xs
xsm
sm
md
lg

ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ เซเลบคิวทองแห่งยุค 70's

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ในโอกาสครบรอบ 14 ปีของนิตยสาร Celeb Online ทาง Celeb Online จึงภูมิใจนำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษ 10 เซเลบริตีตัวแม่ของแวดวงสังคม ซึ่งจะมาถ่ายทอดเรื่องราวทั้งในปัจจุบัน และย้อนวันวานวัยใสเมื่อครั้งอายุ 14 ปี ให้ได้ติดตามกันทุกวันจันทร์

ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ เซเลบคิวทองแห่งยุค 70's


หากย้อนเวลาหาอดีตได้อีกครั้งในยุค 70's ในแวดวงสังคมไฮโซชั้นสูงคงไม่มีใครไม่รู้จัก สาวร่างเล็ก ผิวขาว นัยน์ตาหวานชวนฝัน อย่าง “ปัญญ์ชลี เธียรประสิทธิ์” ลูกสาวสุดรักของ “สปัน เธียรประสิทธิ์” เจ้าของห้องเสื้อสปันอันโด่งดังขวัญใจสาวสังคมชั้นสูงในยุคนั้น กับ “ชรินทร์ นันทนาคร” นักร้องเพลงร้องกรุงชื่อดังที่ทุกวันนี้ได้กลายมาเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทย-เพลงสากล) เพราะด้วยฉายแววความสวยหวานที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดา และทักษะการร้องเพลงและเล่นเปียโน ที่มีอยู่ในสายเลือด จึงทำให้ชื่อเสียงของปัญญ์ชลีโด่งดังในวงสังคมไฮโซเมืองไทย จนเป็นกลายเป็นนางแบบเซเลบแถวหน้าอยู่บนปกแมกกาซีนชื่อดังทุกฉบับ เรียกว่าฮอตสุดๆ ไม่แพ้กับสาวๆ รุ่นลูกในทุกวันนี้

ผ่านมาแล้วกว่า 50 ปี “นางสาวปัญญ์ชลี เธียรประสิทธิ์” ในอดีตทุกวันนี้ได้เปลี่ยนสถานะมาเป็น “ป้าหนิง-ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ” หญิงวัยเกษียณผู้ใหญ่อันเป็นที่เคารพรักและศรัทธาของบรรดาเซเลบรุ่นลูกรุ่นหลานทุกคน แม้ว่าวันนี้ป้าหนิงวัยเข้าสู่เลขหลักหกแล้วก็ตาม หากแต่ความทรงจำแสนหวานในวัยสาวนั้น ยังคงถูกบันทึกไว้ในความทรงจำและก้นบึงของหัวใจเสมอ และพร้อมถ่ายทอดออกมาให้ทุกคนฟังได้อย่างแม่นยำเมื่อมีใครมาสะกิดวัยหวานเมื่อครั้งอายุ 14 จนถึงวัยสาวสะพรั่งอีกครั้ง

ป้าหนิง-ปัญญ์ชลี ได้เล่าย้อนเวลากลับไปหาอดีตเมื่อครั้งอายุ 14 ปี ว่า ในช่วงนั้นได้ไปศึกษาต่อระดับชั้นไฮสกูลที่ประเทศนิวซีแลนด์จนจบ และกลับมาเรียนต่อปริญญาตรีที่เมืองไทย ช่วงนั้นป้าหนิงยังไม่ค่อยสวยสะดุดตาเท่าใดนัก เพราะไปเรียนที่เมืองหนาวต้องรับประทานอาหารที่มีไขมันเยอะ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายจึงค่อนข้างเป็นสาวอวบถึงขั้นอ้วน

“ตอนอายุ 13-14 ไปเรียนไฮสกูลที่ประเทศนิวซีแลนด์ ถือว่าเราเป็นเด็กรุ่นแรกๆ ของเมืองไทยที่ไปเรียน แล้วเมืองเขาไม่มีอะไรเลยมันสงบมาก มีแต่แกะ ภูเขา ที่เที่ยวไม่มีเลย ไม่มีสถานเริงรมย์ มีแต่ห้างเล็กๆ และตอนนั้นก็ไปแบบเฉยๆ เพราะเราเด็ก ภาษาก็ไม่ค่อยเก่ง แต่ก็พอใช้ได้เพราะก่อนหน้านี้เรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชีวิตรันทดเหมือนกัน ไปอยู่โรงเรียนประจำ ตอนนั้นตัวกลมปั๊กเลย ก่อนจากเมืองไทยไปเรียนหุ่นยังดีอยู่เลย ไปถึงที่นั้นแก้มกลมหุ่นเป็นแอปเปิ้ล กินแต่นม-เนย เป็นหลัก อาหารเขาก็กินแกะ ภาษาก็ต้องเริ่มใหม่ แต่มันก็ไม่สายเกินไป เราเริ่มได้ พอเรียนจบจบไฮสกูลช่วงนั้นอายุ 17-18 ก็กลับมาประเทศไทยเป็นสาวอวบมาเลย และเห็นผู้หญิงไทยทำไมเขาถึงผอมหุ่นเพรียว เราเลยพยายามลดน้ำหนักทั้งเล่นกีฬาออกกำลังกาย น้ำหนักก็พอลดได้ในระดับหนึ่ง”

พอกลับมาพักสมองที่เมืองไทยได้อยู่ครึ่งปี ขณะนั้นคุณแม่ (สปัน) ซึ่งอยู่ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ชวนไปเรียนต่อปริญญาตรีที่นั่นด้วย ด้วยความที่ตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้กับสิ่งใหม่ ดังนั้น ป้าหนิงจึงบินไปเรียนต่อที่นิวยอร์กทันที แต่ด้วยความที่เคยอยู่ในเมืองแสนสงบอย่างนิวซีแลนด์ จึงทำให้ไม่คุ้นเคยกับประเทศที่เต็มไปด้วยแสงสี และความวุ่นวาย เรียนได้เพียงครึ่งเทอมป้าหนิงจึงขอคุณแม่ย้ายกลับมาเรียนปริญญาตรีที่ประเทศไทยอีกครั้ง และช่วงนั้นเองชื่อของ ปัญญ์ชลี เธียรประสิทธิ์ ก็เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมชั้นสูง ด้วยใบหน้าสวยหวาน นัยน์ตากลม และความสามารถพิเศษด้านดนตรี เรียกว่ายุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักปัญญ์ชลี อย่างแน่นอน

“ช่วงที่ป้ากลับมาจากนิวยอร์กอายุประมาณ 17-18 กลับบ้านมาอยู่กับคุณป้า (ปองทิพย์ โอสถานุเคราะห์) ภรรยาของสุรัตน์ ซึ่งเป็นพี่สาวแม่ และท่านเป็นเจ้าของมหาลัยกรุงเทพ ท่านจึงชวนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตอนนั้นตัดสินใจเรียนคณะบริหารธุรกิจ ภาคอินเตอร์ เดิมทีกะว่าจะลองเรียนเล่นๆ แต่ปรากฏว่าเรียนแล้วมันสนุก มีเพื่อนใหม่ สนุกกับการทำกิจกรรม สุดท้ายก็เรียนจนจนปี 4 ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ใครคิดว่าเด็กเส้น ความจริงไม่ได้เส้นเลย ไปมหาวิทยาลัยต้องไปกับป้าทุกวัน ต้องแต่งตัวเรียบร้อย กระดุมเข็มขัด ยูนิฟอร์มต้องเป๊ะ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักศึกษา ในฐานะหลานเจ้าของสถาบัน เวลาเรียนก็นั่งแถวหน้าตลอด”

ระหว่างที่ศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีนั้นเอง ป้าหนิงเล่าว่า เริ่มรักสวยรักงามมากขึ้น แต่ป้าหนิงก็ออกตัวอย่างแรงว่าไม่ใช่สาวเปรี้ยวเปิ๊ดสะก๊าดนุ่งสั้นแน่นอน หากแต่เป็นสาวหวาน แต่งตัวเรียบร้อย และมีทักษะด้านดนตรี ประกอบกับคุณแม่มีห้องเสื้อสปัน ที่โด่งดังมากในขณะนั้น จึงทำให้ป้าหนิงกลายเป็นที่รู้จักของวงการสังคมไฮโซชั้นสูงขึ้นมาเพียงชั่วข้ามคืน

“สมัยนั้นป้าอายุ 18 เป็นดาวคณะก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นเริ่มเห็นแวว และคุณแม่เองก็ทำห้องเสื้ออยู่แล้ว เลยมีแมกกาซีนหลายฉบับในยุคนนั้นทั้ง ลลนา ขวัญเรือน สกุลไทย ฯลฯ มาติดต่อขอให้เป็นนางแบบถ่ายขึ้นปกนิตยสาร แต่ที่ป้าประทับใจสุดเคยไปเป็นนางแบบให้คุณจำนงค์ ภิรมย์ภักดี ถ่ายภาพ ซึ่งตอนนั้นคุณจำนงค์เป็นช่างภาพไฮโซชื่อดังมาก และด้วยความที่คุณแม่มีห้องเสื้อ ดังนั้น เวลาที่ท่านจัดงานการกุศลแฟชั่นโชว์ก็จะให้เราไปร่วมเดินแบบด้วย ในช่วงนั้นจึงถือว่าเป็นยุคทองของป้าที่มีคนรู้จักมากที่สุดก็ว่าได้ โดยยุคนั้นวัยรุ่นหนุ่มสาวเขาจะแต่งตัวกันธรรมดามาก ผู้หญิงก็จะแต่งแบบเดรสคือ เสื้อตัว กระโปรงยาวเกือบกรอมเท้า หรือนุ่งสั้นแบบมินิสเกิร์ตก็มีแต่ป้าไม่เคยนุ่งสั้นนะ (หัวเราะ) ส่วนผู้ชายก็จะเป็นกางเกงขาบาน กับขากระดิ่ง เป็นต้น”

นอกจากนี้ ป้าหนิงยังเล่าถึงภาพบรรยากาศงานสังคมในยุค 70's ว่า สังคมยุคนั้นส่วนใหญ่แทบไม่ค่อยมีงานสังสรรค์เยอะเหมือนดังเช่นทุกวันนี้ สถานที่แฮงก์เอาต์ก็ไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนัดดูหนังกินข้าวที่บ้านเพื่อนแต่ละคนสลับหมุนเวียนกันไปตามวาระต่างๆ

“สมัยก่อนงานสังคมไม่ค่อยเยอะ โดยมากจะเป็นงานการกุศล และถ้ามีการจัดปาร์ตี้ส่วนใหญ่จะจัดตามบ้านของแต่ละคน และเราก็จะไปช่วยงานทั้งร้องเพลง เล่นเปียโน ตามงานที่เราถนัดส่วนใหญ่แล้วป้าไม่ค่อยได้จัดงานเลี้ยงสักเท่าไหร่ แต่จะเป็นคนคอยเอ็นเตอร์เทนฯ แขกของคุณแม่และคุณป้ามากกว่า” ป้าหนิงย้อนอดีตด้วยดวงหน้าสดใส

ด้วยความที่มีสายเลือดนักร้องอยู่ครึ่งหนึ่งในตัว ประกอบกับที่บ้านก็ปลูกฝังเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้น กิจกรรมผ่อนคลายของป้าหนิงในวัยสาวก็คือ การเล่นดนตรีและการขับร้องร้องนั่นเอง “เวลาที่เล่นเปียโนมันทำให้เราผ่อนคลายอารมณ์ เป็นคนชอบดนตรีมาก เพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก แม่บอกว่าป้าร้องเพลงได้ตั้งแต่เด็กไม่มีกี่ขวบก็ร้องเพลงจำเลยรักได้แล้ว ป้าเคยไปร้องเพลงมาหลายที่ทั้งงานการกุศล แต่ที่ภูมิใจที่สุดคือ การได้ร้องเพลงถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 นับเป็นความภูมิใจสูงสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้”

ตอนเป็นสาวแม้ป้าหนิงจะออกตัวว่าไม่ค่อยเก่งการเล่นกีฬาสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นสายดนตรีเสียมากกว่า แต่เมื่อแต่งงานกับสามี (ร.อ.เศรณี เพ็ญชาติ) แล้วกลับเป็นคนเล่นกีฬาเก่งแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะ กีฬาทางน้ำอย่างเจ็ตสกี ที่ป้าหนิงเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า ว่าเธอและสามีเป็นยุคแรกๆ ของการเล่นสกีเมืองไทยเลยทีเดียว

“เพราะสามีเป็นนักกีฬา เราจึงต้องเล่นกีฬาตามเขาไปด้วย เวลาเขาเล่นกีฬาอะไรเราก็ต้องเล่นกับเขา เมื่อ 30 ปีที่แล้วป้าเล่นเจ็ตสกีแบบโต้คลื่นเก่งมาก และเป็นรุ่นบุกเบิกของเมืองไทยเลย สมัยนั้นเมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครเล่น พอเราเอาเข้ามาเราก็แล่นไปในทะเลไปเกาะล้าน ไประยอง ไปทีวันละ2-3 ชั่วโมงตัวดำปี๋ และก็มีเล่นเทนนิสเล่นแบบแข่งในสนามจริงเลย ตอนนั้นเล่นกีฬาเก่งเพราะสามี พอเล่นแล้วเราก็รู้สึกฮึกเหิมเราก็เล่นได้นี่นา เราก็ตีลูกเทนนิสได้ เรามีความสามารถเพียงแค่เราไม่กล้าที่จะเล่น หรือแสดงมันออกมา”

แม้ว่าวันนี้ป้าหนิงจะอายุล่วงเลยไปกว่า 62 ปี แล้ว หากแต่ด้วยความที่เป็นคนกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ทุกวันนี้ป้าหนิงก็ยังคงทำงานดูแลบริษัท คริสตี้ส์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทประมูลอันดับหนึ่งของโลก โดยมี คริสตี้ ประเทศไทย เป็นสาขา พร้อมเป็นยอดคุณแม่ช่วยคอยเหลือลูกสาวเพียงคนเดียวอย่าง แหวนแหวน-ปวริศา เพ็ญชาติ ในทุกเรื่องที่พอช่วยได้

“ตอนนี้ป้าดูแล บริษัท คริสตี้ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทประมูลอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเรามีหน้าที่จัดงานประมูลนาฬิกา เครื่องประดับ ไวน์ ภาพเขียน และอีกมากมาย แต่เราจะมีงานใหญ่ประมูลที่ฮ่องกง จะนำมาแสดงโชว์ที่ประเทศไทย ปีหนึ่งก็โชว์หลายครั้ง ถ้าโซนเอเชียไปจะประมูลที่ฮ่องกง ถ้านอกนั้นก็จะเป็นอเมริกา เจนีวา ก็จะเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ แต่เราจะเน้นที่เอเชีย แล้วก็ดูแลตึกชำนาญ เพ็ญชาติ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่า

ชีวิตในทุกวันนี้ก็มีความสุขอยู่แล้ว ลูกสาวก็ทำบริษัทของเขาด้วยทำรายการทีวี แม่ก็ช่วยเหลือแนะนำคนนั้นคนนี้ให้อะไรที่พอช่วยลูกได้ก็ช่วย และตอนนี้แหวนเขาทำโปรเจกต์กระเป๋าผ้าไทยศิลปาชีพ ดังนั้น ตอนนี้เขาก็จะโปรโมทผ้าไทยเต็มที่ เพราะในอนาคตแหวนจะลงขายกระเป๋าในไอคอนสยาม และส่งไปที่นิวยอร์ก อิตาลี ส่งไปทั่วโลก เมืองที่คิดว่าน่าจะเป็นแฟชั่น เราช่วยอะไรลูกได้ก็จะช่วย นอกนั้นก็จะอยู่บ้านเล่นกับหมาเพราะที่บ้านมีหมา 15 ตัว ส่วนใหญ่แล้วเป็นหมาที่ลูกนำมาเลี้ยงเราก็จะช่วยลูกเลี้ยงหมาด้วย” ยอดคุณแม่เล่าถึงภารกิจในช่วงพ้นวัยแซยิด

เป็นอีกหนึ่งความสุขที่ความทรงจำวันวาน ที่ไม่ว่าจะงัดลิ้นชักแห่งความทรงจำออกมากี่ครั้ง ก็ยังคงมีความสวยงามไม่ต่างจากอดีตอยู่ร่ำไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...