xs
xsm
sm
md
lg

เจ้าแม่โปรเจกต์ “วาริธร กันท์ไพบูลย์” เวิร์กกิ้งมัมสุดเฮลท์ตีอวดสองธุรกิจใหม่

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นับเป็นอีกหนึ่งเจ้าแม่โปรเจกต์แห่งยุค สำหรับ “เปเป้-วาริธร กันท์ไพบูลย์” เจ้าของ “Varithorn Boutique” แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์เก๋ที่เธอทำร่วมกับน้องสาว “บูบี-วารีนิธิ” มากว่า 7 ปีแล้ว เธอเริ่มปลุกปั้นจากการเริ่มขายออนไลน์ในไอจีจนดังเปรี้ยงปร้าง ไม่ใช่แค่มีร้านในห้างดัง แต่ยังสร้างชื่อไปไกลถึงต่างแดน และขณะนี้เธอกำลังต่อยอดสร้างธุรกิจออกไปตามไลฟ์สไตล์ที่เธอถนัด ไม่ว่าจะเป็นร่วมหุ้นกับเพื่อนทำคลินิกความงาม จับมือกับสามีผู้สนใจเรื่องสุขภาพ ทำธุรกิจ “น้ำตาลโตนด” ไปพร้อมๆ กับการเลี้ยงลูกสาววัยซน จนต้องเรียกได้ว่าเธอเป็นตัวแทนของคุณแม่ยุคใหม่ ที่ทั้งสวย เก่ง ครบสูตร แถมทำหน้าที่ทั้งในและนอกบ้านได้อย่างครบถ้วนแบบไม่มีอะไรบกพร่อง

เปเป้เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่วัยเรียน โดยเธอกับน้องสาวมุ่งมั่นที่จะหาเงินใช้เองโดยไม่อยากขอจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ธุรกิจแรกที่เริ่มทำคือการเปิดร้านขายวาฟเฟิลที่เกตเวย์เอกมัย ห้างใกล้บ้าน ตั้งแต่ตอนอยู่มัธยม โดยทั้งคู่จริงจังเช่าพื้นที่เปิดบูธ จ้างพนักงานขาย และต้องรีบตื่นตั้งแต่ตี 4 มาผสมแป้ง เตรียมวัตถุดิบทุกวัน ซึ่งแม้จะได้รับการตอบรับที่ดีและคืนทุนเร็วมาก แต่ก็เหนื่อยมากเช่นกัน หลังจากทำได้ปีกว่า พวกเธอจึงเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ โดยสังเกตจากไลฟ์สไตล์และความชอบของตัวเอง ว่ามีสิ่งไหนที่น่าจะนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจได้ และพบว่า “เสื้อผ้า&แฟชั่น” เป็นคำตอบสุดท้าย

“เราสองคนชอบชอปปิ้งมาก ชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ไม่ว่าจะแบรนด์นอกหรือแบรนด์ไทย ซื้อหมด ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แบรนด์ไทยไม่ได้มีเยอะแบบนี้ เราเลยคิดกันเล่นๆ ว่า ในเมื่อเราชอบทางนี้ ทำไมเราไม่ทำแบรนด์ของตัวเองเลย”


แม้ทั้งคู่จะไม่ได้จบมาทางแฟชั่นโดยตรง แต่การเรียนของเปเป้ก็ช่วยในเรื่องการทำธุรกิจได้มาก เพราะเธอจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ “เป้ชอบวาดรูป ระบายสีมาตั้งแต่เด็ก เคยคิดอยากเอาดีทางจิตรกร เป็นศิลปินไปเลย แต่ช่วงที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย คุณแม่แนะนำว่า แทนที่จะเรียนศิลปกรรม จริงจังทางวาดรูปไปเลย น่าจะเลือกเรียนคณะที่จะต่อยอดไปในสายอาชีพอื่นได้ด้วย ความที่เป้ชอบวาดรูป ขณะที่คุณพ่อคุณแม่อยู่ในธุรกิจที่ดิน เลยแนะนำว่าให้เรียนสถาปัตยกรรม เผื่อมีไอเดียมาออกแบบสร้างอะไรก็ได้บนที่ดินที่มี เป้เลยเลือกทางนี้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่จบมายังไม่เคยไปสมัครงานเป็นสถาปนิกเลย เพราะมาเริ่มธุรกิจของตัวเองก่อน ซึ่งข้อดีของการจบสถาปัตย์มาคือ อย่างน้อยวาดเขียนได้ ออกแบบร้าน โลโก้ได้ไม่มีปัญหา” เปเป้เสริมอย่างออกรสก่อนเผยว่า

“ตอนที่เริ่มทำแบรนด์ เป้เรียนจบพอดี เป็นจังหวะที่อินสตาแกรมเพิ่งเปิดตัว เป้กับบีก็เล่นอินสตาแกรมอยู่แล้ว จึงเริ่มมองเห็นโอกาสว่าน่าจะทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มนี้ได้ เพราะขายของได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน แถมยังเร็ว สามารถอัปเดตสินค้าใหม่ๆ ได้ตลอด เลยลองทำแบรนด์แล้วขายทางอินสตาแกรมดู ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เหมือนเรามายุคบุกเบิก ยังไม่ค่อยมีแบรนด์เสื้อผ้าที่ขายทางอินสตาแกรมเยอะ แรกๆ ก็เน้นขายเพื่อน เพราะปกติเวลาเราโพสต์รูปเพื่อนๆ ก็ชอบถามว่ากางเกง หรือเสื้อตัวนี้ซื้อจากที่ไหน เราเลยทำขายซะเลย โดยเสื้อผ้าของแบรนด์เราจะเน้นความ Simple และ Classic มีทั้งแนวหวานๆ แบบบี และออกเท่ๆ ซึ่งเป็นสไตล์ของเป้ (หัวเราะ)”

หลังจากค่อยๆ สร้างกระแสบนโลกออนไลน์จนเริ่มมีฐานแฟนๆ เจ้าของแบรนด์คนสวยเริ่มขยับขยายธุรกิจ ด้วยการก้าวจากโลกออนไลน์สู่ออฟไลน์ ประเดิมสาขาแรกที่เทอร์มินัล 21 จากนั้นขยายมาที่เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล ชิดลม ปัจจุบันคงไว้ที่เซ็นทรัลเวิลด์

7 ปีอาจเป็นระยะเวลาสั้น แต่หากเทียบกับระยะทางในการปลุกปั้นแบรนด์ให้ไปปักธงที่คำว่า “ประสบความสำเร็จ” ถือว่าไม่ง่ายเลย แต่สำหรับแบรนด์ที่ถักทอจากความฝันของสองสาวสวย ทำเพราะใจรัก ใครจะคิดว่า 7 ปีผ่านไป วันนี้ “Varithorn Boutique” จะไม่ได้ครองใจสาวๆ ทั้งประเทศ รวมทั้งเหล่าเซเลบคนดังของไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสาวๆ ในอีกหลายประเทศทั่วโลก ทั้ง ดูไบ สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน และกัมพูชา

“ไม่เคยคิดมาก่อนว่าแบรนด์จะมาได้ไกลขนาดนี้ เราเริ่มจากความชอบ ทำเพราะสนุก ไม่คิดว่าวันหนึ่งแบรนด์จะถึงขั้นส่งออกไปเมืองนอก” เป้เล่าด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะเผยต่อไปว่าจากแบรนด์เสื้อผ้าที่เริ่มอยู่ตัวนี้แล้ว เธอกำลังเริ่มต้นความท้าทายใหม่ๆ ด้วยการแตกหน่อไอเดียธุรกิจไปในเส้นทางที่ชอบ

ภายในเดือนตุลาคมนี้ เปเป้มีแผนเปิดตัวธุรกิจพร้อมกัน ทั้งแบรนด์น้ำตาลโตนด “ตาลสยาม” Tansiam และยังต่อยอดไปยังการทำร้านชานมไข่มุกที่ใช้น้ำตาลโตนด อย่างร้าน “ราก” (Raak) และคลินิกเสริมความงาม “Infinity Clinic”

“เป้สนใจเรื่องสุขภาพเป็นทุนเดิม ชอบกินผักผลไม้มาตั้งแต่เด็ก พอแต่งงาน สามีก็มีไลฟ์สไตล์แบบเดียวกัน สนใจเรื่องออร์แกนิก ชอบไปต่างจังหวัด ครั้งหนึ่งเราไปกินขนมตาลที่เพชรบุรี เขาก็บอกว่า ขนมตาลนี่กินแล้วไม่ต้องกลัวอ้วนเพราะใช้น้ำตาลโตนด เราจึงปิ๊งไอเดียว่า ถ้าอย่างนั้นน่าจะนำน้ำตาลโตนดนี้มาต่อยอดธุรกิจได้

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว สามีก็เริ่มกว้านซื้อไร่ตาลในเพชรบุรี เพราะปกติต้นตาลกว่าจะให้ผลต้องปลูก 15 ปี เราเลยไปซื้อที่ชาวบ้านปลูกไว้เลย ระหว่างรอผลผลิตก็สร้างโรงงาน จนตอนนี้เราเตรียมส่งน้ำตาลที่ผลิตจากน้ำตาลโตนด กินแล้วไม่อ้วนแถมมีวิตามินสูง มาจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ พร้อมกับส่งไปขายที่จีน และด้วยความที่เป็นสายหวาน ชอบของหวานแต่กลัวอ้วน เลยหยิบเอาน้ำตาลโตนดมาเป็นพระเอกของเมนูในแบรนด์เครื่องดื่มที่มีชื่อเก๋ๆ ว่า “ราก” เพื่อสื่อว่า ใช้วัตถุดิบจากต้นตาลอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่ราก ต้น ลูก และใบ รังสรรค์เป็นเมนูน้ำตาลสด ชานมไข่มุกที่ใช้ความหวานจากน้ำตาลโตนดเท่านั้น”

งานนี้เป้ยังบอกด้วยว่า ธุรกิจนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ได้นำความรู้ธุรกิจที่สั่งสมมา บวกกับความรู้ทาง สถาปัตย์มาใช้ ตั้งแต่การออกแบบร้าน โลโก้ แพกเกจจิง ซึ่งโชคดีที่ครอบครัวสามีทำโรงงานแพกเกจจิงอยู่แล้ว จึงเอื้อต่อธุรกิจที่ทำค่อนข้างมาก

ส่วนอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังปลุกปั้นคือ คลินิกเสริมความงาม ที่เน้นเฉพาะทรีตเมนต์ เลเซอร์ ไม่มีทำศัลยกรรม “ธุรกิจนี้เป้ลงขันกับคุณหมอซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่สนิทกัน เริ่มจากที่เป้เป็นลูกค้าประจำของเขา ต่อให้อยู่ไกลถึงแจ้งวัฒนะก็ต้องไป เพราะเห็นผลไม่พอ ราคายังสมเหตุสมผล ทำไปทำมาเป้เลยชวนมาขยายสาขาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้คนเมือง โดยเฉพาะ ย่านเอกมัย ซึ่งบ้านเป้ก็อยู่แถวนี้ ความพิเศษคือ เป้เข้าไปช่วยเลือกเครื่องเอง จัดโปรแกรมเอง โดยเพิ่มโปรแกรมใหม่ๆ ที่คิดว่าสาวๆ ในเมืองน่าจะสนใจ”

บทบาทของนักธุรกิจก็ไม่ทิ้งแบบนี้ แล้วเมื่อต้องรับบทคุณแม่ด้วย ชักอดสงสัยไม่ได้ว่า เปเป้มีเคล็ดลับบริหารเวลาอย่างไร “เป้เลี้ยงลูกเองมาตลอด เพิ่งจะมามีพี่เลี้ยงเมื่อไม่นานมานี้เอง เทคนิคคือบริหารเวลาช่วงที่ลูกหลับทุกวินาทีให้เป็นประโยชน์ เพราะตอนนี้นอกจากแบรนด์เสื้อผ้า ธุรกิจใหม่ที่จะเริ่ม เป้ยังทำรายการเปเป้รีวิว เป็นกึ่งๆ อินฟลูเอนเซอร์ รีวิวทั้งสินค้าแฟชั่น บิวตี้ และสินค้าแม่ๆ ลูกๆ”

ส่วนแผนการในอนาคต จะมีเบบี๋อีกหรือไม่ เป้เล่าอย่างออกรสว่า “ตั้งใจว่าปีหน้า เพราะอยากให้คนนี้โตอีกนิด จะได้ช่วยเลี้ยงน้องด้วย เพราะแค่นี้ชีวิตก็หมุนรอบลูก ด้วยความที่มีลูกคนแรก เราก็ติดเขา เขาก็ติดเรา ถึงจะเป็นลูกสาวแต่ก็ซนเหมือนเด็กผู้ชาย แอคทีฟตลอด ต้องพาไปสวนสาธารณะ ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ พยายามทำกิจกรรมกับเขามากที่สุด เป้มีลูกตอน 26 ปี ถือว่าเร็วนะสำหรับยุคนี้ แต่ก็เปลี่ยนความคิดไปเยอะ จากตอนแรกไม่ได้อยากมีลูกเลย กะแต่งงานก่อนสักปี แต่บางคนบอกว่า มีได้ให้รีบมี ปรากฏแต่งงาน 2 เดือน มาเลย (หัวเราะ) รู้สึกเหมือนยังไม่พร้อม แต่พอมีแล้วรู้สึกดีมาก บอกตัวเองว่าดีที่มีเขาตอนที่เรายังมีแรงสนุกไปกับเขาได้เต็มที่ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากมีลูกตอนเด็กกว่านี้ อยากเล่นกับเขาได้เยอะๆ โดยไม่เหนื่อย ทุกวันนี้ ลูกเพิ่ง 2 ขวบ 6 เดือน แต่ด้วยความที่เราทำงานหลายอย่าง ไปข้างนอกกลับมาเหนื่อยแล้ว จนบางครั้งรู้สึกว่าตัวเองแก่จัง”




กำลังโหลดความคิดเห็น...