xs
xsm
sm
md
lg

4 เซเลบเจ้าของร้านอาหารแบรนด์ไทย ดังไกลระดับโลก!?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ในอดีตมีร้านอาหารไทยแบรนด์ดังที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ ได้สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกมาแล้วหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นร้าน S&P ภายใต้ปีกบริหารของตระกูลไรวาและศิลาอ่อน ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 44 ปี หรือร้านเอ็มเค สุกี้ ที่วันนี้มีอยู่ถึง 448 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงสาขาในต่างประเทศอีก 4 ประเทศทั่วโลก

ปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน หากแต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ละทิ้งต้นทุนเดิมที่บรรพบุรุษได้สร้างสมไว้ แล้วลุกขึ้นมาสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยมันสมองและสองมือของตัวเอง ด้วยการทำธุรกิจร้านอาหารภายใต้ชื่อแบรนด์ของตัวเอง จนร่ำรวยในวันที่อายุยังน้อย แถมทุกวันนี้ยังมีสาขาทั้งเมืองไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก บางแบรนด์ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์สยายปีกต่อยอดธุรกิจให้งอกงามต่อไปในอนาคต

iberry by อัจฉรา บุรารักษ์

อัจฉรา บุรารักษ์
จากลูกสาวข้าราชการและพนักงานประจำ ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ ก็ได้ลุกขึ้นมาฉีกทุกกฎในชีวิตเพราะไม่อยากทำงานประจำ และไม่อยากทำงานรับใช้ราชการเหมือนคุณพ่อ ดังนั้น เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เธอจึงใช้เงินทุนส่วนตัวที่มีอยู่ 3 ล้านบาท ลงทุนเปิดร้านไอศกรีมผลไม้โฮมเมดร้านเล็กๆ ในซอยสุขุมวิท 24 และตั้งชื่อแบรนด์ของตัวเองว่า iberry จนทำให้ทุกวันนี้ต่างพากันตั้งฉายาให้เธอว่า ปลา iberry ไปโดยปริยาย

ปลาเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ลุกขึ้นมาทำร้านไอศกรีมว่า ในสมัยนั้นไอศกรีมผลไม้โฮมเมดในเมืองไทยยังไม่ค่อยเป็นที่นิยม และยังไม่มีเจ้าไหนทำ เธอจึงตัดสินใจทำด้วยเงินลงทุนเพียง 3 ล้านบาท

“เมื่อ 20 ปีที่แล้วเงิน 3 ล้านบาทถือว่าเยอะมากเลยนะคะ แต่เราก็พร้อมที่จะเสี่ยง เพราะไม่อยากเริ่มทำธุรกิจตอนที่อายุมากแล้ว และด้วยความที่เราเป็นคนชอบรับประทานไอศกรีมผลไม้อยู่แล้ว จึงตัดสินใจทำไอศกรีมรสผลไม้โฮมเมดขึ้นมา และปลาก็ทำการตลาดทุกรูปแบบจนทำให้คนรู้จักแบรนด์ของเรา”

ผ่านมา 20 ปี วันนี้เธอได้แตกไลน์ธุรกิจเป็นร้านอาหาร และขยายสาขามากกว่า 40 สาขาทั่วประเทศ โดยแตกแขนงออกไปเป็นแบรนด์ “กับข้าวกับปลา” ร้านอาหารไทยเมนูทานง่าย ร้าน “รสนิยม” ที่เน้นพวกก๋วยเตี๋ยวและสตรีทฟู้ด ร้าน “คาเฟ่ปลา” ที่เป็นเมนูอาหารอาหารจานเดียวทั้งไทยและฝรั่ง รวมทั้งร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ ทำร้านอาหารอีกหลายแบรนด์และก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน ล่าสุด คือ ทองสมิทธ์ ก๋วยเตี๋ยวเรือขึ้นห้าง เรียกว่าหยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จไปซะทุกอย่าง

ปลาเผยเคล็ดลับความสำเร็จว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยใจคอที่เป็นคนกล้าได้กล้าเสียไม่กลัวความผิดหวังที่รออยู่เบื้องหน้า อีกทั้งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพนักงานทุกคน ที่ตั้งใจทุ่มเททำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจในการทำงานนั้นเงินอย่างเดียวไม่สามารถซื้อได้

“ปลาคิดว่าที่เราประสบความสำเร็จได้เพราะนิสัยใจคอด้วยแหละ ไม่ใช่ว่าเก่งอย่างเดียว เพราะปลาเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แต่ขณะเดียวกันเราต้องมีพันธมิตรที่ดีอย่างลูกน้อง คนรอบข้าง เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นลูกน้องแต่เขาเป็นเหมือนคนในครอบครัวเราที่เราต้องดูแลและใส่ใจพวกเขา และเมื่อพวกเขาได้รับการดูแลที่ดีด้วยใจจริงแล้ว เวลาเราต้องการความช่วยเหลือทุกคนก็พร้อมเต็มใจที่จะช่วยเรา ไม่ทิ้งให้เราโดดเดี่ยว”

After You by กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ
กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ
หากพูดถึงร้านขนมหวานที่มีคนต่อคิวยาวเหยียดตั้งแต่วันเปิดร้านจนถึงวันนี้ ต้องยกให้ ร้านขนมหวาน “อาฟเตอร์ ยู” โดยผู้ก่อตั้งคือ 2 ลูกพี่ลูกน้องที่ชอบขายของเหมือนกัน อย่าง เมย์-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ และ หมิง-แม่ทัพ ต.สุวรรณ ที่สร้างปรากฏการณ์คนต่อแถวมายาวนานถึง 12 ปีแล้ว

เมย์-กุลพัชร์ หนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญบอกว่า ชอบทำและรับประทานขนมหวาน แต่ไม่มีร้านที่ต้องการ ในช่วงเรียน ม.5 จึงปิ๊งไอเดียอยากทำร้านขนมหวานในแบบที่ชอบ หรือเป็นแบบ “อาฟเตอร์ ยู” ในวันนี้ แต่ในยุคนั้นร้านเบเกอรี่จะขายเป็นชิ้นๆ แห้งๆ เห็นโอกาสว่ายังมีขนมที่สามารถทำความอร่อยสุดๆ ขึ้นไปอีก โดยการรับประทานคู่กับไอศกรีมหรือราดซอสเพิ่มทั้งแบบร้อนหรือเย็น เรียกรวมว่า “ขนมหวาน” ดังนั้น เธอจึงร่วมลงขันกับพี่ชายเปิดร้านขนมหวานที่ชื่อว่า อาฟเตอร์ ยู

จากร้านเล็กๆ ในย่านทองหล่อ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 50 มาสู่ 15 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดสาย เมย์และลูกพี่ลูกน้องของเธอ ใช้เวลา 12 ปีพิสูจน์ว่า ถึงจะมีร้านขนมแข่งกันเปิดใหม่ตลอดเวลา แต่ก็ยังคงเห็นคนเข้าคิวรอหน้าร้าน After You ทุกสาขา แถม อาฟเตอร์ ยู ยังสยายปีกความหวานด้วยการเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปตั้งแต่ปี 58 เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเป็นเจ้าของแห่งความภาคภูมิใจ


เมย์ให้มุมมองความสำเร็จของอาฟเตอร์ ยู ว่า เกิดจากการหลอมรวมที่ดีระหว่างเธอและ “แม่ทัพ ต.สุวรรณ” จนเกิดทีมที่สามารถทำงานเข้าขากันได้ดี รวมถึงการรักษามาตรฐานของอาฟเตอร์ ยู ที่ยังคงความเป็น “โฮมเมด” และมีของใหม่ตลอดเวลา ปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลง โดยยังคงรักษาความเป็นตัวตนไว้ เพราะลูกค้าเก่ายังชอบความเป็นอาฟเตอร์ ยู

“จากนี้ไปความฝันสูงสุดของอาฟเตอร์ ยู คือการเปิดสาขาไปทั่วโลก เพราะไอเดียจากจุดเริ่มเล็กๆ สามารถเติบโตและทำให้คนทั่วโลกได้รับความสุข จากการทำงานถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ปรัชญาการทำงานคือ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เพราะการทำงานใหญ่ แต่เกิดจากการทำงานเล็กๆ ละเอียดหลายส่วนให้สมบูรณ์แล้วนำมาประกอบกันจนเกิดงานใหญ่ อีกจุดสำคัญที่ทำให้คิดว่าประสบความสำเร็จในการทำงานคือ เวลาเห็นลูกค้าที่มาใช้บริการเดินออกจากร้านด้วยความสุขและมีรอยยิ้มกลับไป”

Nara Thai Cuisine by พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา

จากจุดเริ่มต้นที่คุณแม่ ยูกิ ศรีกาญจนา เป็นคนชอบรับประทานอาหารไทย และเห็นทำเลตึกเอราวัณ ย่านแยกราชประสงค์ยังไม่มีร้านอาหารไทย จึงได้เปิดร้านอาหารไทยชื่อแสนเก๋ว่า Nara Thai Cuisine ซึ่งเปิดบริการขายอาหารไทยแท้ต้นตำรับ เสิร์ฟถึงมือลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้ลิ้มรสมือกันจนติดใจ ถัดมาอีก 2-3 ปี นารา ก็ได้ขยายสาขาที่ 2 เพิ่มมาที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เรียกว่าสาขานี้เป็นตัวจุดประกายที่ทำให้มีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รู้จักรสชาติอาหารไทยแท้ที่มีรสชาติกลมกล่อม ถูกปากทั้งไทยและเทศ จนทำให้ร้านนาราเข้าไปอยู่ในใจนักชิมอย่างง่ายดาย

จนทุกวันนี้ผ่านมาแล้ว 15 ปี ร้านอาหารนาราได้ขยายความอร่อยเสิร์ฟให้ลูกค้าทุกคนถึง 12 สาขาในประเทศไทย และมีแฟรนไชส์ที่ต่างประเทศถึง 8 ประเทศด้วยกัน และในอนาคตอันใกล้จะเปิดสาขาในประเทศไทยเพิ่มอีก 2 สาขา และเพิ่มแฟรนไชส์ในต่างประเทศอีกด้วย
พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา
พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา ลูกสาวคนรองของยูกิ ที่ทุกวันนี้เข้ามารับหน้าที่เป็น Corporate Business Manager ของร้านอาหารเครือ Nara Thai Cuisine เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ร้านอาหารนารามีอยู่ 12 สาขาในประเทศไทย และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 2 สาขาที่เชียงใหม่ กับ เซ็นทรัลวิลเลจ บางนา รวมถึงมีแฟรนไชส์อยู่ในต่างประะเทศอีก 8 ประเทศด้วยกัน อาทิ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง เมียนมาร์ ไต้หวัน เวียดนาม ศรีลังกา อินเดีย และปลายปีนี้จะขยายสาขาเพิ่มที่ไต้หวันอีกหนึ่งสาขา


เมื่อถามถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ทำให้ร้านอาหารในเครือ Nara Thai Cuisine ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้นั้น พิมพ์พยัพตอบด้วยน้ำเสียงสดใสว่า คุณแม่มักจะพูดกับลูกๆ ทุกคนเสมอว่า เราเป็นร้านอาหารไทยเจ้าแรกๆ ที่เปิดขายในห้างสรรพสินค้า ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษามาตรฐานของอาหารทุกจานไว้ให้ดีที่สุด

“สิ่งสำคัญที่สุดของร้านเราที่ทุกคนในร้านใส่ใจเสมอมาคือ รสชาติของอาหารต้องมีความกลมกล่อมในทุกจาน เมื่อพูดถึงอาหารไทยหลายคนมักนึกถึงอาหารรสจัด อย่าง เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด เป็นต้น ซึ่งความจริงแล้วอาหารไทยไม่ได้เน้นรสชาติอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อาหารทุกจานต้องมีรสชาติกลมกล่อม เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ต้องไปด้วยกันได้อย่างลงตัว เพราะเราอยากทำอาหารไทยให้มีรสชาติถูกปากทั้งคนไทยและต่างชาติ” พิมพ์พยัพเผยถึงสูตรเด็ดที่ใช้มัดใจลูกค้า

Fire Tiger by ชุติมา เปรื่องเมธางกูร
ชุติมา เปรื่องเมธางกูร
เพราะเป็นคนชอบเดินทางแสวงหาของอร่อยกินทั่วโลก ประกอบกับ กระแสชานมไข่มุกกำลังเป็นที่นิยม สองหุ้นส่วนคนขยัน เกศ-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร และ แนท-นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์ ก็เกิดไอเดียกระฉูดเปิดตัวแบรนด์ Fire Tiger By Seoulcial Club อันเป็นแบรนด์ชานมไข่มุกสัญชาติไทยอย่างแท้จริง ที่เน้นขายเครื่องดื่มชานมเสือพ่นไฟ (Fire Tiger) ที่ในแต่ละวันมีคนมาต่อแถวเพื่อรอซื้อยาวเหยียดเป็นกิโล

เกศ ในฐานะผู้คิดค้นสูตรเล่าว่า ทุกวันนี้เธอมีชานมไข่มุกในตระกูลเสือถึง 7 อย่างด้วยกันคือ เสือพ่นไฟ นมพ่นไฟ ราชาเสือ ราชินีเสือ ลูกเสือ เสือดาว และเสือหิมะ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นาน แถมตอนนี้มีหน้าร้านเปิดขายทั้งหมด 7 สาขา และกำลังจะเป็นแบรนด์ชานมไข่มุกเมดอินไทยแลนด์รายแรกของประเทศ ที่จะก้าวสู่การเปิดตลาดในทวีปเอเชีย อเมริกาและยุโรป โดยได้เปิดสาขาของ Fire Tiger by Seoulcial Club ในหลายประเทศ อย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จีน สหรัฐอเมริกา และจะเปิดสาขาที่ประเทศอังกฤษ ภายในปี 2563

เกศกล่าวว่า ถ้าอยากสำเร็จก็ต้องไม่กลัวความล้มเหลว ต้องปล่อยให้ความล้มเหลวเป็นประสบการณ์ชีวิต เพราะเธอมีความฝันว่าอยากจะเป็นมหาเศรษฐีฟอร์บส์ที่สร้างตัวด้วยลำแข้งตัวเอง

“เกศเป็นคนนิสัยโลภมากตั้งแต่เด็ก มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากทำอะไร เป็นเจ้าโปรเจกต์ชอบคิดอะไรใหม่ๆ มีความกระหายอยากรู้โน่นรู้นี่ตลอดเวลา เมื่อตอนอายุ 31 เคยเปิดร้านกาแฟแต่ก็เจ๊งมาแล้ว แต่เราก็ไม่ได้เสียใจอะไร จากนั้นก็ลองผิดลองถูกเรื่อยมาจนมาเปิดร้านชาไข่มุก Fire Tiger by Seoulcial Club ทุกอย่างมันจึงลงตัว ที่สำคัญเราต้องพัฒนาฝีมือตลอดเวลา ทุกวันนี้เกศจะทำงานตอนกลางคืนตลอด แล้วมานอนอีกทีตอนเช้า เกศนอนวันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะอยากหาเงินให้ได้เยอะๆ ด้วยมันสมองและสองมือของตัวเอง“ เกศเล่าด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น



กำลังโหลดความคิดเห็น...