xs
xsm
sm
md
lg

“อกนิษฐ์ วิเชียรเจริญ” เอ็มซีหนุ่มเนื้อหอมแห่งยุค

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


วันนี้ มาทำความรู้จักเอ็มซีหนุ่มมาดขรึม “เอ็ด-อกนิษฐ์ วิเชียรเจริญ” ที่สลัดมาดจริงจัง เวลาอยู่บนเวทีทำหน้าที่พิธีกรงานอีเวนต์ ที่ระยะหลังเริ่มเห็นหน้าค่าตาบ่อยขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งเอ็มซีคิวทองที่กำลังเนื้อหอม เพราะไม่ได้มีดีแค่หน้าตาแต่ยังมาพร้อมความสามารถครบเครื่อง ทั้งเรื่องภาษาและการจับประเด็น เอ็ดบ่มเพาะประสบการณ์จากการเป็นนักข่าวภาคสนาม ไต่เต้าสู่การเป็นผู้ประกาศข่าวและพิธีกร อาชีพที่เขาสารภาพว่าตกหลุมรักเข้าเต็มเปา

“ผมรู้สึกโชคดีเสมอที่ได้ทำงานที่ชอบ และตั้งใจทำทุกงานให้ออกมาดีที่สุด” นี่คือคำพูดที่เอ็ดย้ำหลายครั้ง เพื่อบอกความรู้สึกในใจที่มีต่ออาชีพพิธีกรงานอีเวนต์ แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนมาสายตรง ไม่ได้มีความฝันแต่เด็กว่าจะมาทำงานตรงนี้ แต่พอได้มาทำกลับฟินจนวาดภาพอนาคตตัวเองไกลๆ ว่า ตราบที่ลูกค้ายังให้ความไว้วางใจ ก็จะขอจับไมค์ทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ

หลังจบ ป.6 จากโรงเรียนจิตรลดา คุณพ่อคุณแม่มีแผนจะส่งลูกชายไปเรียนต่อต่างประเทศ จึงปูพื้นฐานด้านภาษาด้วยการให้ไปเข้าโรงเรียนนานาชาตินิสท์ (NIST International school) 2 ปี ก่อนจะลัดฟ้าไปเข้าโรงเรียนประจำ “นอร์ธฟีลด์ เมานต์ เออร์มอน” (Northfield Mount Hermon) และสอบเข้าเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่ “วิลเลียมส์ คอลเลจ” (Williams College) สหรัฐอเมริกา

“ช่วงที่เรียนโรงเรียนประจำ เขาจะบังคับให้นักเรียนต่างชาติเรียนภาษาที่สองนอกจากภาษาอังกฤษ ด้วยความที่คุณตาผมท่านเคยใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์และพูดภาษาฝรั่งเศสได้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเลือกเรียนภาษาฝรั่งเศสตั้งแต่ตอนนั้น จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ สำหรับผมภาษาฝรั่งเศสก็เป็นภาษาที่สองจริงๆ เพราะภาษาไทยกับภาษาอังกฤษผมใช้ได้ดีพอๆ กัน เพราะผมชัดเจนกับตัวเองมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า ถึงจะไปเรียนต่างประเทศ แต่ยังฝึกพูดและใช้ภาษาไทยมาตลอด ผมไม่อยากเป็นเด็กไทยที่ไปเรียนต่างประเทศแล้วกลับมาพูดภาษาไทยไม่ชัด คิดคำไทยไม่ออก ต้องพูดไทยคำอังกฤษคำ” เอ็ดเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มก่อนเสริมถึงเหตุผลที่เด็กเนิร์ด เรียนดี รักในภาษาอย่างเขา เลือกเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์

“ผมไม่ได้มีอาชีพในฝันว่า เรียนจบแล้วอยากจะทำอะไร ช่วงที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ผมคิดแต่ว่าเรียนกว้างๆ ไว้ก่อน แต่พอได้ไปฝึกงานเป็นนักวิจัยที่ธนาคารโลก (World Bank) ผมถึงได้รู้ว่า นี่อาจจะไม่ใช่สายงานที่ผมชอบ พอเรียนจบผมเลยเลือกที่จะกลับเมืองไทย และเริ่มต้นงานแรกด้วยการเป็นผู้ประกาศข่าววิทยุ ภาคภาษาอังกฤษ”

ถามว่าทำไมเลือก “นักข่าว” เป็นอาชีพแรก เขาตอบด้วยแววตาเป็นประกายว่า “อย่างที่บอกว่าตอนเรียนปริญญาตรี ผมก็เลือกสายวิชาที่เป็นความรู้กว้างๆ พอเลือกทำงาน ผมก็อยากทำงานที่ได้เรียนรู้ เปิดโลกทัศน์ ผมเริ่มจากการเป็นผู้ประกาศข่าวทางวิทยุ ได้ฝึกแปลข่าว เขียนข่าว จากนั้นก็ขยับมาทำเป็นนักข่าวทีวี ได้ลงพื้นที่จริงไปทำสกู๊ป ออกหน้าจอรายงานข่าวที่ผมไปหาเอง เขียนเอง แล้วก็มาช่วยช่างภาพตัดต่อ ไม่ว่าในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ไปหมด ได้เข้าใจกระบวนการทำงาน กว่าจะเป็นข่าว 1 ชิ้น จนตอนหลังมีโอกาสขยับขึ้นมาเป็นผู้ประกาศข่าว”


ตลอดเวลาที่ได้โลดแล่นในฐานะนกน้อยในไร่ส้ม เอ็ดนิยามว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่มีความสุขมาก เพราะชอบงานที่ได้สื่อสาร สัมภาษณ์ เรียนรู้จากสิ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง แล้วนำมาถ่ายทอด ที่สำคัญยังพาให้เขามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เมื่อเริ่มตอบตัวเองได้ว่าอาชีพในฝันคืออะไร

จากนักข่าวหน้าจอที่ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และเปิดรับทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา ด้วยมาดสุขุม ดูสมาร์ท บวกกับการพูดจาที่ฉะฉาน ทำให้เอ็ดเริ่มได้รับการทาบทามให้ไปเป็นพิธีกรในรายการโทรทัศน์ รวมถึงพิธีกรงานอีเวนต์ เริ่มจากงานการกุศล ที่ขอแรงไปช่วยด้วยใจไม่ได้มีค่าตอบแทน แต่เขาก็ทำ เพราะถือเป็นการสั่งสมชั่วโมงบิน

“ผมเรียกว่าเป็นการสะสมแต้มบุญ (หัวเราะ) เพราะทำมาเรื่อยๆ ก็เริ่มเกิดการบอกต่อปากต่อปาก ได้รับโอกาสให้มาทำงานพิธีกรอีเวนต์มากขึ้น จน 2 ปีที่ผ่านมา ผมมาทำงานตรงนี้เต็มตัว เพราะมองว่าเป็นงานที่ถนัดและทำได้ค่อนข้างดี จากมือสมัครเล่นตอนนี้ได้รับความไว้วางใจ มีคิวงานเข้ามาตลอด พอยิ่งได้ทำ ยิ่งมองว่างานนี้เป็นงานที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร นอกจากในแง่เนื้องานจะท้าทาย ไม่มีงานไหนเหมือนกัน ต่อให้เตรียมพร้อมมาดีแค่ไหนก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ดี ทำให้ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีแล้วเดินลงมา ผมจะถามตัวเองเสมอว่า “เราจะพัฒนาตัวเองให้ดีกว่านี้อย่างไร หรือถ้าครั้งหน้าเจอสถานการณ์แบบนี้ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร สำหรับผมทุกงานที่ได้ทำ คือความสนุกที่ได้เก็บประสบการณ์มาใช้พัฒนาตัวเองตลอดเวลา”

“ผมเรียกว่าเป็นการสะสมแต้มบุญ (หัวเราะ) เพราะทำมาเรื่อยๆ ก็เริ่มเกิดการบอกต่อปากต่อปาก ได้รับโอกาสให้มาทำงานพิธีกรอีเวนต์มากขึ้น จน 2 ปีที่ผ่านมา ผมมาทำงานตรงนี้เต็มตัว เพราะมองว่าเป็นงานที่ถนัดและทำได้ค่อนข้างดี จากมือสมัครเล่นตอนนี้ได้รับความไว้วางใจ มีคิวงานเข้ามาตลอด พอยิ่งได้ทำ ยิ่งมองว่างานนี้เป็นงานที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร นอกจากในแง่เนื้องานจะท้าทาย ไม่มีงานไหนเหมือนกัน ต่อให้เตรียมพร้อมมาดีแค่ไหนก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ดี ทำให้ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีแล้วเดินลงมา ผมจะถามตัวเองเสมอว่า “เราจะพัฒนาตัวเองให้ดีกว่านี้อย่างไร หรือถ้าครั้งหน้าเจอสถานการณ์แบบนี้ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร สำหรับผมทุกงานที่ได้ทำ คือความสนุกที่ได้เก็บประสบการณ์มาใช้พัฒนาตัวเองตลอดเวลา”

อย่างไรก็ตาม แม้การลาออกจากงานประจำ มารับงานนี้ อาจจะดูไม่มั่นคงในสายตาหลายคน แต่เขากลับมองว่า งานฟรีแลนซ์คาดเดาได้ยากก็จริง บางช่วงอาจจะไม่มีงานเลย แต่บางวันก็อาจจะแน่น “ผมเคยรับสูงสุดวันละ 3-4 งาน เรียกว่าต้องนั่งมอเตอร์ไซค์จากงานแรกไปอีกงาน ผมก็ทำ เพราะมีความสุข”


ถามถึงบทเรียนราคาแพงที่เคยได้เรียนรู้จากการทำงานพิธีกรอีเวนต์ ที่ผิดพลาดไปแล้วไม่มีเทกหรือตัดเข้าโฆษณา เอ็ดคลี่ยิ้มก่อนตอบว่า “พิธีกรทุกคนต้องเคยพูดผิด หรือมีความผิดพลาด เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พิธีกรต้องสื่อสารใจความสำคัญหลักของงาน หรือของลูกค้าออกมาได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง มีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ และห้ามอ่านชื่อหรือตำแหน่งของลูกค้าผิดเด็ดขาด ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เล็กๆ น้อย ถ้าจะพลาดบ้างด้วยปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ ผมมองว่าเป็นเรื่องของทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า”

ในฐานะที่ผ่านงานพิธีกรมาหลากหลาย ตั้งแต่งานสัมมนา งานของหน่วยงานภาครัฐ งานเปิดตัวสินค้า หรือแม้แต่งานที่ต้องโกอินเตอร์ก็ทำมาแล้ว ถ้าให้พูดถึงงานที่รู้สึกภาคภูมิใจที่สุดที่มีโอกาสได้ทำ เขายกให้งาน Thai Night ที่ Cannes Film Festival ซึ่งเขาได้รับความไว้วางใจจากกรมส่งเสริมการค้ามาต่อเนื่องถึง 5 ปีเต็ม

สำหรับเป้าหมายจากนี้ นอกจากจะออกตัวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า รักและยังสนุกกับการทำงานพิธีกรอีเวนต์จนถอนตัวไม่ขึ้น และอยากทำไปเรื่อยๆ เขายังกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า “การได้มาเป็นพิธีกรเต็มตัว เหมือนเป็นความโชคดีที่ได้พบสิ่งที่เรารัก ทำแล้วมีความสุข ผมไม่ได้อยากดัง หรืออยากเก่งเป็นเบอร์ 1 ของวงการนี้ แค่รู้สึกว่าได้ทำงานที่ตอบโจทย์ลูกค้า ทำหน้าที่ให้ออกมาดีที่สุดในหน้าที่ของเรา ก็พอแล้ว เราทำทุกงานด้วยความตั้งใจ ให้เกียรติอาชีพของเรา ทุกวันนี้ผมยังรับงานเอง เพราะผมยังไม่ได้คิดว่าตัวเองยุ่งจนจัดการงานตรงนี้ไม่ได้ และผมก็ไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งแล้ว และคิดว่าไม่มีวันมองแบบนั้น ผมยังเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

ถามถึงความหินของพิธีกรงานอีเวนต์ ที่ใครไม่เคยมาจับไมค์อยู่บนเวทีไม่มีวันรู้ เขาอมยิ้มก่อนตอบว่า “ทุกอย่างสดมากจริงๆ บางครั้งแม้แต่สคริปต์ที่จะใช้ ได้มาตอนหน้างานก็มี ซึ่งโชคดีที่เรามีพื้นฐานจากคนข่าว และผ่านงานผู้ประกาศข่าวมาก่อน บางครั้งข่าวด่วนก็อ่านสคริปต์กันสดๆ ตรงนั้นเลย หรือบางครั้งสคริปต์มาเป็นภาษาอังกฤษ ผมก็ต้องแปลและเรียบเรียงเพื่อสรุปออกมาเดี๋ยวนั้น หรือถ้ามีเวลานอกจากผมจะซ้อมพูดคนเดียวอยู่ข้างเวที ผมยังตรวจสอบชื่อ ตำแหน่งของผู้บริหารอีกครั้ง

ปิดท้ายด้วยไลฟ์สไตล์วันว่างของพิธีกรหนุ่มคนเก่ง นอกจากจะออกกำลังกายด้วยการเข้ายิม ตีเทนนิส ดำน้ำ เล่นสกี หรือบางโมเมนต์มีอารมณ์ศิลปินก็นั่งเล่นเปียโน ผมยังมีความสุขกับการตระเวนกินอาหารอร่อย ส่วนเวลาว่างที่เหลือ ผมจัดสรรสำหรับการท่องเที่ยว ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเป็นสายชิล รักธรรมชาติ ไม่เน้นชอปปิ้ง

“ผมเดินทางต่างประเทศบ่อยๆ ชอบเที่ยวแนวธรรมชาติ ดูศิลปะการแสดง ไม่เน้นชอปปิ้งซื้อเท่าที่จำเป็นกับงาน แน่นอนว่าผมต้องมีเชิ้ต สูท เนกไทให้มีสีสันที่หลากหลาย ตอบโจทย์กับทุกงาน แต่ถ้าถามว่าผมมีแพสชันกับการแต่งตัวมั้ย คือ ไม่เลย เลือกใส่ให้ออกมาเสริมบุคลิก” เอ็ดทิ้งท้าย

Special Thanks :: ร้าน Clinton St. Baking Company ชั้น G โซนนอร์ท สยามพารากอน เอื้อเฟื้อสถานที่


กำลังโหลดความคิดเห็น...