xs
xsm
sm
md
lg

ระดมมันสมองโลก (จบ)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

7. มหาวิทยาลัยวาเซดะซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของญี่ปุ่นมีระบบการวิจัยที่เป็นเฉพาะของตนเอง ประกอบด้วยหน่วยวิจัยกว่า 130 หน่วย อยากทราบว่ามีมาตรฐานการตั้งหน่วยวิจัยอย่างไร ? มีหลักการบริหารอย่างไร ? (ศาสตราจารย์ต้วนเป่าเอี๋ยน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์นครซีอันเป็นผู้ถาม)

ศ. คัตสึฮิโกะ ชิราอิ อธิการบดีม.วาเซดะตอบว่า การจัดตั้งหน่วยวิจัยของวาเซดะไม่มีมาตรฐานตายตัว เพียงมีนักวิจัย 3 คนขึ้นไปพร้อมหัวข้อวิจัยและแผนงานวิจัยคร่าวๆก็สามารถเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติได้

เมื่อได้รับการอนุมัติแล้วจะสามารถทำการวิจัยระยะเวลา 2-3 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วก็ยุบเลิกไป โดยรายงานผลงานวิจัยจะต้องผ่านการประเมินและเปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่สำคัญคือคณะผู้ทำการวิจัยจะต้องมีทุนเริ่มต้นของตนเองอย่างน้อยสองหมื่นเยน ต่อมาเมื่อจัดตั้งหน่วยวิจัยได้แล้ว ก็สามารถหาทุนวิจัยเพิ่มเติมได้จากบริษัทธุรกิจเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาล
นอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยยังได้ใช้หลักการเดียวกันนี้กับคณะอาจารย์ผู้สอน ยินยอมให้คณาจารย์จัดตั้งกันเป็นหน่วย นำเสนอเรื่องที่จะสอน ถ้าผ่านการอนุมัติแล้วก็จะดำเนินการสอนตามนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยวาเซดะส่วนใหญ่ได้ดำเนินไปตามแนวดังกล่าว

จุดเด่นของการเรียนการสอนวิธีนี้ อยู่ที่การเรียนการสอนข้ามสาขาวิชาทำได้ง่ายขึ้น หน่วยวิจัยมีอำนาจว่าจ้างอาจารย์จากภายนอกได้ รวมทั้งอาจารย์จากต่างประเทศ แต่ต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายเอง

วิธีนี้เป็นที่ต้อนรับของอาจารย์และนักศึกษามาก เพราะกระบวนการวิจัยสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้มหาวิทยาลัยเข้มแข็งทางวิชาการและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

8. ระบบวิจัยในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นได้ชื่อว่ามีการจัดแบ่งกันอย่างเข้มงวดกวดขันมาก ไม่น่าจะเอื้อต่อการนวัตกรรมทางความคิดใหม่ๆ แต่กลับปรากฏว่าระยะหลังๆนี้ ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จทางด้านงานวิจัยสูงมาก มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลหลายต่อหลายคน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด? (ผู้ถามคือ ศ.เฉียนซวี่หง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหัวตง)

ศ. คัตสึฮิโกะ ชิราอิ ตอบว่า งานวิจัยหลักๆของญี่ปุ่นอยู่ในส่วนของไฮเทคโนโลยี อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก บวกกับการว่าจ้างอาจารย์นักวิจัยไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะมหาวิทยาลัยของตนเอง มีการว่าจ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่นมหาวิทยาลัยโตเกียวมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยวาเซดะเป็นจำนวนมาก

นอกจากนั้น ในญี่ปุ่นยังมีประเพณีนิยมจัดทีมวิจัยในระหว่างอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยกัน ร่วมมือดำเนินโครงการวิจัย แก้ปมปัญหาใหญ่ๆร่วมกัน ทำให้เกิดผลงานเด่นๆอย่างต่อเนื่อง

9. ปัจจุบันเศรษฐกิจการผลิตใช้ความรู้เป็นฐาน การแปรองค์ความรู้จากงานวิจัยเป็นพลังการผลิต คือจุดแข็งของเศรษฐกิจการผลิตยุคใหม่ ใคร่ขอให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดช่วยอธิบาย (ผู้ถามคือ ศ.เฉิงเกิ่งตง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีต้าเหลียน)
ศ.มาร์ติน คาร์นอย จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดตอบว่า

มหาวิทยาลัยมิใช่หน่วยธุรกิจ ไม่ใช่วิสาหกิจ หน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยคือการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงสู่สังคม มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆของสหรัฐฯ ไม่ได้ทำธุรกิจหรือดำเนินวิสาหกิจของตนเอง มีการนำผลงานวิจัยไปจดสิทธิบัตรบ้าง แต่น้อยมาก มีอาจารย์จำนวนหนึ่งจัดตั้งบริษัทให้คำปรึกษา แต่ก็จะถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่แน่นอน

แต่ที่แน่นอนคือ บริษัทเอกชนในสหรัฐฯมีหน่วยงานวิจัยใหญ่โตมาก

10. มหาวิทยาลัยอุตสาหกรรมเบอร์ลิน มีสวนอุตสาหกรรมของตนเอง ไม่ทราบว่ามีสถานภาพอย่างไร ? (ผู้ถามคือ ศ.จูฉงสือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน)

ศ.เคิร์ต คุซเลอร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุตสาหกรรมเบอร์ลิน เยอรมนี ตอบว่า ในเยอรมนี ส่วนอุตสาหกรรมมีความเป็นเอกเทศในตัวเอง ไม่ขึ้นกับมหาวิทยาลัย วิสาหกิจต่างๆในสวนอุตสาหกรรมก็มีความเป็นเอกเทศในตัวเองด้วยเช่นกัน ว่ากันตามจริง สวนอุตสาหกรรมเพียงเอื้อเฟื้อสถานที่และระบบบริการต่างๆเท่านั้นเอง

ในกรณีที่ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหรือบรรดาศิษย์เก่าพากันจัดตั้งวิสาหกิจในสวนฯ สามารถดึงตัวอาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้ โดยในบริษัทที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งเหล่านั้น นักศึกษาจะทำงานวิจัยและพัฒนาภายใต้การดูแลของอาจารย์ จนกระทั่งสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้แล้ว จึงย้ายเข้าไปอยู่ในสวนอุตสาหกรรม เมื่อนั้นบริษัทหรือวิสาหกิจดังกล่าวก็จะแยกขาดจากมหาวิทยาลัย มีความเอกเทศในตัวอย่างสมบูรณ์ และเมื่อผ่านไปอีก 5 ปี บริษัทนั้นๆก็จะต้องย้ายออกไปจากสวนอุตสาหกรรมเพื่อเปิดทางให้แก่บริษัทใหม่ๆต่อไป

11. เกี่ยวกับความเป็น “อินเตอร์”ของมหาวิทยาลัย (ผู้ถามคือ ศ.โจวจู่เต๋อ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอู่ฮั่น)

ศ. อะไลซัน ริชาร์ด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ให้ทัศนะว่า สำหรับมหาวิทยาลัยจีน สิ่งที่เป็น “อินเตอร์”ไม่น่าจะจำกัดอยู่แต่กับเรื่องภาษาอังกฤษหรือจำนวนนักศึกษาต่างประเทศ มาตรฐานแห่งความเป็น “อินเตอร์”น่าจะตั้งอยู่บนฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศทางด้านการเรียนการสอน การบริหารจัดการเรื่องงานวิจัย เป็นต้น

หัวใจของความเป็น “อินเตอร์”น่าจะอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพและศักยภาพโดยรวมของนักศึกษามากกว่าอย่างอื่นใด

ประเด็นปุจฉาของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยจีนในระหว่างการวิสัชนากับผู้บริหารมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในระหว่างการประชุมสัมมนาผู้บริหารมหาวิทยาลัยโลกครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีมากมายหลายเรื่อง ส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นความกระตือรือร้นของผู้บริหารมหาวิทยาลัยจีน ที่ต้องการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก.