xs
xsm
sm
md
lg

เปิดหัวใจ “สายสม วงศาสุลักษณ์” ฮีโร่หญิงของเด็กน้อยผู้ด้อยโอกาส

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หากในจักรวาลมาร์เวลมีซูเปอร์ฮีโร่หญิงคือ แครอล แดนเวอร์ส หรือ กัปตันมาร์เวล ในฐานะคอหนังซูเปอร์ฮีโร่ตัวจริงเสียงจริง อย่าง สายสม วงศาสุลักษณ์ เธอก็หวังจะสวมบทฮีโร่ในชีวิตจริง เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสในสังคมได้กลับมามีรอยยิ้มและอนาคตที่สดใสอีกครั้ง

ในวัย 62 ปี สายสมยังไม่เกษียณจากงานที่รัก ในทางกลับกันเธอยังดูสดใส แข็งแรง และมีแพสชันในสิ่งที่ทำอย่างเปี่ยมล้น ขณะที่ ค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องราวการทำงานเพื่อสังคมตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ด้วยแววตาที่เปล่งประกายไปด้วยความมุ่งมั่น และน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความตั้งใจ งานนี้อินขนาดไหนไม่รู้ รู้แต่บางช่วงบางตอนขณะถ่ายทอดเรื่องราวการทำงาน เธอก็แอบมีน้ำตารื้นๆ เพราะอดเห็นอกเห็นใจในชีวิตที่เลือกไม่ได้ ของเหล่าเด็กน้อยผู้ด้อยโอกาสที่ไปพบไม่ได้

ปัจจุบัน นอกจากสายสมจะถวายงานเป็นกรรมการและเลขานุการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ยังรับหน้าที่ขับเคลื่อน 4 หน่วยงานหลัก ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เป็นผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเฉลิมโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งนักเรียนล้วนแต่เป็นเด็กหญิงกำพร้าที่บิดามารดาเสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู รวมถึงเด็กด้อยโอกาสจากทุกจังหวัด พร้อมกันนี้ ยังเป็นประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระราชินูปถัมภ์ และเป็นประธานกรรมการฝ่ายหารายได้ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมถึงบทบาทคณะกรรมการฝ่ายๆ ต่างให้กับอีกหลายมูลนิธิ


“ตั้งแต่เรียนจบมา ก็เริ่มทำงานเพื่อสังคมเลย จริงๆ ต้องเรียกว่าทำมาตั้งแต่สมัยเรียนด้วยซ้ำ คิดดูว่าอายุแค่ 17 ปีก็จัดงานคอนเสิร์ตการกุศลที่โรงเรียน เพื่อหารายได้ซื้อเครื่องกรองน้ำเข้าโรงเรียนแล้ว เพราะเห็นว่าแทงค์น้ำเก่าที่โรงเรียนใช้อยู่เป็นสนิม” สายสมย้อนวันวานอย่างอารมณ์ดี ก่อนเสริมว่า “เราเป็นเด็กสายวิทย์ที่ชอบทำกิจกรรม เป็นหัวหน้าห้องตั้งแต่อนุบาลยันจบปริญญาโท (หัวเราะ) พอเรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารก็แต่งงาน แล้วก็เริ่มทำงานเพื่อสังคมเต็มตัวมาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งต้องถือว่าโชคดีเพราะสามีสนับสนุนการทำงานตรงนี้ จนพอมีลูกสาวสามคนก็ยังโชคดีที่ลูกดีหมด ทำให้ไม่ต้องกังวล ยังสามารถทำงานเพื่อสังคมได้เต็มร้อย” สายสมเล่าไปยิ้มไป

ตลอดการทำงานเพื่อสังคมที่ผ่านมา สายสมยอมรับว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทำให้เธอมักพูดติดตลกว่า “หลายคนบอกว่าเราเป็นคนมีบุญเลยได้ทำงานนี้ แต่บางทีก็แอบคิดอาจจะมีกรรมก็ได้นะ เพราะทำมา 45 ปี ไม่เคยได้มีวันพัก (หัวเราะ) แต่อย่างที่บอกว่า โชคดีที่สามีเข้าใจ ครอบครัวมีฐานะพอจะสนับสนุนให้ทำงานตรงนี้ ลูกๆ ก็เป็นเด็กดี เชื่อมั้ยว่า เห็นลุคเราแบบนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นคุณแม่ที่ขี้บ่น แต่จริงๆ แล้วกับลูกๆ เราพูดน้อยมาก แถมไม่มีเวลาให้เขาเยอะ เพราะฉะนั้น ถ้าไปถามลูกเราเขาจะพูดตรงกันเลยว่า คุณแม่ไม่เคยดุ แต่สำหรับคุณแม่ไม่มีคำว่าไม่ได้ (หัวเราะ) ครั้งหนึ่งยังเคยได้ยินลูกสาวคนโตสอนน้องว่า เกิดเป็นลูกคุณแม่ต้อง Self service คือดูแลตัวเอง อ่อนวิชาไหนต้องไปหาติว ดูแลตัวเอง (หัวเราะ) ซึ่งเราก็เห็นด้วยนะเพราะเชื่อว่าการเลี้ยงลูกแบบไม่สปอย จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง” สายสมสวมหัวใจแม่เล่าอย่างออกรส ซึ่งมาถึงวันนี้เธอก็พิสูจน์แล้วว่า จริง เพราะลูกๆ ทั้งสามคนไม่ทำให้ผิดหวัง ร่ำเรียนจนเป็นดอกเตอร์หญิงถึง 2 คน ส่วนอีกคนก็ไม่น้อยหน้า เป็นเภสัชกรหญิงที่คุณแม่ภูมิใจ

เล่าถึงบทบาทคุณแม่ในชีวิตจริงไปแล้ว มาถึงบทบาทคุณแม่ของลูกๆ อีกนับพันชีวิตบ้าง

“ทุกวันนี้เรามีโรงเรียนเฉลิมโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ อยู่ที่ลำพูน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งจัดกิจกรรม “Back To School จุนเจือ เพื่อน้อง” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาได้รับรู้ว่า โรงเรียนกำลังขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างหนัก สำหรับนำมาเป็นค่าใช้จ่ายให้กับนักเรียนที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี จากเดิมที่มีแค่ 350 คน เพิ่มเป็น 415 คนในปีที่แล้ว และปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 450 คน ประกอบกับทุกปี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ จะเสด็จเป็นองค์ประธานในงานกาล่าดินเนอร์การกุศลก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ เป็นประจำ เพื่อหารายได้เป็นค่าอาหารและค่าอุปกรณ์การเรียน การสอนแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนเฉลิมโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ แต่เนื่องจากปีนี้พระองค์ทรงประชวร เราจึงต้องจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากการระดมทุน สายสมเผยว่า การบริหารโรงเรียนอย่างใกล้ชิดก็เป็นหัวใจสำคัญ “เราต้องเดินทางไปโรงเรียนตลอด เพื่อติดตามการดำเนินงาน สิ่งที่เราบอกกับเด็กๆ ที่โรงเรียนเสมอว่า เราเป็นคุณแม่ที่ใช้ชีวิตอยู่กับลูกๆ ที่นี่มากกว่าลูกๆ ที่บ้านอีก แต่เราไม่เสียใจ เพราะอยากมอบอนาคตที่ดีให้กับพวกเขา ซึ่งเด็กๆ ที่จบ ม. 6 จากโรงเรียนเราหลายคนก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ ขณะที่ ลูกๆ ของเราทั้งสาม ถึงจะไม่ได้ทำงานเพื่อสังคมแบบเรา แต่เขาก็เข้าใจ เพราะอธิบายให้เห็นภาพตั้งแต่เด็กว่า ในขณะที่ ลูกสามคนมีทุกอย่างพร้อมหมดไม่ขาด ถ้าคุณแม่อยู่บ้านก็จะอบรมเด็กที่มีครบทุกอย่างได้เพียง 3 คน แต่ถ้าคุณแม่ออกไปข้างนอก จะช่วยเด็กได้เป็นร้อยเป็นพันที่ไม่มีอะไรเลย ให้เขาจะมีอนาคต เป็นคนโดยสมบูรณ์”

หากมองย้อนกลับไป ถึงเส้นทางที่มุ่งมั่นมาตลอดชีวิต สายสมยิ้มรับกับความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้จากเส้นทางที่เลือก “หลายคนบอกว่ากรรมตามทัน แต่เรากลับมองว่าบุญก็ตามทันเช่นกัน เราคิดเสมอว่า การที่เราได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสให้มีชีวิตดีขึ้น เราก็เหมือนได้บุญ ได้ความสุขกลับมา ทำให้เรายังหน้าตาที่อิ่มเอิบ มีสุขภาพที่แข็งแรง ถึงจะน้ำหนัก 96 กก. แต่ไม่มีโรคถามหาเลย”

ถ้าถามว่าเคยท้อหรือคิดอยากจะหยุดบทบาทที่ทำอยู่หรือไม่ สายสมตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่า “เคย” ก่อนจะทิ้งจังหวะให้ความเงียบครอบงำ และขยายความต่อว่า

“ด้วยฐานะครอบครัว เราจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร วันๆ ไปซื้อเพชร ดูหนัง ไปต่างประเทศก็ได้ แต่เราเลือกที่จะทำงานนี้ ซึ่งยิ่งดูแลหลายมูลนิธิ เวลาว่าง วันหยุดก็แทบไม่มี ทริปต่างประเทศ 2-3 ปีมานี้ แทบไม่ได้ไปเลย ฉะนั้น ถ้าถามว่าเคยท้อมั้ย ถ้าตอบว่าไม่คงโกหก แต่ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนที่ยังแคร์กับการที่มีคนอิจฉา นินทา มองว่าเราทำงานตรงนี้เพื่อมาหาผลประโยชน์ ทำเพราะอยากได้หน้า อยากเป็นคุณหญิง จนทำให้ทุกข์ แต่หลังจากมีรุ่นพี่คนหนึ่งชี้ทางสว่างว่า คนในสังคมที่เรารู้จัก 100 คน จะให้ชอบเรา 100 คนเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าชอบเรา 70-80 คนก็ถือว่าโอเค คนเรานานาจิตตัง ถ้ามุ่งมั่นทำความดี ทองแท้ไม่ต้องกลัวไฟ เราคิดแบบนั้นมาตลอด และจนมาถึงวันนี้ เราก็พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่เพียงคนที่คิดร้ายทำลายเราไม่ได้ แต่ความมุ่งมั่นที่จะทำความดีของเรา ยังทำให้เราประสบความสำเร็จในทุกโปรเจกต์ที่ทำ ดั่งคำผู้ใหญ่ที่ว่า “ไม่มีมาร บารมีไม่แก่กล้า””

มาถึงคำถามที่ยากทั้งคนถามและคนตอบ นั่นคือคิดจะปลดเกษียณตัวเองบ้างหรือไม่ สายลมโปรยยิ้มก่อนตอบว่า

“ปีนี้เราอายุ 62 ปีแล้ว ลูกก็ถามว่าไหนแม่ว่าอายุ 60 จะหยุดทุกอย่าง แต่ปรากฏว่างานเยอะขึ้น ไม่มีเวลามากกว่าเดิม แต่ก่อนยังได้ไปต่างประเทศกับครอบครัวปีละครั้ง แต่ 3 ปีมานี้ไม่ได้ไปเลย ที่ผ่านมา สามี ลูก หรือแม้แต่ตัวเรา ก็ยังถามตัวเองว่าจะทำไปถึงเมื่อไหร่ ซึ่งถ้าตอบให้ลูกสบายใจ ก็อาจจะตอบว่าอายุ 70 ปี แต่ถ้าตอบตัวเองก็คงตลอดไป เพราะเราคิดเสมอว่า เราโชคดีที่เกิดมาเป็นคน แถมยังเกิดมาในครอบครัวที่พร้อม มีฐานะ มีสามีและลูกที่ดี มีชื่อเสียง เพราะฉะนั้น เราน่าจะใช้เวลาทั้งหมดที่ยังมีลมหายใจ ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น จากสมัยเป็นเด็ก เราอาจจะแบ่งปันตามกำลังทรัพย์ที่มี เพื่อช่วยเหลือคนได้จำนวนหนึ่ง แต่วันนี้เราช่วยเหลือคนได้เป็นพันๆ ถือว่าโชคดีไม่เสียชาติเกิด และหากยังมีแรงทำไหว ก็ขอทำงานตรงนี้จนลมหายใจสุดท้าย

สุดท้ายนี้ หลังจากอิ่มเอมไปกับความมุ่งมั่นของสายลม ผู้หญิงอารมณ์ดี ที่รักในการให้ พอถามกลับว่า แล้วใครคือฮีโร่ในใจเธอ สายสมตอบชัดด้วยแววตาเป็นประกายอีกครั้งว่า “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

“พระองค์ท่านทรงทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นเสมอ อย่างที่เคยรับสั่งว่า มีเพียง 2 สิ่งที่พระองค์ทำเพื่อตัวเองคือ การเรียนหนังสือและการเสวย สิ่งที่เราทำวันนี้ เปรียบเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวธุลีของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เหนื่อยหรือท้อ จะนึกถึงพระองค์ท่านที่ทรงงานและทุ่มเทพระวรกายเพื่อคนไทย” สายสมทิ้งท้ายอย่างลึกซึ้ง


กำลังโหลดความคิดเห็น...