xs
xsm
sm
md
lg

สยามพารากอน พากินหรู-ดูเมืองเวอร์วัง-ชอปแบบอลังที่ดูไบ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ชนิสา ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอนกับลูกค้าคนสำคัญ
 
ทันทีที่ได้รับเชิญให้ร่วมทริปเอ็กซ์คลูซีฟ “เดอะ แกสโตรโนมี ทริป อิน ดูไบ” ซึ่ง ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้า “บัตรแพลตตินัม เอ็ม การ์ด สยามพารากอน” ด้วยการพาลัดฟ้าไป 2 เมืองมหัศจรรย์แห่งตะวันออกกลาง อย่าง “ดูไบ” และ "กรุงอาบู ดาบี"เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ก็เกิดอาการอิดออดไม่อยากไป เพราะภาพในจินตนาการของผู้เขียนที่มีต่อสถานที่แห่งนี้ หนีไม่พ้นเรื่องของสุลต่าน, บ่อน้ำมัน, อูฐ และทะเลทรายอันแห้งแล้งยากต่อการพัฒนา หากแต่เมื่อย้อนคิดถึงเสียงฮือฮาต่ออภิมหาโปรเจกต์สร้างเมืองโบราณอายุสองพันปี ให้กลายเป็นเมืองทันสมัยในพริบตา ความอิดออดก็เปลี่ยนเป็นความคึกคักอยากไปขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน
แพะ  ในทะเลทราย
 
สายการบินเอมิเรตส์พาคณะเราเกือบ 20 คน บินโดยใช้เวลาประมาณ 6 ชม.ก็ถึง “ดูไบ” แล้ว เมื่อออกจากสนามบินแห่งชาติดูไบ สยามพารากอนเลือก Kempinski hotels โรงแรมหรูขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเชนจากเยอรมนี ที่อยู่ไม่ไกลจากมอลล์ ออฟ เอมิเรตส์ ให้เป็นที่พักผ่อนของชาวคณะ โดยน้องปุ๋ย ไกด์คนงามให้การต้อนรับพร้อมรอยยิ้มสดใส บอกให้เราปรับนาฬิกาให้ช้ากว่าเดิม 3 ชม. ก่อนจะพาพวกเราตะลุยเมืองดูไบในช่วงบ่ายของวันนั้น

ดูไบเป็นรัฐใหญ่ที่สุดในบรรดารัฐทั้งเจ็ดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (U.A.E) กินพื้นที่มากกว่า 4,000 ตร.กม. โอบอุ้มประชากรราว 1,674,527 คน ในอดีต “ดูไบ” เป็นเพียงแค่ชุมชนเล็กๆ ที่เรียกขานกันว่า เบอร์ ดูไบ (Bur Dubai) ผู้คนประกอบอาชีพค้าขายและการประมง ความเปลี่ยนแปลงของดูไบเกิดขึ้นหลังจากการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบ ทำให้เมืองโบราณอายุสองพันปีแห่งนี้ กลายเป็นเมืองทันสมัยในพริบตา
บรรยากาศสบายๆ Desert Safari
 
ทะเลทราย Desert Safari เป็นไฮไลต์สำคัญสำหรับทริปนี้ ว่ากันว่า มาถึงดูไบหากไม่มาที่นี่ก็เหมือนมาไม่ถึง ทะเลทรายผืนใหญ่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ตัวเองเป็นมิเชลแห่งเรื่องฟ้าจรดทราย ที่กำลังตามหา พันเอก ชารีฟ อัลฟารัซ

ความอ้างว้างกว้างใหญ่ของทะเลทราย หากให้พวกเราขี่อูฐท่องไปคนละตัว คงอลหม่านวุ่นวายพิลึก เจ้าหน้าที่จึงจัดรถโฟร์วีลให้เราได้นั่งทัวร์ชมธรรมชาติที่นั่น ระหว่างทางเนินทรายที่ลดหลั่นสูงๆต่ำๆ ทำให้โชเฟอร์ต้องอาศัยความรวดเร็วในการขับขี่ แรงเหวี่ยงแต่ละโค้งเรียกเสียงกรี๊ดของพวกเราได้เป็นอย่างดี และกว่าจะถึงที่หมายอันเป็นที่พักก็ทำเอาเหนื่อยล้าพอดี เราพักดื่มน้ำเก็บภาพที่ระลึก ขี่อูฐ ชมพระอาทิตย์ดูไบที่ทำหน้าที่ส่องแสงมาตลอดวัน จากไปอย่างมีความสุข

 
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม เราจึงเดินทางกลับที่พักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมดินเนอร์หรูกันที่ ภัตตาคาร La Petite Maison (ลา ปาติทท์ เมซองค์) ร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศส เมดิเตอร์เรเนียน จานเด็ดที่ชอบมากยกให้ “สเนล วิธ กาลิค บัตเตอร์” เป็นหอยทากปรุงรสอร่อยหอมมันเนยกระเทียม และซี่โครงแกะย่างที่เสิร์ฟกับสไปซีคูสคูส เนื้อแกะนุ่มไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ เคี้ยวโดนคูสคูส เหนียวนุ่มออกเผ็ดนิดหน่อย และปิดท้ายกันที่ของหวานเป็น วานิลลาเครมบรูเล หวานหอมนุ่มลิ้น

ก่อนนอนคืนนั้น ผู้เขียนนอนทบทวนความโรแมนติกยามค่ำ ที่สัมผัสได้ระหว่างทางแล้วต้องยอมรับว่า ที่นี่มีไม่แพ้เมืองในประเทศยุโรปเลย
พรนภา (ขวา) พร้อมคู่ซี้ บุณยภา (ซ้าย)
 
วันที่ 2 ของทริป เราตื่นมาพร้อมสดชื่นจากความเย็นของอากาศภายนอก ที่ฝนตกมาตลอดคืน หลังอาหารเช้า พวกเราออกเดินทางไปสัมผัสความงามของกรุงอาบู ดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ที่น่าเที่ยวไม่แพ้ดูไบ ตึกรามบ้านช่องโออ่าไม่แพ้กัน ถนนหนทางสมราคาประเทศมหาเศรษฐี โดยเฉพาะ ถนนที่เชื่อมต่อกับดูไบนั้น เป๊ะจริงเรียบเนียนราวกับวิ่งบนพรม สรุปว่าเรื่องความเวอร์ “อาบู ดาบี” ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า เพราะที่ “ดูไบ” มีโรงแรมเรือใบระดับ 7 ดาว แต่ที่ อาบู ดาบี ก็มี เอมิเรตส์ พาเลซ (Emirates Palace) โรงแรมที่แค่ได้ยินราคาขนแขนอันน้อยนิดก็พลันสแตนอัปขึ้นมาทันที โรงแรมแห่งนี้จึงถูกบรรจุให้เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวที่เราต้องไม่พลาด

ทันทีที่มาถึงสายฝนยังคงตกพรำๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราดื่มด่ำกับบรรยากาศภายนอกอาคารเอมิเรตส์ พาเลซ ที่มีตึกสูงระฟ้า สร้างขึ้นมาอวดโฉมกันได้ไม่มากนัก แม้จะนึกเสียดาย แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปทันที่ได้สัมผัสความโอ่อ่าภายในตัวอาคาร เพราะมันไม่ต่างกับหลงเข้าไปในเทพนิยายเลย แสงทองผ่องอำไพที่สาดส่องมากระทบดวงตา ทำให้ที่นี่หรูหรายิ่งนัก ถ้าจะใช้คำว่าลักซ์ชัวรี กับโรงแรมนี้ก็คงไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ได้ใหญ่อย่างเดียว แต่ทั้งหรูเริดอลังการงานสร้างจริงๆ ความโอฬารที่ได้เห็นเรียกว่าพระราชวังคงเหมาะกว่า
วีรดา-วีรยา ด้านหน้า เอมิเรตส์ พาเลซ
 
เที่ยวถ่ายรูปกันเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาของอาหารมื้อเที่ยงที่ภัตตาคาร Mezlai หรือ เมซไลล์ ภายในเอมิเรตส์ พาเลซ เมนูอาหารที่นี่คงความเป็นสไตล์เอมิเรติคือ เอเชียนผสมกับอาหรับ ซึ่งรสชาติอร่อยไม่แพ้ใคร

จากนั้นเราจึงเดินทางมายัง มัสยิดชีค ซาเยด แกรนด์ (Sheikh Zayed Grand Mosque) ศูนย์กลางการเคารพสักการะพระอัลเลาะห์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวอาบู ดาบี ซึ่งการเข้าชมมัสยิดแห่งนี้ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องแต่งกายมิดชิด ความสนุกสนานจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อไกด์สาวเดินแจกผ้าคลุมผมสีดำให้คนละ 1 ผืน จากนั้นเธอก็สาธิตวิธีการสวมฮิบญาจ ให้พวกเราแปลงร่างเป็นสาวอาหรับทันที

ผ่านด่านเข้าไปในมัสยิดแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยจากความพยายามสวมฮิบญาจก็หายทันที เพราะภายในสวยเวอร์วังอลังการจริงๆ ตัวอาคารประดับด้วยหินอ่อนจากอิตาลี มีโคมไฟแชนเดอเลียที่ทำจากคริสตัลราคาแพงขนาดใหญ่ ห้อยระย้าอยู่กลางอาคาร พื้นปูด้วยพรมเปอร์เซียชั้นดีที่ทอมือผืนใหญ่ที่สุดในโลก มัสยิดแห่งนี้แม้จะสร้างมาไม่นาน แต่ก็ติดท็อปเท็นในเรื่องขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก

แววตาและรอยยิ้มแห่งความสุขภายใต้ฮิบญาจของลูกทัวร์ทั้งหลาย ทำให้เรารู้สึกมีความสุขตาม พวกเราสลับกันถ่ายรูปในแต่ละมุมจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงไฟในมัสยิดเปิดสว่าง ทำให้เห็นความงามในอีกแบบหนึ่งนั้น เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ตัวว่า ได้เวลาอันสมควรแล้ว พวกเราจำต้องโบกมือลามัสยิดและกรุงอาบู ดาบี ด้วยความอาลัย
อาคารหรูหราทันสมัยผุดขึ้นเบียดเสียดในกรุงอาบูดาบี
 
และค่ำนั้นพวกเราไปที่ร้าน Ossiano (ออสเซียโน) ภัตตาคารซีฟู้ดสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน อะควาเรียมสีฟ้าใสโอบรอบลูกค้านักกินที่นั่น ให้นั่งชมชีวิตสัตว์ตัวน้อยใหญ่ใต้ท้องทะเล นอกจากเริ่มต้นที่ แคลลี่ ออยสเตอร์ เป็นหอยนางรมที่มีไข่คาเวียร์วางเป็นทอปปิง, เนื้อออสเตอร์นุ่มเนียนลิ้นเจือรสเค็มตามธรรมชาตินิดหน่อย, เยลโลเทล คาร์ปาชิโอ ปลาหางเหลืองแล่บางๆ ออกรสเผ็ดนิดๆ ยิ่งทานยิ่งเพลินลิ้น ต่อด้วยอาหารจานหลัก เป็น แซลมอนเคียงด้วยมันฝรั่ง แตงกวา ออกมันๆ หอมๆ แต่รสเด่นอยู่ที่แซลมอนเนื้อแน่น อวลกลิ่นเครื่องปรุง ปิดท้ายด้วยของหวาน ดาร์กช็อกโกแลต เคียงด้วยไอศกรีมมินท์เชอร์เบต ไม่มีผิดหวังเลย เพราะทุกเมนูอร่อยเต็มคำ
 พรนภา (ขวา) กับ หม่อมดาว ใน เอมิเรตส์ พาเลซ
บริเวณด้านหน้า มัสยิดชีค ซาเยด แกรนด์ (Sheikh Zayed Grand Mosque)
แชนเดอเลียกลางอาคารมัสยิดชีค ซาเยด แกรนด์
ดินเนอร์มื้อหรูใต้ทะเลที่ Ossiano
Burj Khalifa ตึกที่ครองตำแหน่งตึกสูงที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่ในดูไบ
 
รุ่งเช้าก่อนจากลาดูไบ เราไม่พลาดที่ไปชม ตึก Burj Khalifa เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของดูไบ โดยตึกแห่งนี้ครองตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่ ณ เวลานี้ ทั้งยังครองตำแหน่งต่างๆอีกมากมายอาทิ เป็นตึกที่มีขุดชมวิวสูงที่สุดในโลก หรือ ตึกที่มีลิฟต์สูงที่สุดในโลกอีกด้วย 
ออกจาก Burj Khalifa ก็ส่งท้ายกันที่ร้านอาหาร Zuma ห้องอาหารญี่ปุ่นในดูไบ เรื่องอาหารคงไม่ต้องบรรรยายมากนักเพราะสิ่งที่สยามพารากอนจัดไว้ต้อนรับนั้นคือ สิ่งเลอค่าอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ประทับใจผู้เขียนคือ เรื่องราวความอบอุ่นที่มีให้กัน เซอร์ไพรส์ชุดใหญ่เริ่มต้นเมื่อ ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน และ ปิยะรัตน์ เทศมนตรี ผู้อำนวยการอาวุโส แอบเตรียมการให้พนักงานร้านถือจานของหวานที่ประกอบด้วยผลไม้ ไอศกรีม และช็อกโกแลต พร้อมเทียนวันเกิดมาให้ หม่อมดาว-ม.ล.ปุณยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา ทำเอาเจ้าของวันเกิดถึงกับอึ้งไปทีเดียว พวกเราจึงมีความสุขร่วมกัน
บิ๊กเซอร์ไพรส์วันเกิดหม่อมดาว
 
หลังอาหารกลางวันที่ควบรวมปาร์ตี้วันเกิดแบบเล็กๆ เสร็จสิ้นลง ก่อนจะโบกมือลาดูไบ พวกเราได้ไปชอปปิงที่ Dubai Mall โปรแกรมสุดท้ายนี้ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่าลูกค้าท็อปสเปนเดอร์ของสยามพารากอนยิ่งนัก โดยเฉพาะ ตู่-พรนภา จันศิริ พร้อมคู่ซี้ จุ๊บแจง-บุณยภา ตั้งคารวคุณ รวมถึง ทัศนีย์ เหล่าศิริรัตน์, สุพิชณาย์ วาสประเสริฐสุข, สุพรรณี อัศววงษ์วิวัฒน์ และ วีรดา-วีรยา ส่งทวีผล คู่ชี้พี่น้อง ที่แม้จะชอปกระจายแล้วยังบ่นเสียดายว่า ให้เวลาชอปน้อยไปนิด
อินทผาลัม ผลไม้มหัศจรรย์จากแดนอาหรับ ชาวมุสลิมถือว่าอินทผาลัมนั้นเป็นผลไม้ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้
 
ด้วยขนาดพื้นที่อันจำกัด ทำให้รูปภาพและการนำเสนออาจจะยังไม่ถึงอรรถรสมากนัก แต่ก็พอสรุปได้ว่า สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของดูไบและอาบู ดาบี แม้จะมาจากการก่อสร้างล้วนๆ แต่ต้องถือว่าเป็นที่สุดของที่สุดความยิ่งใหญ่ สร้างความตื่นตะลึงยิ่งนัก โดยเฉพาะ Shopping Mall หลายแห่งที่บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะแต่ละที่แข่งขันกันสร้างแรงดึงดูดให้คนเข้าไปใช้บริการในรูปแบบต่างๆ ขณะที่ ร้านค้าในมอลล์ล้วนแป็นของแบรนด์เนม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเมืองจะพัฒนาก้าวไกลถึงไหน ที่ดีที่สุดของทั้ง 2 เมือง ที่เราได้ไปเยือน ก็ล้วนเก็บกลิ่นอายของอาหรับไว้ได้เป็นอย่างดี

เพียง 3 วันที่ได้สัมผัส ความคิดที่เคยกลัวเมืองแขกก็หายไป ทั้งยังตั้งใจไว้ว่า หากมีโอกาสจะหาทางกลับไปอีกอย่างแน่นอน
เรื่องโดย : ปิ๊บปี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...