xs
xsm
sm
md
lg

แฟชั่นนิสต้าวัยเก๋า "มณฑ์ลัชชา สกุลไทย" 62 แล้วก็ยังแจ่มว้าว!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ในโอกาสครบรอบ 14 ปีของนิตยสาร Celeb Online ทาง Celeb Online จึงภูมิใจนำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษ 10 เซเลบริตีตัวแม่ของแวดวงสังคม ซึ่งจะมาถ่ายทอดเรื่องราวทั้งในปัจจุบัน และย้อนวันวานวัยใสเมื่อครั้งอายุ 14 ปี ให้ได้ติดตามกันทุกวันจันทร์


แฟชั่นนิสต้าวัยเก๋า "มณฑ์ลัชชา สกุลไทย" 62 แล้วก็ยังแจ่มว้าว!


ด้วยแฟชั่นการแต่งตัวที่ดูโก้เพลินตาไม่พอ บางลุคยังดูสวยเตะตาจนวัยรุ่นยังต้องชิดซ้าย เมื่อบวกกับทรงผมสั้นสุดเก๋ ภายใต้แว่นตาดำ กับลีลาการโพสที่แม้จะมาในมาดนิ่งๆ ท่าเดียว แต่สวยเฉี่ยวอย่าบอกใครของ "แม่อุ๊-มณฑ์ลัชชา สกุลไทย" ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ไม่ว่าเธอจะปรากฏตัวในงานสังคมครั้งใด ก็เป็นที่จับตา ยิ่งหลายปีมานี้แม่อุ๊ลุกขึ้นมาลุยธุรกิจความสวยความงาม ด้วยการเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์คนสำคัญของ บริษัท วอนจิน บิวตี้ เมดิคอล กรุ๊ป (ประเทศไทย) ที่เพิ่งขยายอาณาจักรความงามแห่งใหม่มาที่ เกษร วิลเลจ ยิ่งดูสวยมีออร่า แถมยังดูกระปรี้กระเปร่า จนลืมไปเลยว่าเธอพ้นวัยเกษียณมาแล้ว

“เราชอบเรื่องความสวยความงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นอกจากเรื่องการแต่งตัว ผิวพรรณก็ต้องดูแล ปกติต้องทำทรีตเมนต์ ดูแลผิวหน้าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พอมาทำธุรกิจนี้ยิ่งเข้าทาง” แม่อุ๊บอกเล่าถึงแพชชั่นที่นำมาสู่การทำธุรกิจซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากเมื่อ 3 ปีก่อน ที่เปิดตัววอนจินเป็นครั้งแรกที่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่เกษร วิลเลจ พร้อมยกระดับสู่การให้บริการความงามแบบครบวงจร ทั้งด้านศัลยกรรมความงาม (Surgery Gallery) และผิวพรรณ (Skin Gallery) โดยบุคลากรทางการแพทย์ไทยที่ได้รับการถ่ายทอดทักษะความรู้ และเทคนิคเหนือชั้นของแท้จากวอนจิน แบรนด์ศัลยกรรมความงามอันดับหนึ่งของเกาหลี

“เราเป็นหุ้นส่วนกับทางวอนจินเกาหลี ไม่ใช่แฟรนไชส์ เพราะฉะนั้น การทำงานจะเป็นไปในลักษณะร่วมมือ เราส่งหมอไทยไปเรียนรู้เทคนิคจากหมอที่เกาหลี เพราะฉะนั้น ลูกค้าของวอนจินสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการในส่วนของการดูแลผิวหรือมาศัลยกรรม ถ้าเป็นเคสที่ไม่ต้องค้างคืน เช่น ทำตา ทำจมูก ทำหน้าอก ดูดไขมัน ลูกค้าสามารถทำที่นี่ได้เลย เรามีคุณหมอชาวไทยที่เก่งๆ และได้ไปเรียนรู้เทคนิคจากเกาหลีมาดูแล แต่ถ้าอยากผ่านมือหมอเกาหลีเราก็ประสานให้ได้เช่นกัน” แม่อุ๊บอกเล่าถึงบริการของวอนจินอย่างคล่องแคล่ว สมแล้วที่ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพหญิงดูแลด้านภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์ ควบคู่ไปกับการเป็นพรีเซ็นเตอร์ (จำเป็น)

“พอมาทำธุรกิจนี้ ยิ่งต้องดูแลตัวเองหนักขึ้นเป็นสองเท่า ห้ามตกหล่นจะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ เพราะไลฟ์สไตล์เราต้องเจอผู้คน บางครั้งออกงานสังคม จะปล่อยให้ตัวเองดูโทรม ริ้วรอยเยอะไม่ได้ เพราะเราก็เหมือนเป็นพรีเซนเตอร์ของวอนจิน ช่วงที่ผ่านมาเราก็ออกสื่อเยอะ ทำให้ตั้งแต่เปิดให้บริการมาลูกค้าก็ให้การตอบรับดี มาใช้บริการแล้วบอกต่อปากต่อปาก ลูกค้าบางคนพอเห็นเราออกหน้าก็ยิ่งไว้ใจ เพราะรู้ว่าเราต้องคัดสรรนำสิ่งที่ดีที่สุดเข้ามาอยู่แล้ว เพราะเราเอาตัวเองเป็นประกัน (หัวเราะ) ทุกวันนี้เวลาใครเจอเราแล้วถามว่าอายุเท่าไหร่ พอบอก 62 ทุกคนไม่เชื่อจนเราต้องบอกเอาบัตรประชาชนให้ดูมั้ย (ยิ้ม) บางคนแซวว่าหน้ายังดูเต่งตึง ไม่มีริ้วรอย เหมือนคนอายุ 40 ต้น เราก็จะบอกว่า แวะมาวอนจินค่ะ(หัวเราะ)”

อย่างไรก็ตาม ถึงจะออกปากว่าเพิ่มการดูแลตัวเองเป็นสองเท่า แต่แม่อุ๊ขอเคลียร์ตรงนี้ว่า ขอเน้นสวยสมวัยแบบพอดีๆ เอาที่จำเป็น “หลักการของเราคือ ทำเท่าที่จำเป็น แค่เลเซอร์หน้าใส โบท็อกซ์ และฟิลเลอร์บ้างแต่ไม่ถี่ ทั้งที่จริงๆ เรามีสถาบันความงามจะทำทุกวันก็ได้ (หัวเราะ) แต่เรามองว่าไม่จำเป็น เอาที่เท่าที่จำเป็น สวยในแบบที่เราพอใจ เราไม่เน้นศัลยกรรม เพราะกลัวการผ่าตัดมาก แต่เชื่อมั้ยว่าล่าสุดเราตัดสินใจยอมทำตา ทำที่ไทยใช้หมอไทยนี่แหละ ที่ทำตาเพื่อแก้ปัญหาตาตกเพราะอายุมากขึ้น กล้ามเนื้อตาเริ่มอ่อนแรง ตาข้างขวาเหมือนมีสามชั้น แต่งหน้ายากมาก ยิ่งเวลาถ่ายรูปจะเห็นชัดเลยว่าตาไม่เท่ากัน ข้างหนึ่งจะปรือๆ คนอื่นอาจจะไม่รู้สึก แต่ถ้าให้ดูรูป Before-After จะรู้เลย” แม่อุ๊บอกเล่าอย่างออกรส ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนมาโชว์รูปให้เห็นว่าสวยมั่นใจขึ้นจริงๆ

“ก่อนจะทำ พะเพื่อน (ชุติมณฑน์ สกุลไทย ลูกสาวคนสวย) ก็ไปดูหมอให้เลยนะ เพราะเขารู้ว่าเจ็บไม่เท่าไหร่ แต่แม่กลัวหน้าเปลี่ยน พอไปดูแล้วหมอว่า ทำแล้วโหงวเฮ้งจะดีขึ้น ทำแล้วรวย เราตัดสินใจทำเลย (หัวเราะ) ทำเสร็จวันแรกแค่ตึงๆ พอวันที่สองก็สวมแว่นตาออกไปกินข้าวนอกบ้านได้แล้ว ช่วงแรกๆ ก็มีคนเมาต์นะว่าไปทำตามา เราก็ไม่สน จนพอแผลเริ่มหาย ไปเจอเพื่อน ปรากฏว่าเพื่อนๆ ดูไม่ออก จนต้องบอกว่า ช่วยทักหน่อยว่าไปทำตามา (หัวเราะ) เพราะอย่างที่บอกว่าที่นี่เราเน้นให้คำปรึกษากับลูกค้า โดยผู้เชี่ยวชาญที่ต้องผ่านการทดสอบจากเกาหลี ช่วยดูโครงหน้าลูกค้าและมองหาจุดที่ลูกค้าพอใจ ที่สำคัญเครื่องมือและอุปกรณ์ของเราได้มาตรฐานตามแบบฉบับโรงพยาบาลของเกาหลีจริงๆ”

ทุ่มทุนเป็นพรีเซนเตอร์แบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ธุรกิจจะไปได้ดีขนาดไหน งานนี้แม่อุ๊ขอคุยว่า ตอนนี้ดังไกลไปถึงพม่าแล้ว “เรามีลูกค้าเป็นเซเลบริตีของพม่ามาให้เราดูแล พอทำไปแล้วเขาประทับใจ เลยขอไปเปิดเป็นเอเจนต์ที่พม่าด้วย อารมณ์เหมือนตอนเราอยู่ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี คือเมื่อมีลูกค้าก็ส่งมาที่เรา ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีหลายเจ้าที่ติดต่อเรามา แต่เราค่อนข้างเลือก เพราะไม่อยากให้แบรนด์ที่เราสร้างมาเสียชื่อ จากนี้เราตั้งใจว่าจะให้วอนจิน แอดเกษร วิลเลจเป็นแฟล็กชิป และจะขยายไปเปิดตลาดในกลุ่มเออีซีในรูปแบบของเอเจนต์ ซึ่งตอนนี้นอกจากพม่า เรายังมีที่อุดรธานี ซึ่งช่วยดึงลูกค้าจากลาวมาให้เรา”

ชวนคุยเรื่องธุรกิจที่กำลังไปได้สวยมาพักใหญ่ ถือโอกาสพักเรื่องความสวยความงาม ชวนแม่อุ๊นั่งไทม์แมชชีนย้อนวันวานไปคุยเรื่องราวสมัยเป็นวัยรุ่น อายุ 14 ปี กันบ้างว่าตอนนั้นเธอกำลังทำอะไรอยู่? “ตอนนั้นเพิ่งจะอยู่ มศ. 2 (มัธยม 3) เพิ่งเริ่มเป็นวัยรุ่น สมัยนั้นยังไม่รู้จักดูแลตัวเอง พูดง่ายๆ คือ ยังไม่รักสวยรักงาม มีสิวก็กดเอง (ยิ้ม) ต่างจากเด็กยุคนี้มาก อายุ 14 เป็นสิวเข้าคลินิกแล้ว ตอนเราอายุ 14 ยังเล่นหมากเก็บ หมากตะเกียบ กระโดดหนังยางอยู่เลย เห็นลุคแบบนี้ แต่เซียนหมดทุกอย่างที่บอกมานะ เพราะด้วยรูปร่างเราที่สูงยาวเข่าดี สมัยก่อนจำได้เลยว่า คนที่สูงต้องถูกยืนอยู่หน้าแถว เราเองด้วยความที่ไม่อยากยืนหัวแถวก็ทำหลังค่อมๆ ก็เลยได้ยืนเป็นคนที่สามของแถว (หัวเราะ) แต่หลังค่อมมาถึงทุกวันนี้”

นอกจากจะมองว่าวันรุ่นยุคนี้กับสมัยก่อนต่างกันอย่างสิ้นเชิง สภาพสังคมที่พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ คือ อีกสิ่งที่แม่อุ๊ยอมรับแบบไม่อายว่ามีหลายเรื่องที่ต้องอาศัยเรียนรู้จากลูก “เปลี่ยนไปเยอะนะ แต่ก่อนบ้านเราอยู่แถวเพชรบุรีตัดใหม่ เป็นทุ่งหญ้า จะไปไหนมาไหน รถไม่ติดโล่งมาก จำได้ว่าเวลาตามคุณแม่มาตลาดที่อโศก รู้สึกไกลมาก แต่ปัจจุบันเพชรบุรีตัดใหม่มาอโศกใกล้มาก จะเสียเวลาก็ถ้าเจอรถติด สมัยก่อนตอนอายุ 14 รู้สึกเลยว่าชีวิตได้ใกล้ชิดธรรมชาติมาก สมัยก่อนโทรทัศน์ที่บ้านเป็นขาวดำ มีเครื่องเดียว ไม่มีรีโมตด้วย เวลาจะดูโทรทัศน์ก็ต้องมานั่งล้อมวงดูด้วยกัน ไม่เหมือนสมัยนี้ โทรทัศน์ราคาไม่แพง มีอยู่แทบทุกมุมในบ้าน สมัยก่อนห้างสรรพสินค้าก็ไม่มี ห้างแรกของกรุงเทพฯ คือ ไทยไดมารู จากนั้นถึงเริ่มมีเซ็นทรัล ยังไม่มีงานสังคมเปิดตัวสินค้าแบบทุกวันนี้ จะมีงานเลี้ยงในโอกาสสำคัญ มีงานลีลาศ ซึ่งเราเองก็ยังไปเรียนเต้นลีลาศเลย” แม่อุ๊ย้อนวันวานที่แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแต่ยังชัดเจนในความทรงจำ

“นึกย้อนไปก็ชวนให้คิดถึงอดีตเหมือนกันนะ นึกถึงบรรยากาศที่เงียบสงบ ไปไหนมาไหนรถก็ไม่ติด คนไม่เยอะ ไม่วุ่นวายแบบทุกวันนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงดี ทุกวันนี้ บางเรื่องเราก็ยังต้องเรียนรู้จากลูกนะ เพราะว่ายุคเราไม่มี เลยถูกหล่อหลอมให้เป็นคนใจดี มองโลกสวย ที่เห็นหน้าดุๆมีไว้เป็นโล่เฉยๆ แต่ข้างในจิตใจดีอ่อนโยนนะคะ” แม่อุ๊ทิ้งท้ายเป็นการคอนเฟิร์มด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์


กำลังโหลดความคิดเห็น...