xs
xsm
sm
md
lg

แฟชั่น “รองเท้าดอกบัวทองคำ” จุดจบของอิสรภาพ ( จบ )

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เอากระเบื้องบาดให้เหากัด เบื้องหลังรอยยิ้มคือคราบน้ำตา

เหอจื้อหัวอธิบายว่า ในสมัยนั้น เด็กผู้หญิงเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง ก็จำเป็นต้องรัดเท้า ถ้าไม่รัด เมื่อโตขึ้นก็จะไม่มีคนขอแต่งงาน เท้ารัดได้สวยหรือไม่ ส่งผลต่อชีวิตทั้งชีวิตของผู้หญิงทีเดียว

ก่อนทำการรัดเท้า จะต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆไว้ให้พร้อมก่อน ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยผ้ารัดเท้า นุ่น อ่างน้ำ น้ำอุ่น กรรไกร สารส้ม ขั้นแรกหญิงสาวต้องล้างเท้าให้สะอาดก่อน นำสารส้มมาถู หลังจากนั้นจึงพันเท้าด้วยผ้าเป็นชั้นๆจากส้นเท้าไล่มาจนถึงนิ้วเท้า โดยหักนิ้วเท้าทั้งสี่ให้ติดชิดกับฝ่าเท้าด้านใน แล้วพันจนแน่น ผ้าที่ใช้รัดเท้าปกติกว้างประมาณ 3 นิ้ว - 3.5 นิ้ว แคบสุดไม่ต่ำกว่า 2.5 นิ้ว และยาว 7 –10 ฟุต ”

เหอจื้อหัว พูดไปพลางหัวเราะไปพลางว่า คำพังเพยประโยคหนึ่งของคนเทียนจินบอกว่า “ ผ้าพันเท้าของคุณยายทั้งยาวทั้งเหม็น” ก็แสดงว่าผ้ารัดเท้านั้นยาวมาก และในเวลานั้น เพื่อให้เท้าเล็กอย่างที่ต้องการ ตามปกติสิบกว่าวันถึงจะแกะผ้าล้างเท้าสักครั้ง

โดยทั่วไป เด็กผู้หญิงจะถูกบังคับให้รัดเท้าเมื่ออายุ 4-5 ขวบ อย่างช้าก็ 8 ขวบ ก่อนที่จะทำการรัดต้องมีการดูฤกษ์ดูยามกันก่อน ผู้ที่ทำหน้าที่รัดเท้าคือ แม่ ย่า หรือผู้ที่มีอาชีพรัดเท้าโดยเฉพาะ แม้ว่าแม่จะทำได้ แต่โดยมากเธอจะทำไม่ลง เพราะทนเห็นลูกเจ็บปวดทรมานไม่ไหว

ผ้าที่รัดเท้าตั้งแต่กระดูกยังไม่เติบโตเต็มที่ จะขัดขวางการเจริญเติบโตของกระดูกและนิ้วเท้า นานวันเข้า ฝ่าเท้าก็จะยุบตัวเข้า หลังเท้าก็โก่งงุ้ม ปลายนิ้วทั้งสี่ก็หักงอเข้าไปทางส้นเท้า มีเพียงหัวนิ้วโป้งที่ห้อยต่องแต่งอยู่

ทั้งนี้ ระยะเวลาแห่งความทุกข์ทรมานก่อนที่เนื้อและกระดูกที่ฉีกขาดและหักงอจะประสานกันในแต่ละคนนั้นก็ไม่เท่ากัน ถึงแม้ในที่สุดเท้าจะหดเล็กสมใจ แต่ก็ทำให้พวกเธอกลายเป็นคนเท้าพิการ และเดินกะโผลกกะเผลก

บทความตอนหนึ่งจากหนังสือ ย้อนรอยปริศนา.. รองเท้าดอกบัวทองคำ โดยปารวี ไพบูลย์ยิ่ง ซึ่งเป็นบันทึกจากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการพันเท้าคนหนึ่งในมณฑลหูหนันทางภาคกลาง กล่าวไว้ว่า

“ หลังผ่านไปครึ่งปี นิ้วเท้าที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาเริ่มไม่เป็นธรรมชาติเพราะถูกบิดงอ เท้าเริ่มเรียวแหลมทุกวัน หลังจากนั้นหนึ่งปี นิ้วเท้าเริ่มเน่า ปรากฏเป็นตาปลาหนาขึ้นมองเห็นได้ชัด แม่จะเปลี่ยนผ้าพันแผลและใช้เข็มเจาะเอาเลือดที่คั่งจนเน่าออกจากตาปลา และคว้านเอาแกนของมันออกให้หมด ฉันรู้สึกเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว แต่แม่ก็ยังจับขาฉันแน่นไม่ให้ขยับไปไหน…

จากวันเป็นเดือน เท้าของฉันถูกล้างด้วยน้ำยาบางอย่าง 2-3 ครั้ง ฉันรู้สึกแสบจนบอกไม่ถูก เมื่อมองต่ำลงฉันเห็นว่านิ้วเท้าทุกนิ้ว ยกเว้นนิ้วโป้งเป็นแผลอักเสบและดูแย่มาก แม่บุญธรรมพูดว่า "ทั้งหมดที่เป็นแบบนี้ ดีแล้ว!"
 

ฉันกำมือแน่นก่อนที่จะพยายามพยุงตัวขึ้นเพื่อเปลี่ยนผ้าพันแผล ซึ่งมีหนองและเลือดที่แห้งกรังติดอยู่ นิ้วเท้าทั้งหมดใช้งานไม่ได้เพราะถูกหักงอ พอเพ่งมองที่ผิวหนังพบว่ามีเลือดไหลออกมาและส่งกลิ่นเหม็นอย่างแรง ขณะที่ฉันรู้สึกเจ็บปวดลึกเข้าไปข้างใน


ในขณะที่ความนิยมมัดเท้าแพร่ขยายไปที่ต่างๆ ความเจ็บปวดจากการพันเท้าก็ถูกนำมาเสียดสีด้วยคำพังเพย อาทิ ตื่นเช้ามาก็รัดเท้า รัดจนฟูกสกปรกโสโครก”  หรือ ไม่เน่าไม่เล็ก ยิ่งเน่ายิ่งเล็ก” เป็นต้น

เพราะอย่างนี้เองจึงมีบางคนนำเศษกระเบื้องมาวางไว้ที่ฝ่าเท้าระหว่างที่พัน เพื่อให้กระเบื้องบาดเท้าเป็นแผล หนำซ้ำบางคนยังใส่ตัวเหาเข้าไปเพื่อให้เกิดการอักเสบและเน่า เพราะว่าเมื่อเนื้อเน่า การหลอมรวมเป็นเนื้อก้อนใหม่ที่รูปร่างเรียวแหลมเหมือนกับหน่อไผ่ก็จะง่ายขึ้น

เสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงดังกึกก้อง เพื่อให้ได้รับการยกย่องจากสังคมว่าเป็นหญิงสาวที่เกิดในตระกูลผู้ดี เพราะผู้หญิงที่มีชาติตระกูลเท่านั้นจึงจะมีสาวใช้เดินประคอง พวกเธอจึงถูกสอนให้ทำร้ายตัวเองให้พิกลพิการเสีย

เล่ากันว่า เมื่อเวลาที่หญิงสาวรัดเท้าพบกับหญิงสาวที่ไม่รัดเท้า หญิงคนแรกก็จะเดินเชิดแล้วปรายตามองหญิงที่ไม่ได้รัดเท้าด้วยแววตาที่ดูถูกดูแคลน ส่วนหญิงสาวที่เท้าใหญ่ก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาของตัวเองที่ไม่มีโอกาสได้รัดเท้า เพราะยังต้องทำงานด้วยสองแขนและสองเท้าของตน แต่เบื้องหลังรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของผู้หญิงคนแรก ใครจะรู้บ้างว่ามันคือน้ำตาที่หลั่งริน

แสงสว่างแห่งความหวัง

เสียงแรกในประวัติศาสตร์ที่แสดงความเห็นใจต่อผู้หญิงที่ถูกรัดเท้า ปรากฏในหนังสือชื่อ “ เจี่ยวชี่จี๋ ” ซึ่งเป็นหนังสือที่ว่าด้วยโรคเท้าเปื่อย เขียนโดยเชอรั่วสุ่ย นักคิดหัวก้าวหน้าในลัทธิเต๋าสมัยซ่งใต้ ( ค.ศ.1127-1279 ) ซึ่งเริ่มตั้งคำถามกับพฤติกรรมการรัดเท้าในเด็กวัย 4-5 ขวบ ว่าได้ประโยชน์อะไรจากความทรมานแสนสาหัสนั้น เขากล่าวว่า

“สตรีรัดเท้า ไม่รู้เริ่มจากเหตุใด เด็กอายุแค่ 4-5 ขวบ ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ถูกจับรัดเท้า ทุกข์ทรมานเหลือคณา เท้ารัดจนเล็ก แล้วจะมีประโยชน์อะไร”

จนมาถึงสมัยชิง ( ค.ศ.1616-1911) ความคิดต่อต้านประเพณีนี้ได้รับการจุดประกายขึ้นอีกครั้งโดยหลี่หยู่เจิน ผู้ประพันธ์นิยายแนวเสียดสีเรื่อง “ จิ้งฮวาหยวน ” เรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่หลงเข้าไปในอาณาจักรของผู้หญิง แล้วถูกจับให้รัดเท้า

นอกจากสุภาพบุรุษสองท่านข้างต้น ที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงและยกย่องแล้ว ก่อนหน้านี้ในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ( ค.ศ.1736-1795 ) ยังมีสุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งที่กล้าคิด ‘นอกกรอบ’

หนังสือของหย่วนจ้าง บันทึกว่า ผู้ชายคนหนึ่งชื่อเจ้าจวินไถ ได้เดินทางไปหังโจว ( เมืองที่เลื่องชื่อเรื่องความงามของสตรี ) เพื่อมองหาหญิงสาวมาเป็นภรรยา ปรากฏว่าได้พบกับสตรีแซ่หลี่นางหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้างดงามแต่ไม่รัดเท้า ทำให้เจ้าจวินไถเกิดความลังเล แม่สื่อที่หิวเงินได้พยายามชักจูงให้จวินไถเปลี่ยนความคิด โดยบอกแก่จวินไถว่า หญิงสาวผู้นี้แม้ไม่รัดเท้า แต่มีพรสวรรค์ในการแต่งกาพย์กลอน

จวินไถต้องการทดสอบคำพูดของแม่สื่อ จึงหยิบรองเท้าดอกบัวทองคำขึ้นเป็นหัวข้อในการแต่งกลอนของหลี่ แล้วนางก็ได้ ‘ตอกกลับ’ เป็นกลอนออกไปว่า “ อันเท้าเล็กมิได้มีมาแต่เกิด แม้แต่เจ้าแม่กวนอิมยังไม่รัดเท้า มิรู้ความคิดนี้มาจากหนไหน ฤาชายผู้คร่ำครึดักดานเป็นผู้กำหนด”

หลังการสิ้นสุดสงครามฝิ่น วัฒนธรรมทางตะวันตกเริ่มเข้าสู่สังคมจีน ความรู้สึกต่อต้านประเพณีคร่ำครึค่อยๆก่อตัวขึ้นเองตามธรรมชาติในจิตใจของชาวจีนรุ่นใหม่ มีการจัดตั้ง “สมาคมผู้ไม่รัดเท้าในกว่างตง (กวางตุ้ง) ” ครั้งแรกในปี 1896 ที่เปิดรับสมาชิก ก็มีสมาชิกมากกว่าหมื่นคน

รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะลบล้างประเพณีนี้ออกไปจากสมองของคนจีน เช่น บรรจุเนื้อหาการเลิกรัดเท้าลงในหนังสือแบบเรียนชั้นประถม เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลิกรัดเท้า ตลอดจนการตรากฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน

และบทเรียนราคาแพงที่ตอกย้ำความเลวร้ายของการรัดเท้าได้ดีที่สุด คือ การอพยพหนีตายที่เต็มไปด้วยความลำบากยากเย็นของผู้หญิงที่รัดเท้าจำนวนมาก ในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่นซึ่งเริ่มในปี 1937...

ในที่สุดการเดินทางที่ยาวไกลของประเพณีที่เหยียบย่ำคุณค่าของผู้หญิงมากว่าพันปีก็ได้ถึงกาลอวสาน.

ข้อมูลอ้างอิงจาก sznews. com / สารนิพนธ์ “ เฉี่ยนทั่นเส้าหนี่ว์ฉานจู๋เวิ่นถี” โดยเว่ยกุ้ยชิง / ย้อนรอยปริศนา.. รองเท้าดอกบัวทอง โดย ปารวี ไพบูลย์ยิ่ง / chilicity. com