จากแคมเปญสร้างกระแสช่วงวาเลนไทน์ของบริษัทยาชื่อดัง “Love in Mind” ที่กล่าวถึงโรคไมเกรน ว่าส่งผลกระทบต่อชีวิตรักและชีวิตคู่ มากกว่าที่คิด เพราะอาการปวดหัว หรือผลจากโรคไมเกรนเป็นความทรมานถึงที่สุด ทำให้ความสัมพันธ์มีอุปสรรค ทั้งการไม่มีอารมณ์โรแมนติก หรือการทำให้เกิดภาวะไม่อยากทำอะไร หรือยุ่งกับใคร
การพยายามหนีเข้าไปในห้องมืด หลีกเลี่ยงเสียงดังทุกชนิด มักไม่สามารถทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้เป็นเวลาหลายวัน ทำให้เกิดปัญหากับคนรัก เกิดเป็นไวรัลที่หลายคนออกมาแฉประสบการณ์จากโรคร้ายนี้ แม้กระทั่งบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ ต่างก็มีชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้คนนับล้าน
วินสตัน เชอร์ชิลล์
ชายผู้เอาชนะอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษหลายสมัย และได้รับรางวัลโนเบล กลับชอบทานยาแอสไพรินเมื่อปวดศีรษะ เขาเคยบอกกับ “ลอร์ดโมแรน” แพทย์ประจำตัวของเขาว่า เขาจะรู้สึก “มึนงง” จึงร่วมกันวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ซึ่งเกือบจะแน่นอนว่าเป็นไมเกรน นักประวัติศาสตร์ยังพบหลักฐานของไมเกรนในชีวิตของ “จอห์น เชอร์ชิลล์ ดยุกแห่งมาร์ลโบโรห์องค์แรก” ซึ่งเกิดเมื่อปี 1650 และเป็นบรรพบุรุษของเซอร์วินสตัน อันบ่งชี้ถึงความโน้มเอียงทางพันธุกรรม
เซเรนา วิลเลียมส์
แชมป์แกรนด์สแลม 23 สมัยเคยเล่าว่า ช่วงเวลาที่แย่ที่สุดคือตอนที่เธอปวดศีรษะไมเกรน ช่วงโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเธอต้องอยู่บ้านดูแล “โอลิมเปีย” ลูกสาวตัวน้อย กิจวัตรประจำวันที่เธอเคยทำเพื่อจัดการกับอาการปวดก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เธอเคยฝืนเล่นทัวร์นาเมนต์ต่อไปแม้จะมีอาการปวดศีรษะ และสุดท้ายก็คว้าชัยชนะมาได้ ยาที่ทันสมัยที่สุดตัวหนึ่ง (จากกลุ่มยาเกแพนท์) ช่วยให้เธอควบคุมอาการปวดไมเกรนได้อีกครั้ง
เบน แอฟเฟล็ก
ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ‘Gone Baby Gone’ ในปี 2006 เขาปวดไมเกรนอย่างรุนแรง จนทีมงานต้องส่งไปที่ห้องฉุกเฉินในบอสตัน เขาได้รับการวินิจฉัยว่า มีอาการทั่วไปของโรคนี้ รวมถึงอาการปวดข้างเดียวและคลื่นไส้อย่างรุนแรง ต่อมาเขาก็ได้เปิดเผยอาการปวดศีรษะของเขาและปัจจัยกระตุ้นต่างๆ
วูปี้ โกลด์เบิร์ก
เจ้าของรางวัลหลายสถาบัน ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากไมเกรนมานานหลายทศวรรษ เธอเรียกอาการของตัวเองว่า “ปีศาจที่โผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้” จนกระทั่ง มีการนำยาชนิดใหม่ล่าสุดมาใช้ เธอก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวว่า จะถูกโจมตีในช่วงเวลาสำคัญอยู่เสมอ แต่ทุกวันนี้เธอหยุดอาการกำเริบได้ก่อนที่มันจะเริ่มขึ้นได้แล้ว
ซิกมุนด์ ฟรอยด์
จิตแพทย์ชื่อดังที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดช่วงวัยกลางคน ต้องทนทุกข์จากไมเกรนอย่างรุนแรง ร่วมกับอาการมองเห็นผิดปกติและความอ่อนเพลีย แต่เขาปฏิเสธการใช้ยา ฟรอยด์มองว่าความทรมานของเขาเป็นอาการของการกดข่มทางจิตใจ เขาเคยบอกกับนักเขียนร่วมสมัย “สเตฟาน ชไวก์” ว่าเขาเลือกที่จะตั้งสติและอดทน เพื่อตั้งรับความเจ็บปวดมากกว่าบำบัดด้วยยา
เอลวิส เพรสลีย์
แม้ว่าในการแสดงช่วงแรกๆ ผู้ชมมักเห็นเขาไม่สวมแว่นกันแดด แต่ต่อมาราชาเพลงร็อกก็สวมแว่นกันแดดเกือบตลอดเวลา ซึ่งเชื่อกันว่าไมเกรนเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น เพรสลีย์ต้องทนทุกข์จากการปวดไมเกรนอย่างรุนแรงซ้ำๆ และอาจรุนแรงขึ้นจากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะในวัยเด็ก นี่อาจเป็นคำอธิบายสำหรับการใช้ยาเกินขนาดของเขา ซึ่งอาจไม่ใช่การควบคุม แต่กลับถูกกระตุ้นโดยแพทย์ที่ให้ความร่วมมือมากกว่า


