xs
xsm
sm
md
lg

“ปรารถนา–ปัญจพร เตชะวิบูลย์” นักบริหารโรงแรมรุ่นใหม่อาศัยฝีมือล้วนๆ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ปัญจพร และ ปรารถนา เตชะวิบูลย์
เบื้องหลังธุรกิจโรงแรมที่สวยหรู ถ้าไม่ได้ลงมือทำ เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงวันแกรนด์โอเพนนิง คงไม่มีวันเข้าใจว่า “ยาก หนัก และปวดหัวขนาดไหน” ยิ่งคนที่เพิ่งกระโจนเข้ามาในธุรกิจนี้ แถมไม่ได้มีพื้นฐานหรือประสบการณ์มาก่อน ยิ่งยากเป็นทวีคูณ

แต่สำหรับ “พลอย-ปรารถนา” และ แพร-ปัญจพร เตชะวิบูลย์” ลูกสาวคนที่ 3 และคนสุดท้องของ “ประเสริฐ เตชะวิบูลย์” นักธุรกิจชื่อดัง กลับมองโลกในแง่ดีว่า ถึงจะเหนื่อยแต่ไม่เคยท้อ ที่สำคัญถอยไม่ได้ เพราะเป็นโปรเจกต์รวมใจสี่พี่น้อง (พงศ์สิริ–พงศ์เดช–ปรารถนา–ปัญจพร) ที่จะได้พิสูจน์ฝีมือให้คุณพ่อคุณแม่ได้ภาคภูมิใจ เพราะงานนี้ถึงคุณพ่อไฟเขียวให้เงินลงทุน ที่ดิน และคอนเนกชันก็จริง แต่เรื่องอื่นไม่ขอแจม ปล่อยมือให้ช่วยกันลุยตัดสินใจกันเอง ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

ปัญจพร และ ปรารถนา เตชะวิบูลย์
ส่วนพี่ชายทั้งสองยังเป็นหัวเรือใหญ่ในการดูแลธุรกิจหลักของครอบครัว อย่าง โรงงานกระดาษ จึงไม่ได้เข้ามาบริหารโรงแรมเต็มตัว ปล่อยให้เป็นหน้าที่หลักของสองสาว ดูแลโรงแรม Ibis Style Ratchada ซึ่งเพิ่งเปิดตัวมาได้เดือนเศษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องหมูๆ เพราะพลอยออกตัวก่อนว่า ทั้งสี่พี่น้องไม่มีใครมีประสบการณ์ด้านโรงแรมมาก่อน แถมไม่ได้ร่ำเรียนมาสายนี้ ตัวเธอเองจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์เคมี จาก University of Warwick จบปริญญาโทด้าน Finance and Financial Law ที่ SOAS University of London เคยผ่านงานด้านกฎหมาย ที่บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเคนซี จำกัด ก่อนจะไปเรียนต่อเอ็มบีเอ ที่ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาฯ ส่วนแพรจบปริญญาตรีด้านจิตวิทยา จาก Rollins College สหรัฐอเมริกา จบปริญญาโทด้าน Business management จาก Hult International Businesses School

“เหตุผลที่เลือกทำธุรกิจโรงแรมเพราะคุณพ่อให้ไอเดียว่า จะนำที่ดินที่คุณพ่อมีมาพัฒนาโปรเจกต์อะไรโดยไม่ขายที่ดิน ซึ่งคำตอบในตอนนั้นคือ โรงแรม ตึกออฟฟิศ หรือไม่ก็ คอมมูนิตีมอลล์ จากที่ทำการบ้านดู เราคิดว่าพัฒนาเป็นโรงแรมน่าจะดีที่สุด จากนั้นเราก็เริ่มหาเชนที่จะใช้ เลือกมาตรฐานของโรงแรมว่ากี่ดาวดี ถึงจะเหมาะกับโลเกชั่นบนถนนรัชดาภิเษก ติดเอ็มอาร์ทีห้วยขวาง สุดท้ายมาลงตัวที่ไอบิส” พลอยเล่าถึงที่มาที่ไปของโปรเจกต์โรงแรม
ปรารถนา เตชะวิบูลย์
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะร่วมแรงแข็งขัน แต่เพราะยังใหม่กับธุรกิจนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ท้าทายความสามารถเหลือเกิน

“เรา 4 คนไม่ได้มาสายนี้เลย แต่พลอยเชื่อว่าสุดท้ายแล้วธุรกิจเป็นอะไรที่ทำแล้วเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ผิดบ้างถูกบ้าง อย่างตอนเริ่มโปรเจกต์ก็ใช้ความรู้ที่สั่งสมมาทุกอย่าง เพราะต้องดูแลตั้งแต่การก่อสร้าง ดูแลบัญชี คุมงานให้เป็นไปตามแผน อาศัยครูพักลักจำ บางอย่างไม่แน่ใจก็ถามเพื่อนหรือคนรู้จักบ้าง อย่างเรื่องกฎหมาย ถึงพลอยจะเรียนมาแต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ ก็ต้องค่อยๆ ศึกษา”

เช่นเดียวกับ แพร ที่หลังจากเรียนจบก็เลือกทำงานตามแพสชัน สวมบทคุณครูของศูนย์ฝึกเด็ก Baby genius สอนเด็กตั้งแต่อายุ 1-7 ขวบอยู่ 1 ปีเต็ม ก่อนจะตัดสินใจกลับมาสานต่อธุรกิจโรงแรม ถามว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากหรือไม่ แพรตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “ไม่เลย เพราะคิดแค่ว่าถ้ามีโอกาสทำสิ่งใหม่ๆ ก็ควรทำ เรื่องสอนเด็กแพรกลับไปทำเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้ามีโอกาสทำโปรเจกต์ใหม่ๆ ก็อยากลองทำ เพื่อเรียนรู้หาประสบการณ์ดูก่อน”

ภารกิจหลักๆ ของแพร ช่วงแรกๆ เป็นหน่วยสนับสนุน ช่วยสานต่องานที่พี่ชายทั้งสองมอบหมายให้ และเป็นกำลังหนุนให้พี่สาวคนเก่งที่เป็นสายลุย

“พอมาทำงานกับพี่พลอยได้เรียนรู้เยอะ เขาพาเราไปรู้จักคนโน้นคนนี้ ก็ได้ความรู้ ช่วงก่อสร้างพี่พลอยเป็นสายลุย แพรจะเป็นผู้ติดตาม สิ่งที่เห็นคือเขาเก่งมาก ลุยได้ขนาดนี้ (หัวเราะ) ผิดกับแพรจะมาสายใจเย็น นิ่งๆ” แพรเล่าไปขำไปก่อนที่พลอยจะเสริมว่า “พลอยอาจจะลุยกว่าแพร แต่แพรก็เป็นทีมที่ดี คอยรับฟัง สนับสนุน และต่อยอดไอเดีย เป็นห่วงเรา”

ปัญจพร เตชะวิบูลย์
นับตั้งแต่เปิดตัวโรงแรมอย่างเป็นทางการ สองพี่น้องเห็นตรงกันว่า กระแสตอบรับดีกว่าที่คาดไว้ เป้าหมายในใจของสองสาวเวลานี้คือ ค่อยๆ สร้างชื่อให้โรงแรมเป็นที่รู้จัก เกิดกระแสบอกต่อปากต่อปากว่า โลเกชั่นตรงนี้มีโรงแรมใหม่ที่มาพร้อมบริการที่ครบครัน

“ถามว่าทำไมเลือกใช้เชนนี้ จริงๆ เราดีลกับหลายเชน แต่ละเชนมีจุดเด่นต่างกัน สำคัญที่สุดคือ เราอยากได้เชนที่คุยง่าย เข้าใจเรา เข้ามาในโรงแรมเราจะเห็นว่าเราตกแต่งค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นความตั้งใจของเรา เพราะถ้าเป็นไอบิสสไตล์จริงๆ เขาไม่เน้นต้องแต่งเยอะ แต่เรามองว่าอยากต่อยอดธุรกิจในแง่ห้องประชุม ไม่ได้อยากเป็นแค่โรงแรมที่ให้บริการห้องพักอย่างเดียว เพราะด้วยโลเกชั่นที่ใกล้รถไฟฟ้า รวมทั้งตึกออฟฟิศใหม่ๆ บริเวณนี้ เราต้องการเป็นทางเลือกใหม่”

สำหรับความคาดหวังต่อธุรกิจ พลอยย้ำว่า โรงแรมไม่ได้เป็นธุรกิจหวือหวา ขึ้นเร็วลงเร็ว แต่ธรรมชาติของธุรกิจคล้ายกับห้างสรรพสินค้า ต้องใช้เวลาสร้างโปร์ไฟล์ เหมือนน้ำซึมบ่อทรายไปเรื่อยๆ เราเองก็ไม่ได้อยากฝืนธรรมชาติของอุตสาหกรรม เลยคิดว่าจะค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่ไปกับการสร้างองค์กรที่น่าทำงานด้วยเพื่อดึงดูดพนักงานที่ดีเข้ามาทำงาน เพราะยิ่งเราเป็นธุรกิจบริการ การที่พนักงานจะบริการดี คนของเราต้องมีความสุขก่อน ซึ่งงานนี้พลอยออกตัวเลยว่า พูดเหมือนง่ายแต่เบื้องหลังยากมาก

สอดคล้องกับความเห็นของแพร ที่มองว่าการสร้างโปรไฟล์ให้กับธุรกิจใจร้อนไม่ได้ แต่เธอก็หวังว่า อยากให้ลูกค้าที่มาแล้วกลับมาใช้บริการอีก ที่สำคัญ อยากให้พนักงานทุกคนของโรงแรม ทำงานอย่างมีความสุข มีปัญหาอะไรเข้ามาคุยตรงๆ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา

ส่วนเป้าหมายใหญ่ในใจ พลอยกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นว่า “ในเมื่อว่าเราให้คำสัญญากับคุณพ่อคุณแม่แล้ว เราต้องทำให้ได้ ที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่ดูแลเราสี่พี่น้องอย่างดี ถึงเวลาเราต้องทำบ้าง เราก็พยายามจัดการงานทุกอย่างให้สมบูรณ์ ให้เขาได้ภูมิใจ สบายใจ ซึ่งพลอยคิดว่าการที่เราไปทำงานที่ไม่ถนัด มันเรียนรู้เร็วและเยอะมาก ในเวลาเดียวกันก็ลำบากเยอะเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเรามีคุณพ่อคุณแม่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เราไปข้างหน้า”
ปัญจพร เตชะวิบูลย์
ทำความรู้จักสองพี่น้องผ่านมุมมองการทำงานไปแล้ว ปิดท้ายด้วยไลฟ์สไตล์วันว่างของสองสาว ที่เพิ่งจะทวงคืนเวลาส่วนตัวกลับมาได้บ้าง เริ่มจาก พลอย เธอมีความสุขกับการใช้เวลาไปกับการออกกำลัง สังสรรค์กับเพื่อน ด้วยการเข้าคลาสทำอาหาร ปั้นเซรามิก พร้อมใช้เวลาชิลๆ นี้อัปเดตเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน

“พลอยชอบอาร์ต ชอบทำอาหาร ถ้ามีเวลาว่างก็ทำอาหารให้คุณพ่อคุณแม่ทาน แต่ไม่เคยคิดไกลถึงขั้นว่าอยากทำร้านอาหาร แต่สนใจเรื่อง Health Care เพราะอาจจะด้วยวัยที่มากขึ้น เลยเริ่มมาสนใจด้านนี้ แต่คงต้องรอให้โรงแรมนิ่งก่อนถึงจะมาจับงานด้านอื่น”

ขณะที่ แพรเป็นสายเฮลท์ตี้ นอกจากออกกำลังกายแลัวยังชอบขี่ม้า “แพรชอบขี่ม้าตั้งแต่เด็ก กีฬานี้ไม่ใช่แค่อาศัยแรงเยอะ แต่ต้องสื่อสารกับม้าให้ทำตามที่เราต้องการ (หัวเราะ) หลังจากนี้แพรตั้งใจจะกลับไปซ้อมอย่างจริงจัง เพราะไม่ได้ซ้อมมา 2 เดือนแล้ว แถมปลายปีมีแผนจะไปแข่งรายการ Princess's Cup Thailand” แพรเล่าไปยิ้มไปก่อนที่พลอยจะทิ้งท้ายถึงความสนิทสนมแบบพี่น้องปาท่องโก๋ว่า “ถึงไลฟ์สไตล์จะต่างกัน แต่แพรกับพลอยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา ทำงานด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน จะมีแค่ช่วงเย็น ต่างคนต่างไปทำกิจกรรมของตัวเอง(หัวเราะ)”


กำลังโหลดความคิดเห็น...