xs
xsm
sm
md
lg

เวิร์กกิงมัม “พอฤทัย บุณยะจินดา” บาลานซ์งาน&ครอบครัวได้ลงตัว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้หญิงเราเมื่อถึงคราวที่ต้องสวมหมวกหลายใบ ก็ต้องทำทุกอย่างอย่างสุดความสามารถ ดังเช่น เวิร์กกิ้งมัมคนเก่ง “ดาว-พอฤทัย ณรงค์เดช” ลูกสาวคนรองของ “พล.ต.อ.พจน์” กับ “คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา” สะใภ้สุดสตรองของครอบครัวณรงค์เดช (ภริยา ณพ ณรงค์เดช) ที่ตอนนี้ดาวรับบททั้งงานราษฎร์งานหลวง ที่มีตารางงานแน่นเอี้ยด แต่ก็ยังคงยิ้มได้และมีความสุขในทุกๆ วันได้ เพราะเธอได้บาลานซ์งานและครอบครัวได้อย่างลงตัวจนน่าอิจฉา

“ตอนนี้นอกจากบทบาทคุณแม่ลูกสองแล้ว ยังช่วยงานสามี ทำธุรกิจเบื้องหลังของตัวเอง มีรายการทีวี ถ้าถามว่ามีเทคนิคแบ่งเวลาอย่างไร คำตอบคือไม่มี เพราะคิดแต่ว่าเราสามารถทำทุกอย่างได้ ถึงบางวันแสนจะเหนื่อย แต่รู้ว่าสิ่งที่ทำคือความสุขทั้งหมด ไม่ว่าจะทำให้ลูก พี่น้อง ทำงานของตัวเองหรือสามี แต่ถึงจะภารกิจเยอะขนาดไหนก็ไม่เคยลืมให้เวลาตัวเอง จากแต่ก่อนไม่ออกกำลังกาย ตอนนี้หันมาเล่นโยคะ เล่นสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือหลังกินอาหารค่ำถ้าอากาศไม่ร้อน หรือฝนตก จะเดินรอบบ้านให้ได้วันละครึ่งชั่วโมง

ส่วนเวลาทำงานหลักหรือเคลียร์ภารกิจส่วนตัว ตอบเมลคุยโทรศัพท์ ดาวจะใช้เวลาตอนอยู่บนรถ เพราะพยายามจะไม่ใช้โทรศัพท์ในบ้านเยอะ ช่วงหลังๆ เริ่มมาศึกษาธรรมะ บางครั้งก็เจียดเวลาที่อยู่บนรถไม่กี่นาที มาพักหัวใจ นั่งนิ่งๆ ฟังธรรมะ ดาวว่าสำคัญนะ โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็ว เราไม่อยากเหนื่อยตาม เราต้องทำความเข้าใจกับโลกที่เปลี่ยนไป

ดาวทำงานเบื้องหลังในวงการทีวีมา 15 ปี เห็นเลยว่าโลกเปลี่ยนไปเยอะ คำว่า Mass Media ไม่มีอีกต่อไป เดี๋ยวนี้ทุกคนมาเป็นสื่อ เพราะฉะนั้น ในเชิงผู้ผลิตยากขึ้น เพราะตัวคอนเทนต์ต้องเร็ว ทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์ ไม่ต้องพูดถึงไลน์ ยูทูบ สตรีมมิง เราก็ต้องปรับตัวให้ทัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องบาลานซ์ชีวิต โดยเอาธรรมะเข้าช่วย”


ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันหน้าเข้าหาธรรมะ ดาวบอกว่า ต้องเริ่มจากเชื่อก่อน “ธรรมะเป็นเรื่องที่ต้องค้นพบเอง ฟังเหมือนเวอร์แต่ไม่เวอร์ ดาวเป็นคนชอบสวดมนต์แต่ไม่เคยนั่งสมาธิ จนได้ลองจริงจังแล้วรู้สึกว่าดี เลยค่อยๆ ฝึก เข้าใจไปเรื่อยๆ ดาวว่าคนเราก็เหมือนแบตเตอรี่เวลาแบตฯ จะหมด พอชาร์จแล้วแรงมา ธรรมะช่วยให้เราเหมือนได้เอาขยะ ปัญหาในใจออกไปทิ้ง เข้าใจธรรมชาติของชีวิตมากขึ้น

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยโกรธใคร เพราะจะพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่าย ซึ่งดาวเพิ่งเริ่มทำมา 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ดาวไม่ใช่สายที่ต้องไปอยู่วัด เราอยู่บ้านทำเองได้ วันไหนงานเยอะ เรามีเวลาว่างนิดเดียว ก็นั่งนิ่งๆ กำหนดลมหายใจ สะสมพลัง จำได้เลยมีวันหนึ่งดาวขึ้นมาบนห้อง พี่เอตามขึ้นมานึกว่าเข้ามานั่งลองชุด ดาวบอกไม่ใช่ มาทำสมาธิ เพราะไม่อย่างนั้นเราจะหงุดหงิดไปกับทุกเรื่อง กับทุกคน ดาวว่าพอเราทำไปเรื่อยๆ มันเหมือนเรากำลังเก็บแต้ม ถ้าเจอมารแล้วเราอดทนได้ก็เหมือนชนะไปอีกด่าน”

ในฐานะที่เป็นคุณแม่คนเก่งของลูกทั้งสอง น้องดณ กับน้องภพ จึงต้องขอให้อัปเดตถึงวิธีการเลี้ยงลูกกันสักหน่อย

“ดาวเชื่อว่าเด็กที่ดีต้องเกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับเขา กอดเขาในวันที่เขาต้องการ เชื่อไหมว่าดาวไม่เคยดุลูกในวันที่เขาร้องไห้ ต่อให้วันนั้นเขาจะทำผิดก็ตาม ดาวเลือกที่จะให้เขาผ่านช่วงเวลาแย่ๆ นั้นไปก่อน รอจังหวะแล้วค่อยคุย หรืออย่างการสอนลูก ตั้งแต่เล็กดาวไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยการเล่านิทาน แต่สอนเขาจากการเล่าเรื่องจริง เขาจะดูละคร ดาวก็ให้ดู แล้วสอนทุกอย่างอยู่ที่เรา เรากรูมมิ่งเขามาแบบไหนเขาก็คิดแบบนั้น ตั้งแต่เด็กดาวพาลูกเข้านอนเกือบทุกวัน ให้ความรักด้วยการกอดและหอม จนตอนนี้ลูกคนโตอายุ 18 ปี ไปไหนด้วยกันลูกก็ยังจูงมือ หรือเข้ามากอดแม่ได้โดยที่เขาไม่เขิน”

ดาวยังบอกด้วยว่า พูดถึงเรื่องลูกกับธรรมะ ทำให้ดาวนึกถึงสัจธรรมของชีวิต อย่าง ความตาย “ดาวหันมาดูแลตัวเองก็จริง แต่เราก็เริ่มทบทวนเกี่ยวกับความตายว่า ถ้าเราจะตายเราจะทำอย่างไร เราคิดตั้งแต่วันนี้คิดให้ชิน เพราะเมื่อไหร่ที่เราชิน สิ่งนั้นจะกลายเป็นธรรมดา ที่สำคัญ เมื่อถึงวันที่เราไป เราจะไม่ต้องห่วง ตอนนี้สิ่งที่ห่วงคือ ลูกชาย อย่าง คนโต ถามว่าหวงไหมถ้าเขามีแฟน เราไม่หวงนะ แต่เขาต้องรู้จักเลือกคนที่จะมาเป็นคู่ครอง ดาวไม่ได้มีเช็กลิสต์ตายตัว แต่พยายามสอนให้เขาคิด และดูตัวอย่างของผู้ชายที่ได้ภรรยาดีสนับสนุน ส่วนคนเล็กเขายังเด็กมาก

จะว่าไป ลูกสองคนไม่เหมือนกันเลย แต่เขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวซึ่งกันและกันในการทำงาน คนเล็กช่างสังเกต มาสายดนตรี ส่วนคนโตมาสายกีฬา ตอนนี้กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย กำลังเลือกว่าจะเรียนในไทยหรือต่างประเทศ เพราะส่วนตัวดาวมองว่าเรียนที่ไหนก็ไม่สำคัญ แต่ให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว อย่างตอนนี้เขาสอบได้มหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกาแล้ว แต่ถ้าต้องไป ก็ต้องไป และยังห่างจากแม่และน้องที่ยังเล็กอีก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เขาต้องตัดสินใจเอง”

ชวนคุยเรื่องการบาลานซ์ชีวิตมาหอมปากหอมคอ มาถึงความสุขที่มีแฟชั่นเป็นตัวขับเคลื่อน ดาวทิ้งท้าย “ดาวเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบซื้อเสื้อผ้า ดาวไม่ใช่คนชอบซื้อเพชร รองเท้า กระเป๋าไม่เยอะ เราแต่งโล่งๆ ไม่ใส่สร้อย เข็มขัด เพชร เราซื้อเสื้อผ้าเรื่อยๆ เหมือนคนชอบสะสมงานศิลปะ ดาวมองว่าเสื้อผ้าเป็นงานศิลปะ บางลุคดีไซเนอร์เขาคิดได้อย่างไร ซื้อมาก็ไม่ได้ใส่ เก็บไว้ แค่ได้ดูก็มีความสุข ถ้ามีใครบอกให้ไปลงทุนอย่างอื่น เราคงไม่ เพราะเรารู้สึกว่าเราชอบใส่เสื้อผ้า ต่อให้ในอนาคตไม่มีลูกสาวไม่เป็นไร เราก็แบ่งให้น้องๆ หรือว่าที่ลูกสะใภ้ก็ได้” ดาวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี


กำลังโหลดความคิดเห็น...