xs
xsm
sm
md
lg

เปิดบ้าน “ศิลาอ่อน” ชวนคุยทุกเรื่อง เต็มอิ่มกับรสชาติความสุขที่ไม่เคยเปลี่ยน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เป็นเวลาสองเดือนเต็มที่ทีมงาน “Celeb Online” เฝ้ารอนัดหมายในวันนี้ เพราะไม่ง่ายเลยที่จะรวมพลสมาชิกครอบครัว “ศิลาอ่อน” ตั้งแต่เสาหลักของครอบครัวอย่าง “คุณอมเรศ” และ “คุณภัทรา ศิลาอ่อน” พร้อมหน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทั้งสาม นำทีมโดย “วิทูร-กำธร-พรวิช” และเหล่าสะใภ้ เพราะแต่ละคนล้วนมีภารกิจรัดตัว แต่สุดท้ายแล้วนัดหมายสำคัญในวันนี้ก็เกิดขึ้นในบ่ายวันอาทิตย์ ที่ท้องฟ้าสดใสเป็นใจ

จุดหมายสำหรับการนัดพบในวันนี้ เอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ เพราะ “คุณใหญ่-ภัทรา” เปิดบ้านศิลาอ่อนให้เป็นจุดรวมพลของสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพียงแค่ก้าวแรกที่เข้ามาในบ้าน ก็สัมผัสได้ถึงความรักและอบอุ่นในครอบครัวศิลาอ่อนที่ถูกแต่งแต้มไว้ผ่านภาพถ่ายมากมายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความทรงจำอันแสนอบอุ่น เดิมชมเพลินๆ ยังต้องอมยิ้มตาม

พอใกล้ถึงเวลานัดหมาย สมาชิกในบ้านต่างทยอยปรากฏตัว จนทำให้บ้านหลังโตที่เคยเงียบเชียบดูเล็กไปถนัดตา แต่ที่เพิ่มเติมคือ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะตอนถ่ายภาพครอบครัว ที่แข่งกันปล่อยมุกแซวกันแบบไม่มีใครยอมใคร

ชีวิตในวัยเกษียณของสองเสาหลักแห่งบ้านศิลาอ่อน

หลังจากสวมบทนายแบบ-นางแบบกิตติมาศักดิ์ให้ช่างภาพได้เก็บภาพคู่ และภาพครอบครัวจนหนำใจ คุณอมเรศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือโอกาสนั่งพักชิลๆ บนเก้าอี้ตัวโปรดพร้อมชวนคุยถึงชีวิตในวัยเกษียณที่เต็มไปด้วยรสชาติที่คนหนุ่มสาวต้องอิจฉา

“ตอนนี้ผมว่างทุกวัน” คุณอมเรศในวัย 84 ปี เปิดฉากบอกเล่าถึงกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นกันเอง “เช้าตื่นมาผมก็ไปฝังเข็ม เพื่อให้สุขภาพดีขึ้น หลังจากเมื่อปีที่แล้วผมเห็นว่าตัวเองเดินเซ ฝังเข็มเสร็จผมก็ไปทานข้าวกับเพื่อนๆ จากนั้นก็กลับมาบ้าน นั่งดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ ตกเย็น ก็ทานข้าวกับภรรยาและลูกๆ เสร็จแล้วก็นั่งดูข่าว ดูกีฬาที่ผมชอบ”

อีกหนึ่งงานอดิเรกที่คุณอมเรศโปรดปราน และถ้าไม่เฉลยคงไม่รู้ คิดว่าเพิ่งมาเริ่มทำ คือ การปฏิบัติธรรม

“ผมศึกษาธรรมะมา 30-40 ปีแล้ว หลังจากเกษียณครั้งที่สองตอนอายุ 70 ปี ผมตัดสินใจไปเรียนพระไตรปิฎก ใช้เวลาเรียน 7 ปีครึ่ง กว่าจะเรียนครบทั้ง 3 หมวด ได้แก่ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และ พระอภิธรรมปิฎก พอเรียนจบผมก็ยังศึกษาธรรมะมาตลอด มีเวลาก็ไปนั่งกรรมฐาน ปฏิบัติธรรม ทุกวันนี้เวลาไปปฏิบัติธรรม ผมจะมีก๊วนของผมไปครั้งนึงก็ 5-10 วัน” คุณอมเรศเล่าอย่างออกรส

“ส่วนการถ่ายรูป สมัยก่อนผมชอบถ่ายรูป แต่เดี๋ยวนี้ กล้องในสมาร์ทโฟนก้าวล้ำไปมาก จนไม่จำเป็นต้องแบกกล้องใหญ่อีกแล้ว ทุกวันนี้ผมไปไหนมาไหนก็พกแค่สมาร์ทโฟน ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นตัวแทนความทรงจำ ว่างๆ ก็มาเปิดดู ไม่ค่อยได้โพสต์ลงโซเชียล ทั้งที่จริงๆ ผมก็มีเฟซบุ๊กนะ (ยิ้ม) แต่เอาไว้ดูมากกว่าไม่ค่อยได้โพสต์” คุณอมเรศบอกเล่าแบบทีเล่นทีจริง ชวนให้นึกถึงโมเมนต์แห่งความประทับใจที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อสักครู่ ระหว่างที่เก็บภาพครอบครัว นอกจากกล้องโปรของช่างภาพแล้ว ยังมีสมาร์ทโฟนของคุณอมเรศที่ฝากให้ทีมงานช่วยเก็บภาพครอบครัวไว้ด้วย

สิ่งที่ทำให้ชีวิตในวัยเกษียณวันนี้เป็นวันสุข ยิ้มได้ทุกวัน คุณอมเรศบอกว่า เป็นเพราะนิยามความสุขที่แท้จริงของคนเรา ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้า เพียงแต่อาศัยความพอใจและพอเพียงเป็นที่ตั้ง

“ผมโชคดีที่ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ไม่เคยเหงา ผมคิดว่า ความสุขในชีวิตคนเรา เหมือนดั่งที่ในหลวง ร.9 ท่านตรัสว่า เมื่อไหร่รู้จักพอเพียง ความสุขก็เกิด ผมแต่งงานกับคุณภัทรามา 50 ปีแล้ว สิ่งที่ทำให้เราครองรักกันมาได้ยาวนาน ก็มาจากความพอใจ คนเราเมื่อพอใจเมื่อไหร่ ก็พร้อมหยุดเมื่อนั้น สำหรับผม แค่มีคุณภัทราคนเดียวก็ (วุ่นวาย) พอแล้ว” คุณอมเรศทิ้งท้ายอย่างติดตลกแต่ชวนประทับใจ ก่อนจะขอตัวอีกครั้ง เพื่อเตรียมไปถ่ายภาพเซตครอบครัวต่อ

บรรยากาศการเก็บภาพครอบครัวศิลาอ่อนยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น หลังจากถ่ายภาพเซตครอบครัวเสร็จสมบูรณ์ ก็ถึงจังหวะเหมาะ ให้ได้ชวนคุยกับคุณภัทรา หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า คุณใหญ่ ในฐานะหญิงแกร่งผู้ก่อตั้งอาณาจักรความอร่อยที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง “เอส แอนด์ พี” (S&P)

“ทุกวันนี้ยังไม่เกษียณ แต่ทำงานน้อยลง แทนที่จะทำเต็มวัน ก็เหลือครึ่งวัน เพราะว่าเราตื่นสาย (หัวเราะ) ยิ่งอายุมากยิ่งนอนเยอะ พยายามใช้ชีวิตแบบ Take it Easy ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ตามแรงที่มี ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ทุกวันนี้ถ้าไม่มีนัดหมายที่ไหน ก็จะตระเวนไปเยี่ยมตามสาขาต่างๆ ซึ่งทุกครั้งที่พนักงานเห็นเรา เขาก็มีกำลังใจ เช่นเดียวกับลูกค้าเวลาเห็นเราเขาก็ยิ่งดีใจ ที่เรายังดูแลอย่างใกล้ชิด แต่จริงๆทุกสาขาของเอสแอนด์พี ก็ต้องผ่านตาเรามาหมด ตั้งแต่อยู่ในกระดาษ จนกระทั่งสร้างเสร็จ เราก็ยังไปดู ยิ่งช่วงแรกๆ ที่เพิ่งเปิด ใหม่ๆ ต้องไปดูบ่อยหน่อย เพราะเราอยากให้พนักงานทำงานสะดวก ลูกค้านั่งสบาย” คุณใหญ่บอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย “ที่เรายังทำงานทุกวัน เพราะเราชอบ และรักงานนี้ ทำโดยไม่รู้สึกเหนื่อย เราดูแลในส่วนหน้าร้านที่ทำมาตั้งแต่วันแรกเป็นหลัก ส่วนเรื่องการเงิน เราไม่เคยดู ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของน้องๆ”

ชีวิตที่เนิบช้าแต่มีความหมายของภัทราในวันนี้ เธอยังอดดีใจไม่ได้เมื่ออาณาจักรธุรกิจที่สร้างมากับมือมีลูกชายคนโต (วิทูร) และคนรอง (กำธร) เข้ามาช่วยดูแล

“เราก็ดีใจ ที่อะไรๆ ที่เราเริ่มไว้ สุดท้ายลูกๆ ก็เข้ามาสานต่อทั้งที่เราไม่เคยบังคับหรือกำหนดว่าลูกหลานเรียนจบมาต้องมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว เพราะเราคิดเสมอว่าถ้าลูกหลานไม่ชอบ ไปบังคับให้มาทำ เขาก็ทำได้ไม่ดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาเต็มใจอยากมาทำให้เราก็ดีใจ เราเห็นด้วยนะ ที่ลูกๆ ทุกคนพอเรียนจบมาก็หาประสบการณ์การทำงานนอกบ้านก่อน เขาจะได้มีความรู้ และคอนเนกชันของตัวเอง พอพร้อมก็กลับมาช่วยที่บ้าน”

ถามถึงสไตล์การเลี้ยงลูกของคุณใหญ่ งานนี้เธอถือโอกาสออกตัวก่อนเลยว่า “เราเป็นคนที่เจ้าระเบียบ บ้านช่องต้องเรียบร้อย กิริยามารยาทต้องดูดี” เรื่องนี้พิสูจน์ได้ด้วยตา เพราะเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เข้ามาในบ้านศิลาอ่อน ก็สัมผัสได้ว่า ทุกมุมในบ้านได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ของใช้ของตกแต่งในบ้านล้วนถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ “ด้วยความที่มีลูกชายล้วน ตอนเล็กๆ ก็ปวดหัวเหมือนกัน ถ้าลูกๆ ซนก็เจอดุเหมือนกัน ตอนนี้มีหลาน ก็ไม่สปอยล์นะ คือ เรารักเขานะ แต่ถ้าทำไม่ถูกก็ต้องมีดุ” คุณย่าภัทราบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี ด้วยแววตาและน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

“ทุกวันนี้ทุกเย็น ลูกๆ หลานๆ ก็จะแวะมาทานข้าวเย็นด้วยกัน เปลี่ยนบรรยากาศจากแต่ก่อนที่ลูกๆ ยังตัวเล็กๆ ตอนนี้เป็นหลานๆ แทน เราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวของลูกๆ ก็อยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เป็นครอบครัวใหญ่แบบนี้ เป็นสิ่งที่เราคุ้นชิน ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็เลี้ยงเรามาใกล้ชิดแบบนี้ ถึงจะมีช่วงที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ท่านก็ให้กลับมาเยี่ยมบ้านทุกปี ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่า การกลับบ้านทุกปีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทั้งหมดเป็นเพราะว่าท่านอยากเห็นเราตลอด เลยเหมือนเป็นเบ้าหลอมให้เราเป็นเราแบบนี้ จนพอมีลูก เราก็เลี้ยงเขามาแบบนี้ ถึงจะทยอยส่งไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่ 10 ขวบ แต่ก็ไม่เคยห่าง จนพอลูกๆ แต่งงานมีครอบครัว ก็เลยทำให้เขาสบายใจที่จะอาศัยอยู่ในรั้วบ้านเดียวกัน”

ถามว่านิยามความสุขของภัทราในวันนี้คืออะไร เธอตอบได้อย่างมั่นใจว่า การได้ทำงานที่รัก และใช้เวลากับครอบครัว คือ ความสุขที่ล้ำค่า พอได้ยินคุณภัทราวกมาเรื่องครอบครัวอีกครั้ง เลยฉวยโอกาสนี้ถามถึงเรื่องราวความรักที่ไม่ต่างกับพล็อตซีรีส์ที่คู่ไหนได้ฟังต้องอิจฉา ในฐานะคู่รักในตำนานที่ครองรักกันมาถึง 50 ปี

“ยังจำได้ว่า เราเจอกันครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 เมษายน พอเดือนสิงหาคมปีเดียวกันก็แต่ง เพราะเจอครั้งแรก เราก็ยื่นคำขาดแล้วว่าให้อีก 7 วันมาขอ” คุณภัทราย้อนวันหวานที่แม้กาลเวลาจะล่วงเลยแต่ภาพความทรงจำยังชัดเจนในใจ “เราเป็นคนมั่นใจในตัวเอง ที่ผ่านมาเราอาจจะเจอใครมาหลายคน แต่ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ จนมาเจอคุณอมเรศ สัญชาตญาณบอกว่าใช่ เลยบอกเขาไปว่า 7 วันให้มาขอ ตอนนั้นแกคงขัน (หัวเราะ) เพราะเวลาพูดเราจะพูดเหมือนทีเล่นทีจริง แต่แกก็ทำจริง ตอนที่เราแต่งงานกันมา 32 ปี เราได้เขียนกลอนเอาไว้ว่า “วันที่ 1 พึงใจในหน้าตา วันที่สอง วาจาพาเลื่อมใส วันที่สาม กิริยาน่าพอใจ วันที่สี่ นิสัยคล้ายๆ กัน วันที่ห้าความรู้คู่กันได้ วันที่หก ชอบในอารมณ์ขัน ชาติตระกูลเกิดมาเหมาะสมกัน เพียง 7 วันครองคู่มา 32 ปี ซึ่งถ้ามาตอนนี้คงต้องเปลี่ยนตอนจบเป็น “เพียง 7 วัน ครองคู่มา 50 ปี” ภัทราถ่ายทอดบทกลอนแห่งรักอย่างไม่ติดขัด พร้อมโปรยยิ้ม

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการครองคู่ที่เจ้าของคู่รักในตำนานฝากไว้สำหรับคนมีคู่ คือ “เราต้องมองหาสิ่งที่ดีในคู่ของเราให้เจอ คนเราไม่มีใครเพอร์เฟกต์ แต่ถ้าเราเลือกใครคนหนึ่งแล้ว เราต้องเลือกที่จะมองจุดดีของเขา เพื่อเอามาลบล้างจุดที่ไม่ดี จนถึงวันนี้ เรายังจำได้ว่า คุณอมเรศเคยบอกว่า ตั้งแต่มีแฟนมา ไม่เคยมีใครตลกเท่าคุณ (หัวเราะ) ดูซิ เขาไม่ได้ว่าไม่มีใครสวยเท่าคุณนะ (หัวเราะ)”

สามพี่น้องหัวใจเดียวกัน

หลังจากปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่เผยถึงเรื่องราวความประทับใจในครอบครัวมาพักใหญ่ ได้เวลาของลูกชายทั้งสามที่ควงคู่ภรรยาคนสวยถ่ายภาพเรียบร้อย ได้พักเหนื่อยพร้อมให้ชวนคุย เริ่มจากพี่ชายคนโต “เอ-วิทูร ศิลาอ่อน” ซึ่งเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ปี 2000 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่สายปฏิบัติการและบุคคล ดูแลด้านการตลาด โปรโมชันต่างๆ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) “ในจำนวนพี่น้องสามคน ผมเป็นคนแรกที่กลับมาทำงานที่บ้าน” เอ เปิดฉากอย่างอารมณ์ดี “ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเข้ามาทำงานที่บ้าน ผมรับราชการสังกัดกรมพลาธิการ ทหารบก เคยทำงานบริษัทเอกชน จนวันหนึ่งผมรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัว”

ขณะที่ “แอม-กำธร” น้องชายคนรองที่คร่ำหวอดในสายการเงินการธนาคารมานานถึง 20 ปี ในที่สุดก็ถึงจุดอิ่มตัว และคิดว่าเป็นจังหวะเหมาะสมที่จะนำความรู้และประสบการณ์ที่มีเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว ปัจจุบันแอมดำรงตำแหน่ง President Production and Finance ดูแลด้านผลิตและซัปพลายเชน ควบคู่ไปกับการเงิน กฎหมาย และไอทีเป็นหลัก

จากการเปลี่ยนสายงาน ถึงแม้จะคุ้นชินกับธุรกิจอาหารอยู่แล้วเนื่องจากได้เห็นคุณแม่ทำงาน และอยู่ที่ร้านมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความที่คุณกำธรเป็นคนที่จริงจังในการทำงาน จึงเริ่มต้นด้วยการเข้าไปทำงานที่โรงงานก่อน เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการผลิตอย่างถ่องแท้ รู้ถึงปัญหา จุดแข็งจุดอ่อนของโรงงาน รวมถึงความรู้สึก ความเป็นอยู่ของพนักงาน ก่อนจะขึ้นรับตำแหน่งผู้บริหาร ล่าสุดได้มีการติดตั้ง Solar Roof ที่ บมจ. เอส แอนด์ พี ซินดิเคท สายการผลิตเบเกอรี่ ซึ่งทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานได้เข้ามาเยี่ยมชมในฐานะบริษัทตัวอย่าง โครงการด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงมีนโยบายให้ลดการใช้พลาสติก ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถลดการใช้พลาสติกลงได้กว่า 84 ตัน นับเป็นการตอกย้ำธุรกิจอาหารใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“สำหรับผม การกลับมาทำธุรกิจที่บ้าน ไม่ใช่เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าต้องทำ แต่เป็นเหมือนจิตสำนึกมากกว่าว่าวันหนึ่งเราต้องกลับมา ช่วงแรกที่กลับมาแน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทาย เราเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่คุ้นเคย ถึงจะไม่ถึงกับต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่ก็ต้องปรับตัว จากที่เคยเป็นคนคิดอยู่เบื้องหลัง ให้คำปรึกษา ตอนนี้เราต้องลงมือทำ ต้องลุยเอง ถามว่าสนุกกว่ามั้ย สนุกกว่าแน่นอน”

ขณะที่ โอม-พรวิช น้องนุชสุดท้องของบ้าน เป็นคนเดียวที่ยังมุ่งมั่นกับการรับราชการ ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (New Economy Academy : NEA) ภายใต้สังกัดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

“ผมรับราชการตั้งแต่เรียนจบ เพราะสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศและรัฐศาสตร์ คุณพ่อท่านแนะนำให้ผมรับราชการ ซึ่งหลังจากผมได้ลองเข้ามาทำงานตรงนี้ ก็รู้สึกชอบ และดีใจที่ตัวเองจะได้มีส่วนทำประโยชน์ให้ประเทศได้บ้าง ส่วนเรื่องธุรกิจ ผมคิดว่าครอบครัวของเรามีคุณน้าและพี่ชายเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจได้ดีอยู่แล้ว” โอมเผยถึงหตุผลที่ทำให้เขาออกแบบเส้นทางชีวิตที่แตกต่างจากพี่ชาย พร้อมเสริมว่า “คุณพ่ออยากให้ลูกทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำประโยชน์ได้ ความฝันของคุณพ่อ คือ อยากให้ลูกชาย 3 คนทำอะไรร่วมกัน ซึ่งสิ่งที่เรา 3 คนร่วมทำด้วยกันคือ การร้องเพลง”

ยินดีที่ได้รู้จัก “ศิลาอ่อน บราเดอร์ส”

ออกตัวมาขนาดนี้ ใครที่ยังไม่เคยเห็นลีลาการประสานเสียงของสามพี่น้องที่เมื่อถูกถามว่ามีชื่อวงหรือไม่ พี่ใหญ่ของบ้านเลยด้นสดว่า พวกเราคือ “ศิลาอ่อน บราเดอร์ส” อย่าเพิ่งประมาท คิดว่าร้องกันชิลๆ แค่ในห้องนั่งเล่น เพราะนอกจากโอกาสสำคัญของครอบครัว ทั้งสามจะแท็กทีมร่วมโชว์เพลงประสานเสียง เชื่อหรือไม่ว่าก่อนจะมาสวมสูท จับปากกา เอ พี่ชายคนโตเคยจับไมค์ออกอัลบั้มเดี่ยวมาแล้ว แถมยังควงโอม น้องนุชสุดท้องขึ้นโชว์ในคอนเสิร์ตมาหลายเวที แถมล่าสุดยังแว่วว่าในเดือนสิงหาคมนี้มีคิวจะขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่กับค่าย Love is ด้วย

“จริงๆ เราร้องเพลงด้วยกันตลอด แต่แอมจะร้องไม่เยอะ เพราะขี้อายมากที่สุด ส่วนใหญ่จะร้องเล่นกันที่บ้านหรือตามงานวันเกิด แต่เดี๋ยวนี้ก็น้อยลง เพราะไม่ค่อยว่างพร้อมกัน ไม่เหมือนสมัยที่ยังไม่ได้ทำงาน เวลามีงานการกุศลก็จะไปร้องด้วยกัน” โอมเล่าถึงกิจกรรมร้องเพลงที่ชื่นชอบตามประสาหนุ่มที่มีเสียงดนตรีในหัวใจ

ขณะที่เอเสริมว่า ด้วยความที่เราสามคนถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่ 10 ขวบ กิจกรรมโปรดของพวกเราตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษคือ การร้องเพลง พวกเราจะเลือกเพลงสากลที่ชอบมาร้องประสานเสียง แบ่งท่อนกัน ส่วนใหญ่เราชอบร้องในสไตล์ของเราเอง เพราะในจำนวนพี่น้องไม่มีใครเรียนดนตรี หรือร้องเพลงจริงจัง

“ผมเคยเรียนเปียโนตอนเด็กแล้วก็เลิกไป จนตอนนี้ลูกผมเริ่มเรียน ผมเลยได้กลับมารื้อฟื้นอีกครั้ง ส่วนตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมชอบโอเปรา คลาสสิก ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลยไปลงเรียนร้องเพลงคอร์สสั้นๆ” โอมเสริมพี่ชาย ชวนให้นึกถึงภาพตอนที่สองพี่น้องโชว์ฟอร์มเล่นเปียโนแบบไม่ได้นัดหมายระหว่างรอคิวถ่ายภาพ โดยมีเอเปิดโน้ตเพลงจากสมาร์ทโฟนคู่ใจให้น้องชายบรรเลง และขับกล่อมบทเพลงด้วยกัน

“ผมเคยเรียนร้องเพลงคลาสนึงตอนอยู่มหา’ลัย แต่ผมชอบร้องสไตล์ตัวเองมากกว่า โชคดีที่เราสามคนพี่น้องชอบแนวเพลงคล้ายๆ กัน เป็นพวกอาร์แอนด์บี แต่โอมอาจจะมีแนวโอเปรา มิวสิคัลบ้าง เพลงที่ผมชอบร้องส่วนใหญ่จะเป็นเพลงไทยยุคเก่าๆ ที่คุณแม่ชอบ โดยผสมกับกลิ่นอายลูกเอื้อนในแบบอาร์แอนด์บีของเราลงไป (หัวเราะ)”

นอกจากจะโชว์เสียงเพลงสร้างความบันเทิงกันในครอบครัว เอ และโอม ยังเคยจับมือกันขึ้นคอนเสิร์ตหลายครั้ง ทั้งคอนเสิร์ต ’BOYdKO50th #1 RHYTHM & BOYd THE CONCERT“ คอนเสิร์ตที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสอายุครบ 50 ปีของ บอย โกสิยพงษ์ ซึ่งทั้งคู่ผนึกกำลังกับนภ พรชำนิ โชว์พลังเสียงในเพลง ตัดสินใจออกมาได้อย่างน่าทึ่ง

“ทุกครั้งที่ต้องโชว์ร้องเพลง ผมตื่นเต้นทุกครั้งนะ แต่เป็นการตื่นเต้นในทางที่ดี เราตื่นเต้นแบบมีความสุข ผมว่าจริงๆ แล้วเวลาขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่เขินน้อยกว่าเวลาร้องเพลงงานเล็กๆ นะ เพราะเวลาอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตไฟมืดๆ เรามองไม่เห็น” โอมบอกเล่าถึงความรู้สึกยามอยู่ใต้สปอตไลต์อย่างอารมณ์ดี

ขณะที่เอเสริมว่า “ทุกวันนี้เวลาไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อนๆ วตท. ผมก็จะร้องจริงจัง เพราะเราเป็นพวกเวลาทำอะไรต้องสุด ถ้าไม่ดีก็ไม่อยากทำ ร้องไม่ดีไม่อยากร้อง เหมือนกับเอสแอนด์พีที่เราอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า”

ถามว่าเคยคิดจะลองร้องเพลงจริงจัง ยึดเป็นอาชีพบ้างหรือไม่ คำถามนี้ ชายหนุ่มผู้เคยเป็นเจ้าของอัลบั้มยังไม่ทันได้ตอบ โอมก็ชิงแซวว่า “เขาเคยมีอัลบั้มครับ”

“ผมไม่เคยคิดมีอัลบั้มครับ แต่ผมทำเลย ออกมา 1 อัลบั้ม ชื่ออัลบั้ม นรัก มีเพลงที่ผมแต่งเองให้ภรรยาตอนวันแต่งงาน ชื่อเพลง “รักเธอผู้เดียว” แต่หลายคนเรียกว่าเพลง “เนิ่นนาน” เพราะคำแรกของเพลง ร้องว่า เนิ่นนาน (ยิ้ม) มีเพลงแม่จ๋า ซึ่งผมแต่งให้คุณแม่” งานนี้เอไม่พูดเปล่า แต่ยังค้นหาเพลงในสมาร์ทโฟนซึ่งเขาพูดติดตลกว่าเป็นแรร์ ไอเท็ม หาฟังได้ไม่ง่ายแล้วให้ฟัง ก่อนจะทยอยลิสต์ผลงานเพลงที่ติดหูที่เขาเป็นผู้ขับร้องอย่างเพลง ตัดสินใจ และเธอจะได้ยินอะไรในใจฉันมั้ย”

เอยังบอกด้วยว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดอยากเป็นนักร้องอาชีพ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะหยุดความฝันไว้ให้เป็นเพียงงานอดิเรกที่รัก

“สมัยเด็กๆ ผมเคยมีโอกาสไปคุยกับคุณเต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) ผมจำได้ไม่ลืมที่แกบอกว่าคนที่จะเป็นนักร้อง ไม่ใช่แค่ร้องเพลงได้ แต่ต้องมีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ต่อให้ร้องเพลงเก่งแต่ไม่เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ก็ไม่ใช่ ผมรู้ตัวว่าเราไม่ใช่เอนเตอร์เทนเนอร์ เลยเลือกที่จะเก็บการร้องเพลงไว้เป็นงานอดิเรก นี่คงเป็นเหตุผลที่ผมชอบไปแจมในคอนเสิร์ตต่างๆ มากกว่า“

ด้านโอม ที่นั่งฟังพี่ชายบอกเล่าอยู่นาน ถือโอกาสเฉลยความในใจบ้างว่า “ผมไม่ได้สนใจแค่ดนตรี ผมสนใจเรื่องรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้มาถูกทาง ผมมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ส่วนการร้องเพลงก็เป็นงานอดิเรกที่ผมชอบ ผมว่าดีที่สุดแล้วนะ ถ้าทำเป็นอาชีพผมอาจจะเกลียดมัน (หัวเราะ) การร้องเพลงทำให้ผมได้มีกิจกรรมร่วมกับพี่ เวลาครอบครัวมีงาน เราก็ได้ร่วมกันแสดง ซึ่งบางครั้งเราก็เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกๆ หลานๆ เหมือนกัน เราไม่เคยบังคับให้เขาต้องไปทางไหน แต่พอเขาเห็นพวกเราเป็นตัวอย่าง หลายคนก็มาทางนี้”

“อย่างเนม (ปราการ ไรวา) ผมยังจำได้ตอนเด็กๆ เขาก็ยืนดูเราร้องเพลงอยู่เลย ผมว่าเราอาจจะเป็นเรงบันดาลใจให้เขาตั้งแต่ตอนนั้นก็ได้ ทุกวันนี้ลูก-หลานก็ชอบดนตรีกันหลายคน” เอเสริม

ความสุขในครอบครัวใหญ่ที่รวมพล 3 เจนฯ

“การอยู่ในครอบครัวใหญ่ ทำให้เรารู้สึกมั่นคง (Secure) เหมือนมีที่พึ่ง ถ้าเกิดมีเรื่องไม่สบายใจก็ยังมีผู้ใหญ่หรือญาติพี่น้องให้คำปรึกษา คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เหงาเพราะมีลูก-หลานห้อมล้อม บางทีอาจจะรำคาญบ้างแต่ก็ทำให้บ้านมีชีวิตชีวา (หัวเราะ) สำหรับเด็กๆ ยิ่งดี เพราะการที่ได้ใกล้ชิดกับคุณปู่คุณย่าทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่าง” เอสะท้อนมุมมองความอบอุ่นในครอบครัวอย่างเห็นภาพ

ด้านโอมเสริมว่า “คุณปู่คุณย่าไม่สปอยล์หลานนะ ถ้าพ่อแม่ไม่ให้ วิ่งมาขอปู่ย่าก็ไม่ได้อยู่ดี คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างเชื่อมั่นและให้อิสระในการเลี้ยงลูกกับเรา ท่านจะคอยแนะนำและเสริมค่านิยมที่ถูกต้อง”

ขณะที่แอม น้องชายคนกลางของครอบครัว ที่อาจไม่ได้มีอารมณ์ศิลปิน รักในเสียงเพลงเท่าพี่ชายและน้องคนเล็ก เขาถ่ายทอดถึงมุมมองความสุขในครอบครัวว่า

“ตั้งแต่กลับมาทำงานที่บ้าน ก็เหมือนทำงานตลอด 7 วัน แต่เราทำเพราะเต็มใจ ไม่ได้มีใครมาสั่ง (หัวเราะ) เราอาจไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่เราต้องขับเคลื่อนทีมงานของเราให้ได้ ทำให้ทุกคนมีแพสชั่นในการทำงานให้ได้ ที่สำคัญต้องไม่ลืมแบ่งเวลาให้ครอบครัว ส่วนใหญ่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ผมจะให้เวลากับครอบครัว ไปออกกำลังกาย ทานข้าวด้วยกัน ตอนนี้ลูกชายคนกลางผมไปเรียนต่อที่อังกฤษแล้ว ปลายปีนี้ลูกสาวคนเล็กก็จะไป ส่วนปีหน้าลูกสาวคนโตจะไปต่อมหา’ลัยที่อังกฤษเช่นกัน ปีหน้าลูกๆ ไปหมดแล้ว” แอมบอกเล่า พร้อมแววตาที่ดูเศร้าใจในฐานะคุณพ่อที่อยากอยู่ใกล้ชิดลูก

“ในฐานะพ่อแม่ เราก็ต้องใจแข็ง สมัยก่อนตอนลูกยังอยู่เมืองไทย ผมกับลูกชายจะไปปั่นจักรยานด้วย กัน เพราะเขาจะเป็นสายแอกทีฟ ส่วนลูกสาวจะนิ่งๆ คนโตจะออกแนวเด็กเรียน ส่วนคนเล็กเป็นสไตล์ชอบเข้าสังคม ก็จะอยู่กับคุณแม่เป็นหลัก ผมคุยกับภรรยา (เอ็ม มณีสุดา) ไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนไทยตอนเด็กก่อน แล้วค่อยย้ายไปโรงเรียนอินเตอร์ และไปเรียนต่างประเทศค่อยว่ากัน เพราะผมอยากให้ลูกได้เรียนรู้ และซึมซับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้ภูมิใจว่าเป็นคนไทย เราคิดว่าลูกเราในที่สุด ไปเรียนที่ไหนกลับมา ต้องใช้ชีวิตในเมืองไทย ไม่ว่าสืบทอดกิจการ หรือ ทำธุรกิจของตัวเองเราก็ต้องปลูกฝัง” โอมกล่าวทิ้งท้าย

หลังจากมีโอกาสชวนคุยกับสมาชิกในบ้านศิลาอ่อนทุกแง่มุม ก่อนที่สมาชิกแต่ละคนจะแยกย้ายไปปฏิบัติภารกิจ โมเมนต์แห่งความประทับใจในวันนี้ก็ถูกรูดม่านปิดฉากลงด้วยการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันเป็นที่ระลึกอีกครั้ง เพื่อการันตีถึงความเอ็กซ์คลูซีฟของนัดหมายในวันนี้ว่า ไม่ง่ายเลยจริงๆ


กำลังโหลดความคิดเห็น...