง .... แต่ก็แน่นอน .... คนถีบสามล้อ ในจุดท่องเที่ยวอย่างนี้ย่อมคาดหวังส้มหล่น อันเป็นรายได้จากการเป็นไกด์นำเที่ยว
ผมไม่ได้ทำส้มร่วง และ รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยกับการกล่าวคำปฏิเสธ แต่คนถีบสามล้อผมกลับยิ้มรับคล้ายกับว่าได้ยินคำปฏิเสธจนคุ้นชินเสียแล้ว
หลังจากโดนบัตรผ่านประตูล้วงกระเป๋าไป 100 หยวน ผมก็เดินตัวปลิวแทรกเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่ทางเดินปูลาดไปด้วยก้อนหิน อันนำไปสู่เขตหมู่บ้านดั้งเดิมของ โจวจวง .... หญิงสาวชาวบ้านที่ยังคงความสดสวยมาได้เกือบสิบศตวรรษปี
โจวจวง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เดิมมีชื่อว่า เจินเฟิงหลี่ (贞丰里) มีพื้นที่ครอบคลุมเพียง 0.4 ตารางกิโลเมตร อันสามารถย้อนประวัติศาสตร์ไปได้ไกลถึง ค.ศ.1086 ในยุคซ่งเหนือ (北宋:ค.ศ.960-1127) โดยพุทธศาสนิกชนผู้หนึ่งนาม โจวตี๋กง (周迪功) ได้บริจาคที่ดินขนาด 13 เฮกตาร์ (13,000 ตารางเมตร) เพื่อเป็นที่สำหรับการสร้างวัดเฉวียนฝู (全福) โดยในเวลาต่อมาด้วยบุญกุศลดังกล่าว แซ่ของ โจวตี๋กง ก็ได้รับการรำลึกถึง และได้รับเกียรติถูกนำมาตั้งเป็นชื่อ โจวจวง ในปัจจุบัน*
กล่าวถึง 'ชื่อ' หลายคนอาจไม่คุ้ยเคยกับโจวจวงเท่ากับ 'ภาพ' ของ บ้านกำแพงขาวปลอดหลังคาสีดำสนิท กับถนนหิน เรียบลำคลองสายเล็ก อันขนัดไปด้วยเรือแจว ต้นหลิว และสะพานโค้ง
ภาพลักษณ์ ดังกล่าว เป็นเสน่ห์อันบริสุทธิ์ของโจวจวง ที่คงทนอยู่มานานหลายร้อยปี โดยมากกว่าร้อยละ 60 ของบ้านในโจวจวงนั้นสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) และ ราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) อันประกอบด้วยอาคารและบ้านทรงจีนราว 100 หลัง และ สะพานหินราว 60 หลัง ซึ่งถูกอนุรักษ์ไว้จวบจนปัจจุบัน
เมื่อกล่าวถึง บ้านของชาวจีนตอนใต้ในสมัยหมิงและชิง แห่งโจวจวง คงมิอาจไม่กล่าวถึง บ้านเจ้าสัวเสิ่น (沈厅)
บ้านเจ้าสัวเสิ่น อยู่บริเวณใกล้ๆ กับสะพานฟู่อัน (富安桥) ภายในเขตโจวจวง เป็นบ้านที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1742 ในสมัยราชวงศ์ชิง ทั้งนี้ตระกูลเสิ่นสายดังกล่าว โด่งดังมาจากบุคคลที่ชื่อว่า เสิ่นว่านซาน (沈万三) พ่อค้าวานิชผู้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วง ปลายราชวงศ์หยวนต้นราชวงศ์หมิง
ชีวิตของ เสิ่นว่านซาน ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตำนานของเศรษฐีที่ก่อร่างสร้างตัวมาจากชีวิตอันขัดสน อัตคัด โดย เสิ่นว่านซานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา สู้ชีวิตด้วยการทำการค้า เติบโตจากการเป็นลูกมือคนอื่นแสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์จนเป็นเจ้าของเรือขนส่งหลายลำที่บุกเบิกเส้นทางการค้าของจีนทั้งภายในและภายนอก จนในที่สุดกลายเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนานในยุคนั้น
ทั้งนี้ล่าสุดได้มีการนำชีวิตของ เจ้าสัวเสิ่น มาดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ที่ชื่อ จี้ว์เป่าเผิน (聚宝盆) นำแสดงโดย จางเว่ยเจี้ยน หรือ Dicky Cheung ดาราหนุ่มชาวฮ่องกงที่คนไทยก็คุ้นหน้าคุ้นตา ออกฉายและได้รับความนิยมในหมู่คนจีนเป็นอย่างมาก
สำหรับบ้านของเจ้าสัวเสิ่น หรือ เสิ่นทิง ที่โจวจวงนั้นใหญ่โตมาก โดยแบ่งได้เป็น 7 ส่วน มีห้องน้อยใหญ่ถึง 100 ห้อง โดยมีพื้นที่รวมกันมากกว่า 2,000 ตารางเมตร โดยหน้าบ้านนั้นมีท่าเรือส่วนตัวที่ไว้สำหรับเจ้าของบ้านในการโดยสาร และขนสินค้า
เมื่อเดินเข้าไปในบ้านเจ้าสัวเสิ่น และเดินอย่างพิจารณา จะพบได้ว่าบ้านริมน้ำหลังนี้ไม่เพียงใหญ่โต และเก่าแก่ แต่ยังแฝงไว้ด้วยภาพวิถี คติ และวัฒนธรรมที่ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตของชาวจีนในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นโถงห้องรับแขก ที่หากมองขึ้นไปด้านข้างจะเห็นหน้าต่างซึ่งถูกเจาะให้ผู้ที่อยู่ชั้นสองสามารถมองลงมาได้
ช่องด้านข้างดังกล่าวเรียกว่า หน้าต่างลับ (อี๋ชวง:移窗) มิได้สร้างไว้เพื่อความบันเทิงแต่อย่างใด แต่เป็นหน้าต่างที่เปิดปิดได้ด้วยไม้ อันสร้างโดยมีจุดประสงค์ในการแอบชมแขกผู้มาเยือน โดยเฉพาะในการสู่ขอลูกสาว เนื่องจาก ในสมัยโบราณชาวจีนยึดประเพณีที่ว่า ก่อนแต่งงานบ่าว-สาว มิอาจพบหน้ากันโดยตรงได้ ดังนั้นในการสู่ขอ เมื่อแม่สื่อพาว่าที่เจ้าบ่าวมาขอเจ้าสาวกับผู้ใหญ่ ฝ่ายหญิงก็อาจใช้ประโยชน์จากหน้าต่างดังกล่าว แอบดูหน้าตาฝ่ายชายหรือแขกผู้มาเยือนได้
ทั้งนี้นอกจาก หน้าต่างลับดังกล่าว แล้วการออกแบบ และจัดแบ่งห้องต่างๆ ในบ้านยังสะท้อนภาพให้ผู้มาเยือนเห็นถึงชีวิตของเศรษฐีชาวจีนทางภาคใต้แต่ก่อนได้อย่างแจ่มชัด
ออกมาจากบ้านเจ้าสัวเสิ่น ผมเดินต่อไปยัง วัดเฉวียนฝู (全福) ซึ่งอยู่คู่กับโจวจวงมาเกือบ 10 ศตวรรษ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายว่า หลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าปกครอง ในทศวรรษที่ 50 อารามของวัดเฉวียนฝูเกือบทั้งหมดนั้นได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นยุ้งข้าว ส่วนพระพุทธรูปและมรดกล้ำค่าต่างๆ ไม่สูญหาย ก็ถูกทำลายไปเสียสิ้น โดยทางรัฐบาลจีนเพิ่งมาฟื้นฟูบูรณะวัดแห่งนี้ใหม่เมื่อปี ค.ศ.1995 ที่ผ่านมานี้เอง ทำให้แม้ทิวทัศน์รอบบริเวณวัดแห่งนี้จะงดงาม แต่การบูรณะสิ่งก่อสร้างนั้นกลับขาดความปราณีต และแทบจะไม่เหลือเค้าโครงของอารามเก่าเลย
ผมใช้เวลาเดินลัดเลาะไปตามถนนหินริมลำคลองของโจวจวงทั้งวัน ....
การได้เดินไปบนถนนหิน และสะพานโค้งที่ทอดข้ามลำคลอง เข้าโน่นออกนี่ แวะเก็บภาพ ที่โจวจวง เป็นความสำราญทางสายตาและจิตใจ ที่ยากจะพบเจอจากที่แห่งใดในเมืองจีน ไม่เพียงแต่ รูปลักษณ์ของอาคาร หรือ สิ่งแวดล้อม แต่วิถีชีวิตของชาวเรือ และพ่อค้าแม่ขายชาวโจวจวง ยังช่วยขับให้ เสน่ห์เรียบๆ ของหมู่บ้านเล็กกลางน้ำแห่งนี้ ส่องประกายเหนือกว่าเมืองใหญ่แห่งอื่นๆ มากนัก
Tips สำหรับการเดินทาง:
- การเดินทางจากซูโจว มายังโจวจวงนั้นสะดวกมาก โดยการขึ้นรถที่ สถานีรถประจำทางทิศเหนือ (ใกล้กับสถานีรถไฟ) ค่ารถ 14.5 หยวน หรือ ขึ้นจากสถานีรถประจำทางทิศใต้ ค่ารถ 10 หยวน เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที
- บัตร 100 หยวน นอกจากเป็นค่าผ่านเข้าเขตในหมู่บ้านอนุรักษ์ของโจวจวงแล้ว ยังเป็นบัตรผ่านสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ 'เกือบ' ทุกแห่งในโจวจวงอีกด้วย
- ที่บ้านเจ้าสัวเสิ่น ชั้นหนึ่งไม่เสียค่าเข้าชมเพิ่ม แต่หากต้องการขึ้นชมชั้นสองที่ระเบียงทอดไปตามห้องนอนและห้องนั่งเล่นของครอบครัวเจ้าของบ้าน จะต้องจ่ายเพิ่มอีกคนละ 10 หยวน โดยหากไม่ได้สนใจในสถาปัตยกรรมบ้านจีน หรือ วัฒนธรรมจีนมากนักก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นชมก็ได้
- นอกเหนือจากบ้านเจ้าสัวเสิ่น แล้วยังมี บ้านแซ่จาง (张厅) หมีโหลว (迷楼) สะพานคู่ (双桥) เป็นจุดท่องเที่ยวใหญ่ๆ ที่ควรไปเยือน
- อาหารเลื่องชื่อของโจวจวงคือ ขาหมู ที่ชื่อว่า ว่านซานถี (万三蹄) โดยรสชาติของขาหมูว่านซานถีจะไม่เหมือนกับขาหมูบ้านเรานัก โดยจะออกเค็มและหวาน ทั้งนี้การแวะทานอาหารภายในโจวจวงต้องระมัดระวังให้มากในเรื่องราคา ที่ต้องถามราคาก่อนทุกครั้ง มิฉะนั้นอาจเจอซาลาเปาเข่งละ 100 บาทเข้าได้ง่ายๆ
อ้างอิงจาก :
*หนังสือโจวจวง โดย หลิวต้าเจี้ยน (刘大健) สำนักพิมพ์ 中国旅游出版社 ฉบับพิมพ์เดือนมกราคม ปี 2001 หน้า 3-4


