ART EYE VIEW---หลายครั้งหลายคราที่ภาพสะท้อนความอบอุ่นในครอบครัวของคนระดับล่าง ปรากฎอยู่ในภาพเขียนของศิลปินหญิง สุวรรณี สารคณา และโดดเด่นเข้าตากรรมการ จนได้รับรางวัลชนะเลิศจากหลายเวที
อาทิ รางวัลชนะเลิศการประกวดศิลปกรรมยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย โดย ฟิลลิป มอร์ริส ประเทศไทย จำกัด พ.ศ.2541,รางวัลยอดเยี่ยมอันดับหนึ่ง การประกวดจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค ครั้งที่ 13 พ.ศ.2554 ,รางวัลยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งในการประกวดศิลปกรรม UOB Painting of the Year 2554 , รางวัล Special Mention Award : UOB Painting of the Year Singapore 2011 และ รางวัลยอดเยี่ยมอันดับหนึ่ง การประกวดภาพจิตรกรรม Sinid Ghi International Prize ครั้งที่ 17 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ปี 2554
ไม่นับรวมผลงานที่ได้รางวัลเล็กรางวัลน้อยอีกหลายรางวัล และผลงานทั้งหมดในงานแสดงเดี่ยวชุด “วิถีชีวิต : ทุกข์และสุขมีร่วมกัน” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถ.เจ้าฟ้า เมื่อ ปี 2554
ล่าสุดเธอเป็นหนึ่งใน ศิลปินที่ได้รับ ทุนสร้างสรรค์ศิลปกรรม ศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 12 เช่นกันว่าภาพเขียนของเธอยังฉายให้เราได้เห็นภาพความอบอุ่น ตลอดจนทุกข์และสุขมีร่วมกัน ของคนในครอบครัวระดับล่างเช่นเคย เพียงแต่เปลี่ยนมาอยู่ท่างกลางบรรยากาศใหม่ที่เราทุกคนต่างคุ้นตาเป็นอย่างดี เมื่อปี 2554 เพราะในช่วงที่เสนอโครงการเพื่อรับทุนนี้ เป็นช่วงที่สุวรรณีและครอบครัว ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านย่านถนนบางกรวยไทรน้อย เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในฐานะผู้ประสบภัยน้ำท่วม
>>>ทุกข์และสุข(ยัง)มีร่วมกัน
เมื่อถามถึงเบื้องหลังของแรงบันดาลใจที่ทำให้สุวรรณีอยากนำจะเสนอภาพทุกข์และสุขที่มีร่วมกันในครอบครัวของคนระดับล่าง( โดยเฉพาะในชนบถ) ผ่านผลงานของเธออย่างต่อเนื่อง เธอบอกว่า
“ตอนจบใหม่ๆ(คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร) ก็ทำชีวิตคนในเมืองนะ แต่พอทำงานไปได้พักหนึ่ง หลังจากเรียนจบประมาณ 5 ปี กลับไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ทำเรื่องครอบครัว และทำต่อเนื่องมา2 - 3 ปีที่ผ่านมานี้เอง เพราะเรายังรู้สึกกับมัน ยังไม่อยากเปลี่ยนไปทำเรื่องใหม่”
มากไปกว่านั้นมันคือเรื่องที่ใกล้ตัวของเธอมากที่สุด เพราะเธอเติบโตมาในครอบครัวของคนระดับล่างในชนบถของ จ.อุบลราชธานี
“เรื่องครอบครัว มันเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา แล้วเราก็ไม่ใช่คนหวือหวา ใช้ชีวิตแบบบ้านๆ กินข้าวเหนียว กินส้มตำ จะไปทำเรื่องที่มันดูสมัยใหม่มาก เราก็รู้สึกว่ามันไกลตัวเรา และอาจจะทำให้งานของเราไม่ค่อยแสดงพลังออกมา
เรามาจากครอบครัวในชนบถ และเป็นครอบครัวของคนยากจน ที่มีอาชีพเป็นชาวนาและเพื่อนบ้านเราในปัจจุบัน ก็ไม่ใช่คนมีสตางค์หรอก ค่อนข้างจะเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ เป็นบ้านหลังเล็กๆ”
>>> รางวัลสร้างความภาคภูมิใจ แต่การแสดงเดี่ยวยิ่งใหญ่กว่า
แม้ผลงานจะเคยมีรางวัลการันตีมากมาย แต่ที่ผ่านมาก็มีทั้งคนที่ชื่นชอบและท้วงติง ซึ่งสุวรรณีเลือกที่จะยืนหยัดเพื่อนำเสนอในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกับมันมากกว่า
“คือถ้าเราจะไปคิดว่า ทำแล้ว คนจะสนใจงานเราไหมเนี่ย มันยากมาก เราต้องเอาเราเป็นตัวนำก่อน ทำแล้วเราชอบไหม คือการทำงานศิลปะ ต่อให้ทำออกมาแล้วคนอื่นเขาชอบ แต่เราไม่ชอบ มันก็ไม่ใช่
เช่นผลงานในนิทรรศการนี้ แม้แต่คนที่ชอบงานเราก็มีคำชมที่แตกต่างกัน ซึ่งพอเราฟังแล้ว จะไปทำตามเขามันก็ไม่ได้ เราต้องดูว่าเราชอบแบบไหม
เราชอบเรื่องครอบครัว เพราะมันสะเทือนใจเรา คือบรรยากาศที่เราคุ้นเคย แม้ว่ามันทำออกมาแล้ว มันจะไม่ประสบความสำเร็จ มันเลำบาก มันก็เป็นสิ่งที่เราทนกับมันได้ เพราะเรารู้สึกรัก รู้สึกพอใจมากกว่า ดังนั้นมันต้องอยู่ยืด อยู่ได้แน่นอน
ที่ผ่านมาคนชมก็เยอะ คนที่ท้วงติงก็เยอะเหมือนกัน แต่ว่าเราก็ต้องยืนหยัด มุ่งมั่นกับแนวคิดของเราไปก่อน ไม่ต้องไปคิดมาก”
ส่วนใหญ่แล้วผลงานของสุวรรณีนำเสนอด้วยภาพเขียนเทคนิคสีน้ำมัน โดยสีที่ใช้วาดจะผสมน้ำมันลินสีดในอัตราส่วนที่มากกว่าปกติ เพื่อเพิ่มให้ภาพดูมีความลื่นและมัน ใช้พู่กันเบอร์ 10 -12 แต่ถ้าต้องการเก็บรายละเอียด เก็บเส้น ก็จะใช้เบอร์เล็กลงหน่อย ประมาณเบอร์ 4- 6
"เราเป็นคนชอบงานเพ้นท์ ตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่สมัยเรียน เป็นนักศึกษา จะชอบเพ้นท์ ชอบดรออิ้ง มีสโตรกที่อิสระ ถ้าเป็นดรออิ้งก็จะไม่ใช่ดรออิ้งเนี๊ยบๆ แต่จะกระชาก แล้วได้ความรู้สึก
เมื่อตอนที่เป็นนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาเขาก็จะแนะนำว่า นี่คือเรานะ ซึ่งเราก็จะรู้สึกว่าใช่ เพราะเราไปทำอย่างอื่นแล้ว มันไม่เวิร์ค แต่ผลงานมันคงไม่สมบูรณ์แบบทุกชิ้น”
สุวรรณีเผยถึงความรู้สึกเบื้องลึกว่า การได้รับรางวัลจากการประกวดในแต่ละครั้ง แม้จะสร้างความภูมิใจให้ไม่น้อย แต่หาได้มีความสุขเท่า ช่วงเวลาที่ผลงานจำนวนมากชิ้นของเธอถูกนำเสนอผ่านนิทรรศการแสดงเดี่ยวให้คนทั้วไปได้ชมเป็นซีรีย์
“การแสดงเดี่ยวสำหรับศิลปิน มันยิ่งใหญ่มาก มันทำให้เรารู้สึกภูมิใจ แล้วคนที่มาชมงานก็มาเพื่อเราคนเดียว แต่ว่าการที่ส่งงานประกวด มันก็เป็นการเผยแพร่ผลงานของเราทางหนึ่ง แล้วปัจจัยของการได้รับรางวัลมันมาจากหลายอย่าง เช่นในปีนั้นคนที่เขาเก่งกว่าเราอาจจะไม่สบาย หรือว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้กรรมการท่านนั้นๆ อยากจะยกมือให้กับผลงานของเรา เวลาผลงานได้รับรางวัลที่หนึ่ง ภูมิใจมากค่ะ แต่ว่าเราจะไม่หลงระเริงไปกับตรงนั้น”
>>>มากกว่าเชื่อมั่น คือศรัทธา
ก่อนจะมาร่วมงานเปิดนิทรรศการแสดงผลงานของตนเอง ณ ท้องพระโรง หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมกับเพื่อนศิลปินอีก5 ท่าน ที่ได้รับ ทุนสร้างสรรค์ศิลปกรรม ศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 12
สุวรรณีเพิ่งเดินทางกลับจากการไปทัศนศึกษาและชมงานศิลปะ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมกับหลายศิลปินที่ได้รับคัดเลือกจาก สภาศิลปกรรมไทยแห่งสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
ซึ่งเธอบอกว่าการได้ไปเปิดโลกชมงานศิลปะที่นำเสนอผ่านสื่อที่หลากหลายของศิลปินในอีกซีกโลก เป็นแรงบันดาลให้เธอ อยากจะนำเสนอเรื่องราวครอบครัวของคนระดับล่างที่เธอยังรู้สึกกับมันอยู่มาก ผ่านสื่อใหม่ๆบ้าง
“ไปดูแล้วตื่นเต้นมาก อยากทำงานชุดใหม่เลย อยากจะเพิ่มเติมหลายๆอย่างลงไปในผลงานของเรา ในเรื่องเทคนิค ไม่ใช่เรื่องราวที่นำเสนอนะคะ”
เธอให้กำลังใจคนทำงานศิลปะที่เป็นศิลปินหญิงด้วยกัน และส่วนหนึ่งอาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานศิลปะว่า
“ถ้าตอนนี้เรามีความมุ่งมั่นที่จะทำ แล้วกังวลว่า เราเป็นผู้หญิง หรือยังไม่พร้อมด้วยสถานะทางการการเงิน หรือว่าเรายังเพิ่งจบ อาชีพยังไม่มั่นคง ให้คิดว่าการทำงานศิลปะมันไม่ใช่ว่าจะเร่งทำ ค่อยๆทำก็ได้ ให้ทำต่อไป ในเรื่องที่เราคิดไว้ รวมถึง เทคนิควิธีการ หรือว่าแนวงานที่เราอยากจะนำเสนอ อย่าไปคิดว่าเราจะประสบความสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ คือให้ทำไปเรื่อยๆ สังคมจะเห็นเอง
ถ้าถามว่าตอนนี้เราอยู่ได้ด้วยการทำงานศิลปะไหม 2-3 ปีที่ผ่านมา เราแฮปปี้กับสิ่งที่ตัวเองเลือก และมันเลี้ยงเราได้
อยากจะแนะนำว่าให้เชื่อมั่นในตัวเองไว้ เพราะว่าจากประสบการณ์ที่เราเห็นคนอื่นๆเขาทำงานอยู่ตลอด แม้จะล้มลุกคลุกคลาน แต่ในที่สุดแล้วเขาก็อยู่ได้
ที่ผ่านมา เราเคยท้อไหม มันก็มี แต่กับเรื่องอื่นนะ แต่ ไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะไม่ทำงานศิลปะ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เราเป็นคนที่เรียกว่า มีความศรัทธาก็ได้ค่ะ ไม่ใช่เชื่อมั่นอย่างเดียว”
>>>ลูกสาวของช่างไม้
และที่สำคัญ ครอบครัวมีส่วนสนับสนุนให้เธอได้ทำงานศิลปะ เป็นอย่างมาก
“ที่อยู่ได้ทุกวันนี้ คือครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ น้อง และสามี ให้กำลังใจ ให้ทุน ให้ที่อยู่ ให้ทุกสิ่งอย่าง ช่วงที่เราออกจากงานแล้วมาทำ เราไม่มีอะไรเลยนะ แต่เรามีครอบครัวอยู่ ถ้าเราจะเป็นศิลปินไส้แห้งจริงๆ อย่างน้อยเราก็ยังมีพ่อมีแม่ มีที่นา คือเรามองเบบเบสิกจริงๆ เราไม่คิดว่าเราจะต้องดัง ขายงานได้เป็นสิบล้าน มีบ้านหรูหรา ไฮโซ ปาร์ตี้
เราคิดแค่ว่า ถ้าเราขายงานไม่ได้ เราก็ยังมีที่นาหลายแปลง ยังมีบ้านที่ไม่ต้องเช่าใคร พ่อแม่เราก็สมถะ พี่น้องเราก็ช่วยเหลือเราอยู่ตลอด แล้วเราก็ทำเรื่องครอบครัวด้วย เราจึงคิดว่า ถ้าเราชอบ เราทำศิลปะต่อไป มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มันต้องอยู่ได้
ตั้งแต่เล็กๆ พ่อแม่จะเลี้ยงเรา ให้เราอิสระ สอนให้อ่านหนังสือ อ่านออกเขียนได้ มุ่งมั่น อดทน และด้วยความที่เขาเป็นชาวนา เขาก็จะอยากให้เรามีอาชีพอื่นที่ไม่ใช่ชาวนา คอยสอนให้เป็นคนดี มีความขยันอดทน และเป็นเด็กดีของอาจารย์
พอเราโตระดับนึง มีความรู้เหนือกว่า เขาจะฟังเรามากเลย และด้วยความที่เราประสบความสำเร็จตั้งแต่เล็กๆ ได้รางวัล ได้เงิน ได้ทุน เขาก็ไม่เคยติอะไร มีผลทำให้เขาเชื่อมั่นเรา สนับสนุนเราตลอด ไม่ว่าเราจะทำอะไร พอแสดงงาน ขายงานได้ เราก็ไม่ต้องใช้เงินที่บ้าน มีเงินส่งกลับบ้านให้พ่อแม่
เวลาเราวาดนู่นวาดนี่ พ่อแม่จะไม่ค่อยมาแสดงความคิดเห็น แต่มีหน้าที่คอยช่วยยกงานบ้าง ช่วยทำงานบ้านให้บ้าง แต่กับเรื่องงานจะไม่ค่อยมาแสดงความคิดเห็น มาชี้แนะ เพราะว่าาทางครอบครัวเราจะไม่ค่อยมีความรู้ หรือมีข้อมูลมาคุยกับเรา”
แต่เธอก็จำได้ดีว่า เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก พ่อนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ทำให้เติบโตมาเป็นศิลปินทำงานศิลปะในวันนี้
“ตอนเด็กๆชอบวาดรูป เพราะว่าคุณพ่อเป็นช่างไม้ ใช้ดินสอเขียนนู่นเขียนนี่ สอนเราวาดภาพ แล้วเราก็จะรู้สึกการวาดภาพมันทำให้เรามีความสุขจริง สมุดทุกเล่ม โอ้โห้ เปิดมามีแต่รูปภาพ พอเรียนมัธยม มีอาจารย์ท่านหนึ่งจบจากเพาะช่าง ฝึกให้เราวาดภาพด้วยสีโปสเตอร์ สีน้ำ แล้วส่งผลงานเข้าประกวด ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักว่าศิลปินคืออะไร พอเราเรียนจบแล้ว ท่านก็แนะนำให้ไปเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุบลราชธานี ซึ่งอาจารย์ของท่านก็เป็นอาจารย์ทีนั่น เราจึงได้เริ่มเรียนรู้เรื่องศิลปิน และศิลปะมากขึ้น เรารู้สึกว่าเราโชคดี มีคนคอยให้ความรู้ สนับสนุน ให้กำลังใจ ไม่เคยมีมาบอกว่า อย่าทำนะ ทำไม่ได้หรอก”
>>>เพราะเรื่องที่เราทำมันใหญ่
สุวรรณีเชิญชวนให้ทุกคนไปชมผลงานศิลปะของเธอ แม้จะไม่มากชิ้นเท่าในนิทรรศการแสดงเดี่ยว และแม้ว่าเรื่องราวในภาพของเธอจะเป็นสิ่งที่เลือนไปจากความทรงจำของหลายคนไปแล้ว
“เรื่องราวในภาพมันเป็นการเตือนความทรงจำเกี่ยวกับสถานการณ์หนึ่งที่เราเคยเจอ คนไทยเป็นคนที่ลืมอะไรได้เร็ว แม้ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้าย แต่ไม่รู้สิ ส่วนตัวเรายังมีความรู้สึกว่า มันจะต้องเกิดขึ้นอีกแน่ๆ ยังparanoid (หวาดระแวง )
อยากให้คนที่มาดูได้คิดว่า ถ้ามันเกิดขึ้นอีกเราจะรับปัญหา แล้วเรียนกับปัญหาที่เคยเกิดได้อย่างไร
แต่ถ้ามาศึกษาในแง่ศิลปะ สุวรรณีเป็นคนที่ทำงานออกแนว Expressionism ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ในส่วนที่เป็นงานดรออิ้ง เทคนิคนี้ที่เราใช้ อาจจะทางเลือกในการถ่ายทอดงานศิลปะที่ดีให้กับบางคนตามแนวมางที่เขาชอบได้ เป็นการถ่ายทอดออกมาได้อย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา
ถ้าเป็นงานเพ้นท์ติ้ง เราพยายามทำให้ตัวเองไม่กลัวเทคนิค ไม่กลัวสเกลที่ใหญ่ ไม่บอกตัวเองว่าต้องทำชิ้นเล็กๆนะ ทำชิ้นใหญ่กลัว ทำไม่ได้
เวลาทำงานชิ้นใหญ่ เราต้องคิดว่าเรื่องที่เราทำมันใหญ่ งานมันจึงใหญ่ตาม (หัวเราะ)”
ศิลปินหญิงตัวเล็กแต่ทำงานชิ้นใหญ่ทิ้งท้ายให้คิด
เปิดแล้วจ้า... นิทรรศการแสดงผลงานของ 6 ศิลปิน ได้แก่ เจษฎา ตั้งตระกูลวงศ์,ธง อุดมผล,ปราการ จันทรวิชิต,พัชรินทร์ อนวัชประยูร,ผศ.ดร.สุภาวี ศิรินคราภรณ์,สุวรรณี สารคณา และโอภาส โชติพันธวานนท์ ที่ได้รับ ทุนสร้างสรรค์ศิลปกรรมศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 12
โดยมี บุญชัย เบญจรงคกุล เดินทางไปเป็นประธานเปิดนิทรรศการ
.
เชิญไปชมผลงานของพวกเขา วันนี้ - 28 มิถุนายน พ.ศ.2556 ณ ท้องพระโรง หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ
ส่งข่าวสารงานศิลปะร่วมสมัย มาได้ที่ ข่าว ART EYE VIEW เซกชัน Celeb Online www.astvmanager.com และ M-Art eye view เซกชัน Lite ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ Email: thinksea@hotmail.com
และคลิกเป็น แฟนเพจ ได้ที่ http://www.facebook.com/arteyeviewnews


