xs
xsm
sm
md
lg

คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กีฬาเป็นยาวิเศษพาให้นึกถึงวัย 14 อีกครั้ง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ในโอกาสครบรอบ 14 ปีของนิตยสาร Celeb Online ทาง Celeb Online จึงภูมิใจนำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษ 10 เซเลบริตีตัวแม่ของแวดวงสังคม ซึ่งจะมาถ่ายทอดเรื่องราวทั้งในปัจจุบัน และย้อนวันวานวัยใสเมื่อครั้งอายุ 14 ปี ให้ได้ติดตามกันทุกวันจันทร์

คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กีฬาเป็นยาวิเศษพาให้นึกถึงวัย 14 อีกครั้ง

ในวันที่วัยนำหน้าด้วยเลข 7 “คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช” ไม่เพียงยังกระฉับกระเฉงแข็งแรง เมื่อเร็วๆนี้ เธอยังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในฐานะเป็นตัวแทนนักกีฬาทีมชาติไทย ลงชิงชัยในการแข่งขันบริดจ์ และสามารถคว้าเหรียญเงินมาครองได้ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2018 ซึ่งจัดที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย


“ดิฉันเป็นนักกีฬาที่อาวุโสที่สุดในการแข่งขัน แต่ไม่ใช่คนที่อาวุโสที่สุดที่เล่นบริดจ์ เพราะคนที่อายุมากที่สุดที่เล่นคือ 96 ปี บริดจ์เป็นกีฬาที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิสูง ฝึกการวางแผนและความจำ นอกจากจะต้องจดจำไพ่ทั้ง 52 ไพ่ ยังต้องจำได้ว่าตกลงอะไรกับคู่ของเราไว้ ข้อดีของการเล่นบริดจ์สำหรับเด็กๆ คือได้ฝึกกระบวนการคิด การวางแผน เตรียมพร้อมสำหรับก้าวสู่โลกแห่งการทำงาน ส่วนข้อดีของคนสูงวัยที่ดิฉันเห็นคือ น้อยคนที่จะเป็นอัลไซเมอร์ ที่สำคัญยังได้มีสังคม”

ในฐานะนายกสมาพันธ์บริดจ์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมกีฬาบริดจ์แห่งประเทศไทย คุณหญิงชดช้อยเล่าว่า ช่วงปกติเธอจะหาเวลาไปเล่นบริดจ์เพื่อเป็นการลับฝีมือ และพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ส่วนใหญ่จะมาเล่นช่วงเช้าวันศุกร์ พอเสร็จก็ถือโอกาสนัดทานข้าวกับเพื่อนแต่ถ้าในช่วงที่มีแข่งเธอจะมีตารางซ้อมชัดเจน

อย่างไรก็ตาม นอกจากบทบาทนักกีฬาที่พาให้หลายคนเซอร์ไพรส์ คุณหญิงชดช้อยยังมีบทบาทสำคัญ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิชิน โสภณพานิช ซึ่งดำเนินการมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะครูในกว่า 66 โรงเรียนทั่วกรุงเทพฯ ทุกปี ซึ่งคุณหญิงชดช้อยเล่าถึงรายละเอียดของแต่ละโครงการด้วยใบหน้าอิ่มบุญ และอิ่มใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือสังคม สร้างอนาคตของชาติ จนพาลให้อดสงสัยไม่ได้ว่า สวมหลายบทบาทแบบนี้ คุณหญิงชดช้อยมีเทคนิคในการบริหารเวลาและดูแลตัวเองอย่างไรให้ดูเป็นสาวสองพันปีเสมอ

คำถามนี้คุณหญิงชดช้อยเฉลยแบบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า แค่ทำตัวให้แอกทีฟตลอดเวลา! “ดิฉันอาจจะโชคดี เติบโตมาในครอบครัวคนจีน เลยคุ้นชินกับรสชาติจืดๆ ของอาหารจีนเป็นทุนเดิม ฉะนั้น เรื่องอาหารการกินไม่ค่อยเป็นปัญหา เพราะดิฉันไม่กินรสจัด ส่วนเรื่องขนมจุกจิกไม่เป็นปัญหา เพราะสมัยเด็กด้วยความที่เรียนโรงเรียนประจำ ถูกฝึกไม่ให้กินขนมจุกจิกอยู่แล้ว พอโตมาเลยไม่ติดว่าต้องกินขนมหรือของหวาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ชอบขนมนะ คือกินได้แต่กินในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ได้ถึงขั้นห้ามตัวเอง จนทำให้ถึงกับว่าพอเจอแล้วอยากกินมาก ถ้าอยากกินก็กินนิดหน่อย”

อีกกิจกรรมที่คุณหญิงชดช้อยทำควบคู่มาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนคือ การออกกำลังกาย “เราเป็นนักกีฬาตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียนประจำ เลยออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างตอนนี้อายุมากขึ้นก็ใช้วิธีเดินบนลู่ เล่นพิลาทิส พยายามออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ส่วนเรื่องการนอนไม่มีปัญหา หลายคนชอบบอกว่า พออายุเยอะแล้วนอนน้อย ดิฉันไม่เชื่อ เพราะนอนได้ 7-8 ชั่วโมงทุกวัน มีปัญหาเรื่องเดียวคือ นอนดึก นอนตี 1 ตี 2 ทุกวัน เพราะรู้สึกว่าช่วงกลางคืนจะได้อยู่กับตัวเอง ต่างจากตอนกลางวันมีสิ่งรบกวนหลายอย่าง ไม่เงียบสงบเหมือนตอนกลางคืน” คุณหญิงชดช้อยเล่าถึงวีธีดูแลตัวเองอย่างออกรส ก่อนจะเผยว่า

“ช่วงเวลาเดียวที่จะเป็นเด็กอนามัย เข้านอนเร็วได้แบบที่หมอสั่งคือช่วงที่ไปแข่งบริดจ์ ตารางชีวิตจะกลายเป็น 7 8 9 คือ ตื่น 7 โมง ทานอาหาร 8 โมง 9 โมงเริ่มแข่ง ทุกครั้งที่ไปแข่งบริดจ์ ดิฉันจะเตรียมหม้อหุงข้าวไปด้วย เพราะบางครั้งประเทศที่ไปเรากินอาหารเขาไม่เป็น แต่อย่างน้อยถ้ามีข้าว มีผัก มีน้ำแกงเราก็อยู่ได้แล้ว อีกกิจวัตรที่ทำเป็นประจำเวลาไปแข่งคือ ออกกำลังกายในห้องด้วยการเดินในห้อง 20 นาที แล้วก็แกว่งแขนอีก 20 นาที พร้อมยืดเส้นยืดสาย” คุณหญิงชดช้อยเล่าถึงบทบาทนักกีฬาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มก่อนจะพาย้อนวันวานไปทำความรู้จักกับเด็กหญิงชดช้อยในวัย 14 ปี ซึ่งเธอบอกว่าเป็นวัยที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธอในวันนี้

“สมัยอายุ 14 ปี ดิฉันเรียนโรงเรียนประจำในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นเด็กกิจกรรมเล่นทั้งบาส เทนนิส กรีฑา และกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง แต่ละปีจะได้กลับบ้านครั้งเดียว ช่วงปิดเทอมใหญ่ประมาณ 2 เดือน ส่วนช่วงปิดเทอมย่อยจะไปอยู่บ้านเพื่อนตามฟาร์มในชานเมือง ทำให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของเกษตรกรเต็มที่ ตั้งแต่การรีดนมวัว โกนขนแกะ ฝึกขี่ม้า ยิงจิงโจ้ ถามว่าคิดถึงบ้านมั้ยช่วงนั้น ก็ไม่นะ เพราะเรามีกิจกรรมทำตลอด แต่ต้องส่งจดหมายกลับมาที่บ้านตลอด เพราะทุกวันอาทิตย์โรงเรียนจะบังคับให้เขียนจดหมายกลับมาที่บ้าน (ยิ้ม)


ชีวิตช่วงวัยรุ่นของดิฉันไม่มีอะไรมาก ยิ่งช่วงที่กลับมาบ้าน เราก็ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นเวลาคุณพ่อคุณแม่ไปออกงาน พบปะเพื่อนฝูง ก็จะถือโอกาสพาลูกๆ ทั้ง 5 คนออกไปด้วย เพราะลูกๆ เรียนเมืองนอกหมด ไม่ค่อยได้เจอกัน”

เมื่อได้มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวในวันวาน ดูเหมือนว่าจะทำให้ภาพแห่งความทรงจำที่เคยจางๆ เริ่มชัดเจนขึ้น “ช่วงที่ไปเรียนที่ออสเตรเลีย จำได้ว่า มีครั้งหนึ่งคุณพ่อเกือบจะให้กลับมาไทย เพราะกังวลว่าคิดผิดหรือเปล่าที่ส่งลูกสาวไปเรียนต่างประเทศ เนื่องจากเห็นว่าลูกสาวของเพื่อนบางคนที่ไปเรียนต่างประเทศไปมีแฟนและแต่งงานกับฝรั่ง ตอนนั้นดิฉันก็ต้องพยายามอธิบายและทำให้คุณพ่อเชื่อใจ จนได้กลับไปเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัย สมัยก่อนดิฉันดูทอมบอยมาก ยิ่งทุกครั้งก่อนจะกลับมาเมืองไทย ออสเตรเลียเป็นช่วงหน้าร้อนพอดี คนที่นั่นนิยมไปคลายร้อนตามชายหาด ดิฉันก็ตามเพื่อนไป ดังนั้น พอกลับมาบ้านมาทุกครั้งตัวจะดำปี๋ จนคุณพ่อยังแซวว่า ลูกสาวคนอื่นกลับจากต่างประเทศผิวขาวสวยแต่ดิฉันกลับตัวดำ” คุณหญิงชดช้อยเล่าไปขำไป

“คิดถึงเวลานั้นก็ดีเหมือนกันนะ การไปอยู่ต่างประเทศทำให้เราได้ประสบการณ์ชีวิตหลายอย่าง ทำให้ดิฉันเป็นคุณหญิงชดช้อยในวันนี้ เพราะถ้าตอนนั้นยังอยู่ประเทศไทย เราก็คงไม่ได้เป็นแบบนี้ ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนเดียว คุณแม่ท่านไม่ยอมให้เล่นกีฬาเลย ท่านส่งเสริมให้เรียนบัลเลต์ เปียโน ไม่ให้ไปไหนมาไหน ต่างจากที่เราเป็นนักเรียนประจำได้มีโอกาสค้นหาตัวเอง เรียนรู้การใช้ชีวิต จนพบว่าตัวเองชอบเล่นกีฬา ยังจำได้ว่าตอนที่ได้คัดเข้าทีมเทนนิสโรงเรียน คุณครูต้องเขียนจดหมายมาแจ้งให้คุณแม่ซื้อไม้เทนนิสให้ ตอนนั้นคุณแม่ตกใจและอายมากที่รู้ว่าดิฉันอาศัยขอยืมคนอื่นเล่นมาตลอด จนดิฉันต้องอธิบายว่า เพราะคุณแม่ไม่อนุญาตให้เล่น เลยต้องรอให้เข้าทีมโรงเรียนได้ก่อน”

จากประสบการณ์และความทรงจำในวัยเด็กที่ยังพรั่งพรูในความทรงจำนี้เอง พาให้คุณหญิงชดช้อย ยกให้ช่วงอายุ 14 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิต เป็นวัยที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ


กำลังโหลดความคิดเห็น...