xs
xsm
sm
md
lg

“รวมพล โรจนกิจ” แฟชั่นไอคอนตัวแรงแซ่บเบอร์สุด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


วันนี้มีความสุดในทุกๆ ด้าน จี๊ดสุด! ทั้งเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม จี๊ดสุดทั้งเรื่องชอปปิ้ง และยังจี๊ดสุดในเรื่องการทำงานกับการทำแบรนด์ที่วัยรุ่นยุค 90 เดินสยามทุกคน ต้องรู้จักกับแบรนด์ “Happy Berry” ซึ่งคนที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คือ “โจ้-รวมพล โรจนกิจ” หรือที่หลายคนอาจคุ้นในนิกเนมว่า “โจ้ Happy Berry”

โจ้-รวมพล หนึ่งในหุ้นส่วนคนสำคัญ ผู้ก่อร่างสร้างแบรนด์ Happy Berry แบรนด์เสื้อผ้า กระเป๋าและเครื่องประดับที่มีความสนุกและคาแรกเตอร์จี๊ดๆ อยู่ในตัว แบรนด์ที่เกิดขึ้นจากการร่วมงานกันของเพื่อน 3 คน ที่มีความชอบและสไตล์คล้ายกัน โดยทั้ง 3 คนนี้เรียกได้ว่า เป็นกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาทำแบรนด์ของตัวเอง และกล้าที่จะใส่ชุดนักศึกษาไปนั่งขายของอยู่ในกลางเมือง อย่าง ย่านสยามสแควร์ กระทั่งวันนี้ผ่านมาแล้ว 20 ปี แบรนด์นี้ยังคงสร้างสีสันให้กับวงการแฟชั่นบ้านเรา


“Happy Berry เป็นแบรนด์ที่ปลุกปั้นกันเองมากับมือ เริ่มจากพวกเราเรียนที่จุฬาฯ คณะครุศาสตร์ศิลปะ เอกออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตอนปี 2 วิชาแฟชั่นอินดัสตรี อาจารย์ให้รวมกลุ่มกันออกแบบกระเป๋า ตอนนั้นเราทำเป็นกระเป๋าพลาสติกจากบับเบิลกันกระแทก มาเย็บเป็นกระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าสะพาย พอส่งงานเสร็จ พวกเราก็เอามาใช้ถือกัน แล้วคณะนิเทศฯ ที่อยู่ข้างๆ เห็นเข้าก็เลยขอให้ทำให้บ้าง พอเดินไปเรียนแถวคณะอื่น คณะอื่นเห็นก็ขอให้ทำให้อีก ก็เลยเริ่มคุยกันว่างั้นเราทำขายมั้ย?

เริ่มจากการที่เราทำแล้วฝากขายที่ร้าน Landmee ที่จตุจักรก่อน จากนั้นก็ทำแบบอื่นเพิ่มขึ้น แล้วจึงเริ่มตั้งชื่อแบรนด์ “Happy Berry” เริ่มจากเช่าแผงที่สยามสแควร์ จนเป็น 1 คูหา ยุคนั้นสยามสแควร์เฟื่องฟูมาก ค่าเช่าที่แพงมาก จากนั้นเริ่มขยายขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ มีผลิตภัณฑ์เยอะมาก แล้วก็นำเข้าตุ๊กตาบลาย ตุ๊กตาเฟอร์บี้ด้วย แต่ด้วยความที่เรียนศิลปะมาเราก็มาตกแต่งเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้ดูแปลกแตกต่างจากของคนอื่น จึงทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น”

คอนเซ็ปต์ของ Happy Berry ที่เราคุ้นเคยนั้นก็คือ สีชมพูสดใส สีที่มาจากความชอบที่เหมือนกันของหุ้นส่วนทุกคน ทั้งการตกแต่งร้าน สไตล์ของสินค้า การจัดดิสเพลย์ ทุกอย่างล้วนมาจากความชอบ

“Happy Berry คือการรวมความชอบทุกอย่างของเรา เป็นแนวสตรีท สนุกๆ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัย เพราะตอนนี้เราก็เริ่มจะหลักสี่กันแล้ว (หัวเราะ) แต่ไม่หลุดธีมจากสีชมพูเหมือนเดิม แล้วก็เป็นไปตามเทรนด์แฟชั่นด้วย ทุกวันนี้เน้นเรื่องของการขายออนไลน์มากขึ้น ต้องปรับตัวตามตลาดเมืองไทย แต่ยังหยุดครีเอทผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

การที่เข้าสู่ยุคออนไลน์ เหมือนไฟในการทำงานเรากลับมาใหม่อีกครั้ง เพราะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรื่องของแฟชั่นก็กลับมาในแนวที่เราถนัด neon is new back ยังก็มีกระเป๋าเสื้อผ้าเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือคุณภาพที่เปลี่ยนจากเดิม ด้วยความที่เราใช้แบรนด์เนมมาบ้างก็จะเข้าใจถึงคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ และสิ่งสำคัญก็คือ ความสนุก บางทีเราอาจแต่งตัวเรียบๆ ง่ายๆ แต่กระเป๋าอาจจะอยากใช้ใบที่มีความสนุกๆ ซ่อนอยู่

ตอนนี้ที่ฮิตมากก็คือ ถุงรักษ์โลกเคลือบพลาสติก เรานำถุงกระดาษแบรนด์ถุงเดิมที่เรามีอยู่มาทำให้มีมูลค่าขึ้นมา ด้วยการเคลือบพลาสติก เป็นแฟชั่นแนวสตรีทที่กำลังเป็นที่นิยม และโปรเจกต์ที่เพิ่งผ่านไปที่เราภูมิใจมากคือ การนำโปสเตอร์มาทำเป็นกระเป๋าเคลือบให้กับการเปิดตัวซิงเกิลใหม่ของ “ดัง-พันกร บุณยะจินดา”

สนุกกับเรื่องสไตล์ของแบรนด์ Happy Berry ที่เรียกว่าเป็นตัวตนของคุณโจ้แล้ว ยิ่งได้มาเจาะลึกเรื่องสไตล์ส่วนตัวของเขา ก็พอจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า สิ่งนี้แหละเรียกว่าการหลอมรวมตัวตนของเขากับแบรนด์ที่ทำ

“สไตล์ส่วนตัวของเราแซ่บสุดตั้งแต่เด็ก เป็นอย่างนี้ตั้งแต่วัยรุ่น ขีดสุดของคำว่าแฟชั่นแค่ไหน แซ่บได้แค่ไหน เราก็แซ่บสุด ชอบแต่งตัวเน้นสีสัน ไม่เยอะชิ้น ไม่ต้องมีเลเยอร์ซับซ้อน เสื้อตัว กางเกงตัว อาจจะมีหมวกหรือผ้าโพกผมนิดหน่อย ไม่ต้องใส่เครื่องประดับ ส่วนตัวจะไม่ค่อยมิกซ์แอนด์แมตช์ ชอบแต่งตามรันเวย์ลุคที่เขาจัดมามากกว่า เพียงแต่เสริม รองเท้า กระเป๋า เข้าไปให้สนุกในแบบของเรา ส่วนเรื่องนิสัยการชอปปิ้งก็สุดเหมือนการแต่งตัวนะ (หัวเราะ) ต้องบอกว่าหนักอยู่ ชอปปิ้งตามวัยวุฒิ เดี๋ยวนี้ชอบซื้อของในเมืองไทย เพราะเราได้รับการบริการที่ดีจากหลายๆ แบรนด์”

จากความชอบและการรู้จักตัวเองสู่การทำในสิ่งที่รัก ยิ่งเปรียบเสมือนการสร้างตัวตนในแบบที่เป็นตัวเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ท้ายนี้แฟชั่นไอคอนตัวจี๊ด ยังได้ฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากลองค้นหาตัวเอง เดินให้ถูกทางในสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุขไว้ว่า

“รู้ตัวตั้งแต่เด็กว่าอาชีพที่อยากจะเป็นคือดีไซเนอร์ ทุกวันนี้ก็เป็นครีเอทีฟดีไซเนอร์แล้วก็นำความรู้ที่เรียนปริญญาโท ด้านโปรดักต์ดีเวลล็อปเมนต์ มาลิงค์กันโดยอัตโนมัติ ผสมกันทั้งสองอาชีพ เลยออกมาเป็นเราทุกวันนี้ ทุกอย่างที่แต่งตัวออกมา ทุกอย่างที่ใช้คือทุกสิ่งที่ชอบ สำหรับคนรุ่นใหม่ลองค้นหาตัวตนให้เจอ ทั้งความชอบและความสุข เราก็สามารถใช้ชีวิตแบบสุดๆ ของเราได้”





กำลังโหลดความคิดเห็น...