xs
xsm
sm
md
lg

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมิ่งขวัญปวงประชาชาวไทย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เดือนพฤษภาคม นับเป็นเดือนมหามงคลยิ่งของปวงพสกนิกรชาวไทย เพราะในระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 อันเป็นวันที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามพระราชประเพณี เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ประเทศชาติและราชอาณาจักร ให้เป็นที่ชื่นชมยินดีแก่ประชาชนผู้มีความหวังตั้งใจอยู่ทั่วกัน โดยเฉพาะ วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 นับเป็นวันที่มีความหมายแก่ปวงชนชาวไทยทั้งชาติมากที่สุด เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงรับเสวยราชสมบัติเปลี่ยนสถานะเป็นองค์สมมติเทพอย่างสมบูรณ์ และเปลี่ยนคำนำหน้าพระนามเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับแต่การรับถวายเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์อันเป็นขัตติยราชูปโภค ในช่วงสายๆ ของวันที่ 4 พฤษภาคม 2562

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงรับเสวยราชสมบัติและเปลี่ยนสถานะเป็นองค์สมมติเทพอย่างสมบูรณ์ โดยผ่านขั้นตอนพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผสมผสานระหว่างคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ มีขั้นตอนสำคัญประกอบด้วยการถวายน้ำสรงพระมุรธาภิเษก และการถวายน้ำอภิเษก ถวายเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์อันเป็นขัตติยราชูปโภค สถาปนาพระราชวงศ์ และเฉลิมพระราชมณเฑียร ซึ่งเป็นราชประเพณีที่สืบเนื่องจากกรุงศรีอยุธยามาสู่กรุงรัตนโกสินทร์

สำหรับพระราชพิธีเบื้องต้นได้เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดได้ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำสำคัญของแต่ละจังหวัด รวม 108 แห่ง เพื่อมาทำเป็นน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก เพื่อใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


ส่วนในวันที่ 4 พ.ค. เวลา 10.09 น. อันเป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเศวตพัสตร์ขาวขลิบทอง สถิตเหนืออุทุมพรราชอาสน์ ในการสรงพระมุรธาภิเษก ที่ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งน้ำสรงพระมุรธาภิเษก เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำสำคัญทั้ง 5 สายของประเทศไทย ที่เรียกว่า น้ำเบญจสุทธคงคา ประกอบด้วย แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำราชบุรี แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำสระบุรี แม่น้ำบางปะกง และน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก4 สระคือ สระเกศ สระแก้ว สระคงคา สระยมุนา ซึ่งเคยเป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษก สมเด็จกษัตริยาธิราช เป็นราชประเพณีสืบมาแต่โบราณกาล ขณะที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับการถวายน้ำสรงพระมุรธาภิเษก จากสมเด็จพระสังฆราช และพระบรมวงศ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่นั้น ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร มโหระทึก และวงดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ยิงปืนมหาฤกษ์ 21 นัด

เมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรงพระมุรธาภิเษกเสร็จแล้ว เสด็จขึ้นทางพระทวารหอพระสุลาลัยพิมาน ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุยเต็มยศนพรัตน์สายสร้อยจุลจอมเกล้า เสด็จออกจากหอพระสุราลัย สู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ สถิตเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ภายใต้พระบรมเศวตฉัตร แปรพระพักตร์สู่บูรพทิศเป็นทิศแรก และทรงรับเต้าเบญจคัพภ์รัชกาลที่ 1 สำหรับทรงรับน้ำอภิเษกจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งน้ำอภิเษกคือน้ำที่ได้พลีกรรมตักไปประกอบพิธีปลุกเสกรวมจากวัดสุทัศน์เทพวราราม เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา แล้วนำมาถวาย เพื่ออัญเชิญให้ทรงแผ่พระราชอาณาจักรปกครองปวงประชาชนทั้ง 8 ทิศ และเมื่อทรงรับน้ำอภิเษกประจำทิศสุดท้ายแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ กราบบังคมทูลถวายพระพรด้วยมคธภาษา และกราบบังคมทูลด้วยภาษาไทย จากนั้นเจ้าพนักงานเชิญนพปฎลมหาเศวตฉัตรมามอบให้พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ น้อมเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับและพระราชทานให้เจ้าหน้าที่รับเชิญไว้

ต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ มาตามทางลาดพระบาทสู่พระที่นั่งภัทรบิฐ ประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ กล่าวสรรเสริญเปิดศิวาลัยไกรลาส จบแล้วกราบบังคมทูลถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องบรมราชาภรณ์ เครื่องประดับพระอิสริยยศ ด้วยภาษามคธ เมื่อจบแล้วเจ้าพนักงานเชิญพระสุพรรณบัฏ ที่จารึกพระปรมาภิไธย ทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นเจ้าพนักงานพระราชพิธี เชิญเครื่องเบญราชกกุธภัณฑ์ขัตติยราชวราภรณ์ ประกอบด้วย พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี และฉลองพระบาทเชิงงอน ตามด้วยเครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสงราชศัตราวุธ จากพระแท่นที่บูชาในพระราชพิธีมณฑลที่ละสิ่ง เพื่อมามอบพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ทูลเกล้าฯ ถวาย

ในขณะที่ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชูปโภคนี้ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์ ฆ้องชัย แตร มโหรทึก และดุริยางค์ กองทหารถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรญเสริญพระบารมียิงปืนกองแก้วจินดา ตามกำลังวัน (วันเสาร์) ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่ฝ่ายละ101 นัด พระสงฆ์ในพระอารามทั้งหลายทั่วประเทศย่ำระฆังถวายชัย เมื่อสิ้นสุดเสียงประโคมแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ถวายพระพรด้วยภาษามคธภาษา แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาไทย

จากนั้นเป็นวินาทีที่ชาวไทยทั้งประเทศรอคอย คือการได้ฟังพระสุรเสียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการตอบพระราชทานแด่ปวงประชาชนชาวไทย และพระครูรับปฐมพระบรมราชโองการด้วยภาษามคธ แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาไทย แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งทักษิโณทก ตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ปกครองราชอาณาจักรไทยตามปฐมบรมราชโองการ แล้วทรงเปลื้องพระมหาพิชัยมงกุฎ พระธำมรงค์รัตนวาวุธ และพระธำมรงค์วิเชียรจินดา พระราชทานให้ผู้เชิญ รับเชิญไว้ จากนั้นทูลเกล้าฯ ถวายขันดอกพิกุลเงิน พิกุลทอง ทรงโปรยพระราชทานแก่พราหมณ์ และผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ถอดฉลองพระบาทเชิงงอน มอบให้ผู้เชิญรับไปเชิญอยู่ตามที่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ไปพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทางพระทวารเทวราชมเหศวร์ เจ้าพนักงานเชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีตามเสด็จ ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา และสมเด็จพระสังฆราช ดับเทียนชัย พระสงฆ์สวดคาถาดับเทียนชัย เสร็จแล้วพระสงฆ์กลับ

เวลา 14.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์เสด็จออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ บนพระราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ มหาดเล็กเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระแสงรายตีนทอง พระแสงอัษฎาวุธ มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านไขพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมมโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ประธานศาลฎีกา และข้าราชการถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ ดำรัสตอบขอบใจทั่วกัน

เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ จากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เสด็จขบวนราบใหญ่โดยพระราชยานพุดตานทอง ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก พระสงฆ์ 80 รูป ถวายพระพร ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ที่ปราสาทพระเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง จากนั้นเสด็จขบวนราบใหญ่โดยพระราชยานพุดตานทอง จากประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อถวายบังคมพระบรมอัฐิ และพระอัฐิ สดับปกรณ์

เวลา 18.00 น. เจ้าพนักงานเวียนเทียนสมโภช หมู่พระมหามณเฑียร ณ หมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องฉลองพระองค์ในการเฉลิมพระราชมณเฑียร เพื่อทรงประกอบพิธีเถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

วันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ เลี้ยงพระ เทศน์

เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศพยุหยาตราสถลมารค อันเป็นริ้วขบวนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ จากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ ในพระบรมมหาราชวัง ไปทรงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร-วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม-วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ด้วยพระราชยานพุดตานทอง เป็นระยะทาง 6.77 กิโลเมตร

วันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร ณ พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท เพื่อให้ประชาชนเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล

เวลา 17.30 น. เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะทูตานุทูต และกงศุล ต่างประเทศเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เป็นอันเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราชลมารค ในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ที่วัดอรุณราชวราราม ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2562

ขอบคุณ FB : กรมประชาสัมพันธ์, www.prd.go.th