xs
xsm
sm
md
lg

"ณิชาภัทร สุภาพ" สาวไทยคนแรก ที่ได้เฉิดฉายในงาน Met Gala

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จากเด็กเนิร์ดที่มีใจรักในแฟชั่น แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่มักโดนเพื่อนล้ออยู่เสมอว่าเป็น "ลูกเป็ดขี้เหร่" ทำให้ "ป่าน-ณิชาภัทร สุภาพ" ไม่กล้าแม้แต่จะฝันว่า วันหนึ่งเธอจะโลดแล่นในวงการแฟชั่นที่รัก

ทว่า ด้วยแพสชันอันแรงกล้าบวกกับโชคชะตานำพา ทำให้แม้จะดับฝันตัวเองมาตลอดด้วยคำว่า “ฉันไม่ดีพอ” วันนี้เธอกลับสามารถพาตัวเองมาได้ถึงจุดที่ภูมิใจถึงขนาดออกปากว่า “ตายตาหลับ” ป่านไม่เพียงเป็นสาวไทยคนแรกที่ได้เฉิดฉายในงาน เมต กาลา (Met Gala) งานกาลาที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่ยังสร้างชื่อในฐานะ Personal Image Consultant และ Brand and Fashion Consultant คอยให้คำปรึกษากับแบรนด์ต่างๆ ที่อยากจะโกอินเตอร์ขยายตลาดแฟชั่นไปยังต่างประเทศ ตลอดจนเหล่าคนดังที่ต้องการขยายคอนเนกชัน ชื่อเสียงไปยังต่างประเทศอีกด้วย เพราะคอนเนกชันที่เธอสั่งสมมีเป็นระดับท็อป เอลิสต์ ของโลกทั้งนั้น

เพื่อทำความรู้จักตัวตนของสาวไทย ที่ไม่ยอมให้ใครมาหยุดความฝันและความรักในแฟชั่น ป่านพร้อมแล้วที่จะชวนคุยทุกเรื่องแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ถึงที่มาและจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอกล้าลุกขึ้นมาตามหาแพสชัน


จุดเริ่มต้นของเด็กเนิร์ดผู้หลงใหลในแฟชั่น
เพียงแค่ยิงคำถามแรกถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตกหลุมรักแฟชั่น ป่านก็พรั่งพรูถึงความอัดอั้นในวัยเด็กที่ต่อให้หลงรักแฟชั่น ก็ไม่กล้าที่จะแสดงความรักนั้นออกมา

“สมัยเรียนเป็นเด็กเนิร์ดประมาณหนึ่ง เราไม่ใช่คนสวย โดนเพื่อนแกล้งตลอด (หัวเราะ) รู้แต่ว่าชอบแฟชั่น แต่ก็ไม่กล้าฝันว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสมาทำงานในแวดวงนี้ เพราะถ้าย้อนไป 13-15 ปีที่แล้ว วงการแฟชั่นไทยในความคิดของเรายังเล็กมาก จำกัดเฉพาะคนกลุ่มหนึ่ง ถ้าไม่หน้าตาดีก็ต้องเป็นไฮโซ ซึ่งเราไม่ใช่ทั้งสองแบบ เลยไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าวันหนึ่งจะมาทำงานตรงนี้ ได้แต่บอกตัวเองว่าเราไม่ดีพอ”

เมื่อคิดเช่นนั้น พอชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเลือกเส้นทางอนาคต ป่านตัดสินใจสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะคิดแค่ว่าภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานของการทำงานทุกอย่าง สามารถนำไปต่อยอดได้ไม่จำกัด ดังนั้น ในช่วงที่ยังค้นหาตัวเอง เธอจึงเลือกทางสายนี้

“ระหว่างเรียนที่อักษรฯ ป่านมีโอกาสไปซัมเมอร์ที่นิวยอร์ก เชื่อไหมไปครั้งแรกก็ตกหลุมรักเมืองนี้มาก จนพยายามหาโอกาสกลับไปทุกปี พอเรียนจบก็คิดว่าวิธีเดียวที่จะไปอยู่ที่นิวยอร์กได้ คือต้องไปเรียนต่อ จำได้ว่าสอบปลายภาควันสุดท้ายที่อักษรฯ เสร็จ ป่านบินไปนิวยอร์กเลยเพื่อไปยื่นเอกสารสำหรับเรียนต่อปริญญาโท” ป่านเล่าไปขำไปในความบ้าบิ่นของตัวเอง เพราะในความจริงเธอไม่จำเป็นต้องดั้นด้นมานิวยอร์กเองก็ได้

“แต่สุดท้ายมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (เอ็นวายยู) ที่เราอยากเข้า เขาก็ไม่รับนะเพราะสาขาที่เราเลือก ซึ่งเป็นด้านธุรกิจ ส่วนใหญ่จะรับคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แต่ตอนนั้นเราเพิ่งจบยังเด็กมาก ตอนนั้นก็ช็อกไปประมาณหนึ่ง เพราะเราเตรียมตัวอยู่ 7-8 เดือน แต่ยื่นเอกสารไปแค่ 4 วัน ทางมหาวิทยาลัยก็ปฏิเสธกลับมา (หัวเราะ) แต่เราไม่ท้อ ผิดหวังจากที่แรก เราก็ตั้งต้นใหม่ ระหว่างที่เตรียมตัวก็มารับราชการอยู่ที่ กระทรวงต่างประเทศ ประมาณ 6 เดือน พอทาง บารุคห์ คอลเลจ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังเป็นอันดับ 3 ในนิวยอร์ก รองจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และ เอ็นวายยู ตอบรับ เราก็ไปเรียนต่อด้านธุรกิจ ระหว่างนั้นก็ไปเทกคอร์สที่สถาบันเทคโนโลยีแฟชั่น (FIT) เก็บเกี่ยวความรู้ด้านแฟชั่นพร้อมกับเริ่มต้นฝึกงานในสายแฟชั่น”

ก้าวแรกบนถนนแฟชั่นที่ฝัน
เล่ามาถึงตรงนี้ ป่านถือโอกาสฉายภาพให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเธอ ในการคว้าทุกโอกาสที่จะพาให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น โดยเริ่มงานด้านแฟชั่นครั้งแรกด้วยการเป็น Executive Training Program ที่ Macy’s ซึ่งแต่ละคอร์สรับเพียง 25 คนเท่านั้น จากนั้นจึงได้ทำงานเป็น Assistant buyer ที่ Macy’s ก่อนจะโยกย้ายมาทำงานที่ ห้างบลูมมิงเดลส์ (Bloomingdales) ในฝ่ายเสื้อผ้าเด็ก

“โมเมนต์ที่ได้เข้ามาทำงานในวงการแฟชั่น สำหรับเรามันยิ่งใหญ่มากนะ เป็นความภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก อย่างที่บอกว่าตั้งแต่เด็กเราก็ชอบทางนี้ แต่ไม่เคยกล้าฝัน จนวันหนึ่งเราได้มีโอกาสมาทำตรงนี้ นึกย้อนไปก็ยังขำ ตอนแรกที่มาทำงาน เรายังไม่รู้เลยว่า คอรัล (Coral) หรือ อเมทิสต์ (Amethyst) คือสีอะไร แต่ตอนนี้รู้แล้วนะคะ ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของวงการแฟชั่น พูดไปอาจดูตื้น เหมือนเราเป็นพวกวัตถุนิยม แต่เราชอบความแกลมเมอรัส (Glamorous) เบื้องหลังทุกความสวยงามมีงานฝีมือ มีศาสตร์ต่างๆ อยู่ในนั้น ซึ่งเราได้สัมผัสตั้งแต่ตอนเป็นอินเทิร์นจนกระทั่งได้ร่วมงานกับ นิตยสารโว้ก อเมริกา เป็นบายเยอร์ให้กับห้าง”

ในฐานะสาวไทยเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้โลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่นนิวยอร์กเวลานั้น ยังกลายเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้ป่านได้มีโอกาสร่วมงานกับนิตยสารไทยหลายฉบับ ในฐานะ Contribute Editor อัปเดตแวดวงแฟชั่นจากมหานครนิวยอร์ก ส่งตรงมายังผู้อ่านคนไทย ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการผันตัวไปเป็นที่ปรึกษาเเฟชั่นให้กับแบรนด์ไทยที่สนใจขยายตลาดมาต่างประเทศ

“ตอนนั้นเป็นช่วงที่ทำงานอยู่บลูมมิงเดลส์ ด้วยความที่ไม่อินกับการเป็นบายเยอร์เสื้อผ้าเด็ก แถมไม่มีโอกาสไปดูแฟชั่นโชว์เลย ตอนนั้นเราเริ่มมองหางานใหม่ โดยยื่นเรื่องลาออกล่วงหน้า 2 เดือนเลย เพราะคิดว่าอย่างไรก็ออกแน่ๆ ระหว่างนั้นด้วยประสบการณ์และคอนเนกชันที่เราสั่งสมมา ทำให้มีโอกาสชิมลางการเป็นที่ปรึกษาด้านเเฟชั่น ให้กับเเบรนด์ไทยที่อยากติดต่อไปเมืองนอก หรือเเบรนด์จากเมืองนอกอยากเข้ามาในไทย ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์รองเท้า โอแอนด์บี (O&B), เเบรนด์เสื้อผ้าสตรีทหรู อย่าง ลาบูทีคส์ (La Boutique), แบรนด์ชุดว่ายน้ำสุดฮอต อย่าง แอนเจลิส บาเลก (Angelys Balek) หรือเเบรนด์ ซาร่า (Zara) ควบคู่ไปกับการเป็นนักเขียนให้กับนิตยสารของไทย ซึ่งเธอบอกว่ากุญแจดอกสำคัญที่ทำให้เธอมีโอกาสได้ตั๋วไปดูแฟชั่นโชว์ต่างๆ” แม้จะมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในแฟชั่นวีกมากมาย แต่หนึ่งในสุดยอดงานแฟชั่นที่ป่านใฝ่ฝันมาตลอด ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้คือ งานเมต กาลา ซึ่งถือเป็นงานกาลาที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่ไม่ใช่แค่มีเงิน มีชื่อเสียงแล้วจะมาร่วมงานได้ แต่ทุกคนล้วนต้องเป็นผู้ที่ถูกเลือก โดย แอนนา วินทัวร์ บรรณาธิการบริหาร โว้ก

“เมต กาลา เป็นความฝันของเรามาตลอดทั้งชีวิต การจะไปร่วมงานได้เราต้องมีตั๋ว ซึ่งอย่างที่รู้ว่าราคาตั๋วสูงมาก แถมต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ เพราะต้องได้รับการอนุมัติจาก แอนนา วินทัวร์ ซึ่งเป็นแม่งาน ป่านรอมา 2 ปีกว่าฝันถึงเป็นจริง”

ในฐานะสาวไทยคนแรกและหนึ่งเดียวที่ได้รับโอกาสสุดพิเศษนี้ ป่านทุ่มทุนสร้างตั้งแต่การเตรียมตัวไปจนถึงวันงาน ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบที่สุด

”เราเป็นคนไม่ทำอะไรครึ่งๆ กลาง พอเรารู้ว่าเวลาดาราเซเลบริตีที่จะมาร่วมงานนี้ ต้องไปแต่งตัวที่โรงแรม ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเราไป 20-30 บล็อก เราก็ไปจองโรงแรมเดอะ มาร์ก นี้ด้วย เพราะเราอยากสัมผัสประสบการณ์แบบเต็มรูปแบบ ส่วนเรื่องชุด พอรู้ว่าจะไปงานก็ลงทุนไปเข้าแคมป์ลดน้ำหนัก 2 อาทิตย์ ทรมานมากนะ เพราะเราเป็นพวกกินตามใจปาก กินของทอดทุกมื้อ จบคอร์สเอวลดไปครึ่งนิ้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นเราเลือกชุดของ Peter Dundas ซึ่งจริงๆ ในปีนั้นเขาต้องทำชุดให้บียอนเซ่ด้วย แต่สุดท้ายบียอนเซ่ยกเลิกไม่ไปงานกะทันหันเลยไม่ได้ออกแบบ” ป่านเล่าอย่างออกรสก่อนเสริมว่า “เพื่อให้ทุกอย่างออกมาเป๊ะ เราซ้อมใหญ่ก่อนถึงวันจริง ทั้งแต่งหน้า ทำผม ใส่ชุดจริงแล้วหาเสื้อคลุมทับ เพื่อไปเลือกเครื่องประดับ (หัวเราะ) ข้อดีของการซ้อมเสมือนจริงทำให้วันจริงไม่ฉุกละหุก”

ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้สาวมั่นที่เตรียมตัวมาเกินร้อยฟินสุดๆ เมื่อได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในงานที่เธอบอกว่า แค่ได้ไปก็นอนตายตาหลับ

“ตอนเข้าห้องน้ำค่ะ (หัวเราะ) เราได้เจอดารา เซเลบริตีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น เคต ฮัสตัน, เจนนิเฟอร์ โลเปซ, คาร่า เดเลวีน ฯลฯ แต่มีคนเดียวที่เราเจอแล้วขอถ่ายรูปด้วยคือ ซาร่า เจสสิก้า ปาร์กเกอร์”

มาถึงวันนี้ ป่านมองคุณค่าของการได้ไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานเมต กาลา ซึ่งเปรียบเสมือนออสการ์แห่งโลกแฟชั่นว่า นอกจากจะตอบสนองแพสชันแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งโปรไฟล์ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเธอ เพราะงานระดับนี้ ดาราบางคนยังไม่มีโอกาสได้ไป

“คุ้มค่ามาก ป่านไม่เคยคิดว่าจะลงทุนไปเท่านี้ ต้องได้รีเทิร์นเท่าไหร่ เป็นความสะใจมากกว่า ที่ได้ทำตามความฝัน ผลพลอยได้กลับมาคือความน่าเชื่อถือในสิ่งที่เรากำลังทำมากกว่า ทุกวันนี้ป่านยังสนุกกับการคลุกคลีในวงการแฟชั่น ถามว่ายังมีงานไหนที่อยากไปอีก สำหรับในวงการแฟชั่นป่านว่าสุดแล้ว แต่อีกงานที่ปีหน้าคิดว่าจะไปคือ งานออสการ์ 2019 ถึงไม่ได้ไปเดินพรมแดง แต่ไปร่วมงานปาร์ตี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต ป่านบอกว่า เธอเชื่อว่าตัวเองเดินมาถูกทาง และยังรักในสิ่งที่ทำ จากนี้เธอมีแผนจะเปิดบริษัทควบคู่ไปกับการทำโปรเจกต์ร่วมกับ โว้ก อเมริกา ในปีหน้า ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร เจ้าตัวขออุบไว้ก่อน

อีกมุมของสาวแฟชั่น
คุยกับแฟชั่นนิสต้าสาวมาพักใหญ่ อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้ววันว่างที่ไม่ต้องทำงานของป่านเป็นอย่างไร เธอบอกเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า เธอเป็นสายเดินทางชอบไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ถ้าใครเจอป่านวันหยุดที่ไม่ได้ทำงานอาจจะจำไม่ได้ เพราะคนละลุคเลย

“ป่านเป็นคนเอ็กซ์ตรีม เวลาแต่งตัวออกงานก็จัดเต็ม แต่เวลาวันว่างๆ ก็ไม่แต่งเลย เพราะเหมือนวันทำงานเราแต่งตัวมากจนเหนื่อยแล้ว อย่างไปงานแฟชั่นวีก บางทีเปลี่ยนวันละหลายชุด พอตอนไปเที่ยวก็อยากสบายๆ อย่างตอนไปเลบานอน เราแต่งตัวธรรมดามาก จนพอจะกลับที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่ในระดับใช้ได้ พนักงานคิดว่าป่านเป็นแม่บ้าน จะไม่ให้เข้าโรงแรม (หัวเราะ)”

อย่างไรก็ตาม ถามว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้ป่านมาถึงวันนี้ เธอตอบอย่างฉะฉานว่า “ความพยายาม และความอดทนที่ไม่ละทิ้งความฝัน และในเมื่อวันนี้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้ความฝันเข้ามาเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้อยากพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น

“เราไม่เคยเห็นตัวเองหรอกว่า อนาคตต้องไปถึงจุดไหน เรารู้แต่ว่าเราทำเพราะรัก ทำทุกวันให้เป็นความสุขที่สุด ถ้าอะไรไม่สุข ลำบากใจไม่ทำ ถึงจะต้องทำงานทุกวัน แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเบื่อ” ป่านทิ้งท้าย